เทศกาล "โอบง"...เช็งเม้งของชาวญี่ปุ่น

โน้ตบุ๊ค

สิงหาคมเป็นอีกเดือนหนึ่งที่เป็นเดือนแห่งวันหยุดยาวของชาวญี่ปุ่น เนื่องในเทศกาล "โอบง" ที่ทุกคนจะกลับบ้านเกิดของตนเองเพื่อจัดพิธีทางศาสนา เพื่อต้อนรับวิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคมของทุกปี ทางองค์กรและบริษัทต่างๆกำหนดให้เป็นวันหยุดพักผ่อนช่วงฤดูร้อน รวมทั้งร้านค้าต่างๆหยุดทำการ เปรียบเสมือนช่วงสงกรานต์ของเมืองไทย

เทศกาล "โอบง" เป็นประเพณีที่จัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจะได้รับอนุญาตให้กลับมาเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องและลูกหลานได้อย่างอิสระจากนรกภูมิ ทุกบ้านจะมีพิธีการต้อนรับดวงวิญญาณที่ท่าน้ำบ้าง หน้าบ้านของตนบ้าง หรือไปรับกลับมาโดยตรงจากสุสานของตระกูล บางครอบครัวก็ไปทำความสะอาดหลุมฝังศพและเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่สุสาน คล้ายเช็งเม้งของชาวจีน แต่ส่วนมากจะมีการจุดไฟต้อนรับที่หน้าบ้าน ถวายผักบูชา มีการละเล่น ทุกบ้านเรือนจะจัดอาหารคาวหวานและดอกไม้ขึ้นตั้งให้ไว้บนหิ้งหรือตู้ของบรรพบุรุษ ซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า "บุสิดง" เพื่อต้อนรับดวงวิญญาณของบรรพบุรุษของตน เพื่อให้ได้พักผ่อนและได้กินอยู่อย่างอิ่มหนำสำราญ ซึ่งเชื่อกันว่าได้รับอนุญาตให้ดวงวิญญาณเหล่านี้ได้อยู่ที่บ้านได้นานถึงเกือบหนึ่งเดือน จากนั้นจึงจะนำกลับไปส่งยังที่สุสานอย่างเดิม ในการต้อนรับนี้จำเป็นต้องมี "โชเรียวอุมะ" คือ มะเขือม่วงและแตงกวาที่ใช้ไม้ตะเกียบหรือไม้ไผ่มาเหลาให้เล็กๆแล้วนำไปเสียบเป็นขาสี่ขามาบูชาด้วย สันนิษฐานตามความเชื่อมาแต่โบราณว่า มะเขือม่วงนั้นเปรียบเป็นม้า แตงกวาเปรียบเป็นวัว ด้วยความเชื่อว่าวิญญาณหรือผีของญี่ปุ่นนั้นไม่มีขา เพราะเมื่อตายไปจะโดนตัดขาทิ้ง ดังนั้น วิญญาณเหล่านี้จึงต้องมีหรือต้องใช้สองสิ่งนี้เป็นที่นั่งและที่วางสัมภาระต่างๆของตนบรรทุกมาสู่บ้านนั่นเอง

ที่มาของธรรมเนียมของเทศกาลโอบงนั้นมีตำนานว่าในสมัยพุทธกาล มีชายผู้หนึ่งชื่อ โมคุเรน เป็นผู้กำพร้ามารดา เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงออกบวชเป็นพระภิกษุ ได้ทำการเพียรจิตสมาธิจนกระทั่งสามารถได้เห็นนรกและสวรรค์ ครั้งหนึ่งพระโมคุเรนได้ไปท่องนรกภูมิ ก็ได้ไปพบและเห็นว่ามารดาของตนต้องทนทุกขเวทนา อดๆอยากๆอยู่ที่นั่น ท่านมีจิตเวทนาและนึกสงสารในผลกรรมอันแสนที่จะทารุณอันไม่จบสิ้นของมารดาเป็นอย่างมาก

วันหนึ่งพระโมคุเรนได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงได้เล่าเรื่องราวที่ท่านไปเห็นมารดาในนรกภูมิ และกราบทูลถามว่า จะทำอย่างไรจึงสามารถช่วยหรือแบ่งเบาให้มารดาของตนได้คลายจากทุกขเวทนานี้ได้ พระพุทธองค์ตรัสว่าไม่ใช่คิดจะช่วยแต่แค่มารดาของตนเพียงอย่างเดียว จงคิดช่วยไปถึงบุคคลอื่นๆทุกคนที่ได้ตายไปแล้วด้วย แม้แต่ไม่ใช่ญาติก็ตาม ก็จงอุทิศส่วนกุศลและแผ่เมตตาให้กับเขาเหล่านั้นทุกคนเช่นกัน เรื่องราวของพระโมคุเรนทำให้เกิดธรรมเนียมเทศกาลโอบงในกาลเวลาต่อมา

เทศกาลโอบงจบท้ายในวันที่ 15-16 ด้วยการส่งวิญญาณบรรพบุรุษโดยการจุดไฟที่เรียกว่า โทโรนางาชิ เป็นโคมกระดาษมีเทียนจุดไฟอยู่ภายใน แล้วนำไปลอยในแม่น้ำเพื่อนำทางให้วิญญาณบรรพบุรุษลอยออกสู่ทะเล โดยพิธีการลอยโคมไฟของแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันไป และในวันสุดท้าย 16 สิงหาคม จะจุดไฟโอคุริบิ เป็นการส่งกลับวิญญาณบรรพบุรุษ เทศกาลนี้มีในหลายจังหวัด แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือที่จังหวัดเกียวโต มีการจุดกองไฟบนภูเขาทั้ง 5 ที่ยิ่งใหญ่ตระการตาในรูปแบบของตัวอักษรคันจิว่า "ได" ซึ่งมีความหมายว่า "ใหญ่" อยู่บนหน้าภูเขาฮิตาชิ และยังมีตัวอักษรอื่นอยู่บนหน้าภูเขาอื่นอีก 4 ลูกด้วยกัน ซึ่งสามารถเห็นในระยะไกลจนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเทศกาลโอบงที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยเอโดะ

นี่ละค่ะ! ความยิ่งใหญ่ของเทศกาล "โอบง" ของชาวญ่ปุ่นที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวนัก แต่ก็เก็บไว้เป็นข้อมูลในการเลือกช่วงเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อไม่ไปเบียดเสียดกับชาวญี่ปุ่นเองในฤดูกาลวันหยุดยาวของชาวปลาดิบค่ะ!