กรุงเก่า

หนังสือคือแสงจันทร์

"ต้นซากุระสีชมพูที่ขึ้นเป็นหมู่ในสวน เป็นหนึ่งในทัศนียภาพอันสวยงามของเกียวโต "แน่นอนทีเดียวไม่มีอะไรที่จะมาเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเก่าได้ดีไปกว่าดอกไม้เหล่านี้"

"ต่อไปเกียวโตจะเป็นยังไงนะ ถ้ามันจะถูกเปลี่ยนเป็นโรงแรมทั้งหมด...อย่างบริเวณวัดโกไดจิพื้นที่ระหว่างเกียวโตกับโอซาก้าก็กลายไปเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหมด แถบริชิโนเกียวยังมีที่ว่างอยู่บ้าง แต่ใครล่ะจะไปอยู่ไกลอย่างนั้นให้ลำบาก ไอ้บ้านที่เป็นกล่องสูงๆในแถบนั้นดูตลกสิ้นดี"

เมืองเกียวโตในคำรำพึงของตัวละครในเรื่อง ทำให้เห็นภาพเด่นชัดถึงความงามและการไหลเลื่อนเปลี่ยนแปลงของทุกๆสิ่ง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเคยยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม

กรุงเก่า บทประพันธ์โดย ยาสุนาริ คาวาบาตะ ยุพเรศ วินัยธร แปล จัดพิมพ์โดย บริษัทรวมทรรศ์ สิงหาคม พ.ศ. 2531

กรุงเก่า นำเสนอเรื่องราวท่ามกลางการหมุนเปลี่ยนเศร้าสร้อย ความเป็นไปในสังคม ย่านร้านค้าขายส่งผ้าชุดกิโมโนกำลังซบเซา ร้านทอผ้าด้วยเครื่องกี่ใกล้จะสูญหาย รวมถึงความหวั่นไหวในหัวใจมนุษย์ ผ่านจิเอโกะ ครอบครัวของเธอ ครอบครัวของเพื่อนพ่อ โดยมีเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นคือเกียวโตเป็นฉากหลัง คาวาบาตะถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ได้ยอดเยี่ยมลึกซึ้งดังประหนึ่งว่าผู้อ่านได้อยู่ในฉากและเงาของสถานที่และตัวละครทั้งหมด

"การมีความรู้สึกส่วนตัวมากเกินไปมักจะเป็นปัญหาเสมอ"

อารมณ์ความรู้สึกคือกิ่งก้านความคิดและส่งผลผลิออกแสดงต่อภายนอก ความรู้สึกในใจของคนเรานี้จะบันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆในสังคมครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นทั้งความหวัง ความฝันและการทำลาย สังคมมนุษย์จึงดำรงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ทุกคนย่อมรู้ว่าบ่อลึกของความรู้สึกนี้มีอำนาจยิ่งใหญ่ คาวาบาตะ ยาสุนาริ ได้ใช้แรงผลักนี้สร้างงานที่เรียกว่า วรรณกรรม

ยุพเรศ วินัยธร ผู้แปล เขียนไว้ที่หน้าคำนำผู้แปลถึงที่มาของนวนิยายเรื่องนี้ว่า

"เรื่องกรุงเก่า เป็นเรื่องที่คาวาบาตะเขียนเป็นตอนๆกว่า 100 ตอนลงในหนังสือพิมพ์อาซาฮีทั้งในโตเกียวและโอซาก้า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 1961 จนกระทั่งถึงเดือนมกราคมของปีถัดมา นวนิยายเรื่องนี้เป็น 1 ใน 3 เรื่องที่คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมแก่คาวาบาตะ

"หลังจากเขียนนวนิยายเรื่องนี้จบลง คาวาบาตะได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการติดยานอนหลับที่เขาใช้ตลอดระยะเวลาที่เขียน เขากล่าวว่านวนิยายเรื่องนี้ของเขาเป็นเรื่องที่ออกจะไม่ธรรมดา"

กรุงเก่า ใช้ฉากเมืองโบราณ เมืองเก่ามีเสน่ห์เหมือนแสงจันทร์ในม่านเมฆ สวยงามลึกลับและอาลัยถึงสิ่งที่เคยมีอยู่ในอดีต เมืองเก่าคือลมหายใจของบรรพบุรุษที่ยังมีชีวิตอยู่ในลมหายใจของวันนี้

จิเอโกะตัวละครเอกคำนึงอ่อนไหวในยามเย็นฤดูใบไม้ผลิว่า

"ดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลงในฤดูใบไม้ผลิอันเงียบสงบ ส่งกระทบตัวหนังสือสีซีดบนป้าย ทำให้มันดูเศร้าสร้อยยิ่งนัก ผ้าฝ้ายหนาๆที่ทำเป็นผ้าม่านบังประตูมีสีซีดจาง

"แม้แต่ดอกซากุระที่วัดเฮอันยังรู้สึกเปลี่ยวเหงา"

จิเอโกะ หญิงสาวอายุ 20 ลูกสาวของร้านขายสินค้าส่งในย่านเก่านางาเกียว พ่อของเธอสืบทอดการขายส่งผ้ามาจากรุ่นพ่อ บ้านและร้านค้าเป็นบ้านแบบเก่า บ้านแบบเกียวโตโบราณคือ มีประตูลูกกรงกับหน้าต่างลูกกรงที่ชั้นสอง กิจการค้าขายส่งผ้าที่บ้านกำลังซบเซา ทากิจิโรพ่อของจิเอโกะก็ไม่ได้มีหัวในทางออกแบบสร้างสรรค์มากนัก เขาเองเคยคิดจะขายกิจการแล้วไปซื้อที่อยู่ใหม่ ชิเงะ แม่ของจิเอโกะก็เคยพูดกับจิเอโกะว่าต่อไปถ้าเธอจะขายบ้านแล้วเลิกกิจการก็ได้

"ขณะนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิในกรุงเก่า ใบไม้อ่อนๆผลิออกเป็นพรืด ระบายสีภูเขาฮิงาชิยามาและฮิเอซัง"

"ซากุระต้นนั้นงดงาม กิ่งก้านของมันโน้มลงมาคล้ายกับต้นหลิว แผ่ออกเป็นพุ่มกว้าง เมื่อจิเอโกะไปยืนอยู่ใกล้ๆ กลีบดอกร่วงหล่นลงมาแทบเท้าเธอ อากาศเบื้องบนอ่อนละมุน ดอกไม้หล่นอยู่ตามพื้น มีบางกลีบเท่านั้นที่หล่นไปในสระ แต่ไม่มากกว่าเจ็ดหรือแปดกลีบ"

จิเอโกะเป็นเด็กสาวรูปร่างหน้าตาดี จิตใจดี เธอจะสวมชุดกิโมโนด้วยผ้าที่พ่อเป็นผู้ออกแบบเสมอ แม้ลายผ้าออกจะดูเรียบๆไปบ้างสำหรับเด็กสาว จิเอโกะก็บอกว่าเธอสวมใส่ก็เพราะชอบและรัก

ทากิจิโร กับ ชิเงะ สองสามีภรรยาไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริงของจิเอโกะ ทั้งสองได้บอกเรื่องนี้ให้รู้ เมื่อเธอเรียนชั้นมัธยม เพราะเห็นว่าจิเอโกะโตพอที่จะเข้าใจได้และอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ต้องการให้เธอรู้เรื่องนี้จากเพื่อนบ้าน

"จิเอโกะ ตกตะลึงแต่ไม่รู้สึกเสียใจ เรื่องนี้ไม่ทำให้เธอสะเทือนใจแม้แต่น้อย ยามที่เธอเข้าสู่วัยรุ่นความรักความผูกพันที่เธอมีต่อชิเงะและทากิจิโรก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปล เธอรู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นปัญหาใหญ่ อันนี้เป็นนิสัยของจิเอโกะมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

จิเอโกะเป็นเด็กดีมาตั้งแต่เล็ก รักพ่อแม่ เพียงแต่หลังจากที่รู้ว่า ทากิจิโรกับชิเงะ ไม่ใช่พ่อแม่ผู้กำเนิดในใจที่หวั่นไหวของเธอจึงต้องการรู้ขึ้นมาบ้างว่า พ่อแม่ที่แท้จริงเป็นใครมาจากไหน และเธอจะมีพี่น้องหรือไม่

แล้ววันนั้นก็มาถึงเมื่อมาซาโกะเพื่อนสาวชวนเธอไปชมต้นเมเปิลผลิใบ จิเอโกะจึงชวนเพื่อนไปชมหมู่ต้นสนคิตายามาที่เธอชอบเป็นพิเศษด้วย ทั้งสองเดินเลียบแม่น้ำไปยังหมู่บ้านที่ปลูกต้นสนชื่อคิตามายา

"ในที่สุดป่าสนที่สวยงามก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา ต้นสนที่ขึ้นเหยียดตรงมองเห็นแต่ไกล หมู่บ้านแห่งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นแห่งเดียวที่ผลิตไม้สนคิตายามาที่มีชื่อเสียง

"ภูเขาแถบนี้ไม่ได้สูงชัน แต่สามารถมองเห็นต้นสนได้ทุกต้นที่อยู่บนยอดเขา ต้นสนเหล่านี้ถูกส่งไปใช้สร้างห้องชา แม้แต่ภาพของต้นสนที่ยืนต้นอยู่ก็สร้างภาพพจน์อันสง่างามเช่นเดียวกับบรรยากาศของพิธีชงชา"

ที่หมู่บ้านป่าสนคิตายามาแห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งจิเอโกะจะไม่มีวันลืม เพื่อนของเธอได้พูดขึ้นก่อนเมื่อเห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมกิโมโนสีฟ้าสด หน้าตาของหญิงสาวคนนั้นเหมือนกับจิเอโกะราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน แม้จิเอโกะจะไม่มีโอกาสเห็นหญิงสาวคนงานคนนั้นชัดเจน แต่ก็ทำให้เธอใจสั่น เฝ้ากังวลและปรารถนาที่จะรู้ให้ชัดว่าถึงความเป็นมาของตัวเองมากขึ้น เธอย้ำถามกับพ่อแม่ด้วยความอยากรู้ซ้ำๆว่าเธอเกิดที่ไหนกันแน่

"จิเอโกะยอมรับว่าเธอถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม แต่การที่จะไม่ขอโทษกลับดูจะดีกว่า ทำไมเธอจึงถามเรื่องนี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่เรื่องที่มาซาโกะบอกเธอว่าเหมือนกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่คิตายามานั้น อาจจะเป็นเหตุหนึ่งก็ได้

"จิเอโกะไม่รู้จะหลบสายตาไปทางใด เธอจึงทอดสายตาไปยังยอดของต้นเมเปิล ท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็นสีขาวจางๆเรื่อเรือง แสงเหล่านี้มาจากในเมืองหรือแสงจันทร์กันแน่นะ"

ความปรารถนาของจิเอโกะถึงพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ทำให้เธอร้าวรานอยู่บ้างในใจ แล้ววันหนึ่งในงานเทศกาลกิออน เธอก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังไหว้ขอพรพระอย่างนุ่มนวลและตั้งใจ จิเอโกะจำได้เลาๆว่าเคยเห็นเด็กสาวคนนี้มาก่อนเธอก็เลยไหว้พระด้วย

"จิเอโกะสังเกตเห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่โกะเรียวโชะกำลังไหว้พระเจ็ดคำรบ จิเอโกะเห็นเธอจากทางด้านหลัง การไหว้พระเจ็ดคำรบก็คือการเดินจากแท่นพระห่างออกไประยะหนึ่งแล้วหันกลับมาโค้ง ทำอยู่อย่างนี้เจ็ดครั้ง ในระหว่างที่ไหว้พระอยู่ ผู้ไหว้จะต้องไม่พูดกับใครเลยแม้ในระหว่างนั้นจะพบเห็นคนที่ตนรู้จักก็ตาม"

"เธอเฝ้ามองฉันอยู่หรือ เสียงของเด็กสาวนั้นสั่น ฉันอยากรู้ว่าน้องสาวของฉันหายไปไหน เธอคือน้องสาวของฉันหรือเปล่า พระได้ดลบันดาลให้เรามาพบกันแล้ว ดวงตาของเด็กสาวผู้นั้นเอ่อนองด้วยน้ำตา"

คงเป็นความสุขล้นใจหากเราได้เจอใครคนหนึ่งที่หัวใจคิดถึงโหยหาอยู่ตลอดเวลา และคนคนนั้นเราเป็นพี่น้องของเรา มีสายเลือดเดียวกัน ความสุขตื้นตันก็จะทะลักล้นเกินจะประมาณได้เป็นแน่

คาวาบาตะ เขียนบรรยายอย่างแสนวิเศษถึงสิ่งที่ทำให้มนุษย์หวั่นไหวที่สุดในเรื่องนี้ว่า "แท่นบูชาพระเรืองรองไปด้วยแสงสว่างจากโคมไฟที่แขวนอยู่รอบบริเวณโกะเรียวโชะและแสงเทียนที่ผู้คนทั้งหลายจุดบูชาไว้ แต่ดูเหมือนว่าน้ำตาที่กลบหน้าของเด็กสาวจะลบเลือนแสงสว่างเหล่านั้น

แสงเทียนระยิบระยับส่องใบหน้าของเด็กสาว

จิโกะยืนจังงัง เธอพยายามกดความรู้สึกอันเดือดพล่านในจิตใจ "ฉันเป็นลูกคนเดียวฉันไม่มีพี่น้อง" เธอพูด ใบหน้าของเธอซีดเผือด"

จิเอโกะลุกขึ้นไปอย่างเงียบๆแล้วขึ้นไปชั้นบน ที่นอนของแขกปูไว้ในห้องของเธอ จิเอโกะหยิบหมอนจากลิ้นชักแล้วซุกตัวลงนอน เธอซุกหน้าลงกับหมอนไว้แน่นเพื่อที่ใครจะไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอ

กรุงเก่า มีเสน่ห์ก็เพราะความโศกใจนี่เอง

เนื้อหาในนวนิยายเรื่องกรุงเก่ามีความงามละเมียดละไม แฝงเร้นไว้ด้วยความเศร้าจางๆ เหมือนภาพวาดสีเทาที่มีเงาแสงสีเหลืองนวลเบาบางอยู่ตรงฉากหลัง ความงามปนเศร้าเป็นความงามลึกซึ้งที่ผู้เฝ้ามองจะไม่มีวันเบื่อ

สองพี่น้องนัดพบกันอีกครั้ง นาเอโกะนั้นมีความเป็นอยู่ลำบากกว่าจิเอโกะมาก พ่อเสียชีวิตหลังจากเธอเกิดได้ไม่นาน แม่ก็เสียชีวิตเมื่อสิบปีที่ผ่านมา นาเอโกะอาศัยอยู่กับครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้าน และทำงานเป็นคนงานในหมู่บ้านป่าสน แม้ว่าพ่อแม่ของจิเอโกะจะยินดีเลี้ยงดูนาเอโกะอีกคนหนึ่ง แต่เธอไม่ต้องการให้ชีวิตน้องสาวคู่แฝดมีความทุกข์ ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าจิเอโกะมีเธอเป็นพี่สาวฝาแฝด

แม้ชีวิตเรื่องการพลัดพรากของคู่แฝดเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดในเนื้อเรื่อง แต่เมื่ออ่านต่อๆไปสิ่งสำคัญและโดดเด่นกว่าก็คือ ความร่วงโรยและความโศกเศร้าที่ซ่อนเร้นอยู่ คาวาบาตะ ดำเนินเรื่องของคู่แฝดสาวคู่ขนานเชื่อมร้อยไปกับกิจการร้านค้าแบบเก่าที่ซบเซา ความดีงามและอ่อนไหวของมนุษย์ พร้อมๆกับงานประเพณีในสี่ฤดูกาล คาวาบาตะเริ่มเรื่องในฤดูใบไม้ผลิ และจบลงในฤดูหนาว

ฉันเชื่อว่าประเพณีก็คือแสงระยิบระยับจากอดีต คือถ้อยคำที่คนรุ่นเก่าได้ฝากฝังไว้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวถึงลูกหลาน

"ที่เมืองเกียวโต เราจะเห็นเทศกาลใหญ่น้อยแทบทุกวัน

"วัดเล็กๆแห่งนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยน มันเคยได้รับการพรรณนาไว้ในเทพนิยายเกนยิ เจ้าหญิงทั้งหลายที่จะเข้าไปปฏิบัติธรรมที่วัดอิเซจะต้องใช้เวลาชำระมลทินอยู่ที่นี่ถึงสามปีก่อนที่จะเข้าไปยังอิเซได้ วัดนี้มีจุดเด่นที่รั้วละเมาะไม้เล็กๆและประตูชินโตที่ทำด้วยไม้ที่ยังคงเปลือกอยู่"

"ปัจจุบันขบวนแห่ยังคึกคัก ในขบวนแห่ จะตกแต่งด้วยดิ้นจีน มีม่านทอมือแบบญี่ปุ่น มีผ้าซาติน

ขอบทอง มีผ้าแพรยกดอก ผ้าลูกไม้ เหล่านี้สะท้อนถึงความรุ่งเรืองสมัยโมโมยามา ซึ่งของสวยๆงามๆเหล่านี้เข้ามาถึงญี่ปุ่นจากต่างประเทศ ภายในตัวเสลี่ยงที่เข้าขบวนก็ยังตกแต่งด้วยภาพวาดสำคัญๆ ที่หัวขบวนมักจะเป็นเสาทำเป็นโครงเหมือนกับเรือสินค้าที่เป็นของโชกุน"

"ทุกๆบ้านจะเอากิ่งไม้มาประดับบ้านรายไปสองฟากทางจากถนนคูรามะไปจนถึงวัด เขาเอาน้ำเทลงมาจากหลังคา ตอนเที่ยงคืนผู้คนจะพากันตกแต่งบ้านด้วยคบไฟแบบต่างๆทั้งใหญ่และเล็ก 'ซาเรยา ซาเรโย' ผู้เข้าร่วมขบวนทั้งหลายร้องเป็นเพลงในขณะที่เดินขึ้นเขาไปยังวัด เปลวไฟลุกโชติช่วงและแล้วเมื่อเกี้ยวไปถึงผู้หญิงทั้งหลายในหมู่บ้านจะออกมาช่วงลากเกี้ยว ในตอนปลายของเทศกาลจะมีการจุดคบเพลิงใหญ่ พิธีกรรมจะดำเนินต่อไปกระทั่งสว่าง"

หนังสือเล่มบางเล่มนี้ซ่อนขุมทรัพย์ไว้มาก ทั้งยังทิ้งแสงเรืองน้อยๆอยู่ในใจ ผู้อ่านจะค้นพบความสุขเรืองแสงเศร้าสร้อยนี้ ให้รำลึกถึงเพื่อคิดคำนึง และเป็นไปได้ว่าแสงเรืองนี้ทำให้ความคิดคำนึงลุกโชนสว่าง...