ตามรอยเสด็จพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร

สืบร่องรอยราชวงศ์ไทยที่หายสาบสูญ
ตามรอยประวัติศาสตร์

ภาค 2 ปัจจุบันอันหนักแน่น : สุสานล้านช้าง สถานที่บรรจุพระบรมอัฐิพระมหาเถระสองแผ่นดิน

มีคำร่ำลือมานานแล้วว่า บริเวณสุสานล้านช้าง หรือที่คนพม่าเรียก สุสานลินซินกอง อันเป็นสุสานที่ฝังศพชนชั้นสูงชาวต่างชาติในพม่าที่เมืองมัณฑะเลย์ มีสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร แต่ทั้งหมดก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ เป็นเพียงคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมา จนล่าสุดคณะทำงานโครงการอนุสรณ์สถานมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร ณ สุสานลินซินกอง อมรปุระ โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์และสมาคมมิตรภาพพม่า-ไทยจิตพรรณซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการ สถาปนิก ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีทั้งจากไทยและพม่า ได้ร่วมกันทำการสำรวจขุดค้นในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ได้พบหลักฐานวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมาย ทำให้น่าเชื่อได้ว่า พระอัฐิที่บรรจุอยู่ในภาชนะทรงบาตร ที่น่าจะเป็นพระโกศ วางอยู่เหนือพานแว่นฟ้า เป็นของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร และบริเวณสถานที่แห่งนี้เคยเป็นวัดอโยธยาหรือวัดไทยมาก่อน

ขณะที่ปัจจุบันเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรกลับมาอยู่ในความสนใจของคนไทยกันอีกครั้ง หลังจากในราวปี 2538 นายแพทย์ชาวเมียนมาร์ที่ชื่อ ดร.ทิน มอง จี ได้เขียนบทความลงในนิตยสารทูเดย์ ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจท่องเที่ยวของพม่า เผยแพร่เกี่ยวกับสถูปที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพรที่ตั้งอยู่ในสุสานลินซินกง ทำให้เกิดการพูดถึงทั้งในหมู่ชาวบ้าน และทั้งไก๊ด์ท้องถิ่น เมื่อคนไทยไปเที่ยวพม่า ได้ยินได้ฟังต่อๆมาก็นิยมเดินทางไปชมสถูปที่ว่านี้ นักวิชาการจำนวนหนึ่งก็ได้เดินทางไปตรวจสอบดูในเบื้องต้น แต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเป็นสถูปสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจริงหรือไม่ หรือใช่ศิลปะไทยจริงหรือ

กระทั่งต่อมาเมื่อทางรัฐบาลมัณฑะเลย์ประกาศจะพัฒนาเมืองใหม่เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตซึ่งรวมถึงพื้นที่บริเวณสุสานลินซินกองและพื้นที่โดยรอบที่กลายเป็นที่รกร้าง และบางส่วนกลายเป็นที่ทิ้งขยะของชุมชนใกล้เคียง รัฐบาลมัณฑะเลย์จึงได้ส่งจดหมายเชิญถึงประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาขุดศพของบรรพบุรุษกลับประเทศไป ทางไทยเองโดยกระทรวงการต่างประเทศจึงได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อสำรวจพื้นที่อย่างจริงจัง รวมทั้งประสานเข้ามาเพื่อขอชะลอการพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ไว้ก่อน

เกี่ยวกับเรื่องนี้เคยมีการสืบหากันมาก่อนแล้วคือในสมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ.2479 ช่วงที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังประทับอยู่ที่ปีนัง และในปีนั้นทรงมีโอกาสเสด็จเยือนพม่า ดังที่พระนิพนธ์เล่าไว้ในหนังสือ "เที่ยวเมืองพม่า" มีเนื้อความช่วงหนึ่งว่า "ด้วยได้เคยทราบแต่รัชกาลที่ 5 ว่า เขาพบที่บรรจุพระบรมอัฐิพระเจ้าแผ่นดินสยาม (ทรงหมายถึง "ขุนหลวงหาวัด") ซึ่งไปสวรรคตในเมืองพม่า ฉันเชื่อใจว่าที่บรรจุพระบรมอัฐินั้นคงเป็นพระเจดีย์มีจารึกและสร้างไว้ที่เมืองอังวะ เพราะเมืองอังวะเป็นราชธานีอยู่ในเวลาที่พม่ากวาดไทยไปครั้งเสียพระนครศรีอยุธยา ฉันไปครั้งนี้หมายจะพยายามไปบูชาพระเจดีย์องค์นั้นด้วย ได้สืบถามตั้งแต่ที่เมืองร่างกุ้ง ไปจนถึงเมืองมัณฑะเลย์ก็ไม่พบผู้รู้ว่ามีพระเจดีย์เช่นนั้น ทั้งพวกกรมตรวจโบราณคดี ก็ยืนยันว่าที่เมืองอังวะเขาตรวจแล้วไม่มีเป็นแน่ ฉันก็เลยทอดธุระ ครั้นกลับมาถึงเมืองปีนังมีกิจไปเปิดหนังสือพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาฯ จึงได้ความว่าพม่าให้ไทยที่กวาดไปครั้งนั้น ไปตั้งบ้านเมืองอยู่ที่เมืองจักกาย (เมืองสะแคงหรือเมืองสะกายในปัจจุบัน) ขุนหลวงหาวัดคงไปสวรรคตและบรรจุพระบรมอัฐิไว้ที่เมืองสะแคง ในเมืองนั้นพระเจดีย์ยังมีมาก ถ้าฉันรู้เสียก่อนเมื่อไปถึงเมืองสะแคงถามหาเจดีย์ "โยเดีย" ก็น่าจะพบพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิขุนหลวงหาวัดสมประสงค์ แต่มารู้เมื่อสิ้นโอกาสเสียแล้วก็จนใจ"

เรื่องราวของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร ภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 นั้น ในพงศาวดารพม่ามีกล่าวไว้ว่า "ครั้นถึงวันขึ้น 9 ค่ำ เดือนมิถุนายน ศักราช 1129 (ตรงกับ พ.ศ.2310) กองทัพพม่าก็ยกออกจากกรุงศรีอยุธยา พร้อมชาวกรุงศรีอยุธยา 106,100 คน รวมทั้งพระราชวงศานุวงศ์ อีก 2,000 กว่าพระองค์ เดินทางมาถึงกรุงรัตนปุระอังวะ ในเดือนเมษายน ศักราช 1130 ( พ.ศ.2311 ) พระเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้เจ้าหน้าที่สร้างพระตำหนักสำหรับพระราชวงศ์ฝ่ายใน เช่น พระมเหสี พระธิดา และสตรีฝ่ายในไว้ในเขตกำแพงพระราชวัง ส่วนฝ่ายนอก เช่น พระราชโอรสและพระอนุชา ให้ประทับนอกกำแพงพระราชวัง ส่วนขุนนางทั้งหลายให้ปลูกเรือนอยู่ในเขตพระนคร"

ตามหลักฐานฝ่ายไทยมิได้กล่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงรัตนปุระอังวะว่าใช้เส้นทางใด แต่มีระบุอยู่ในตำนานของหัวเมืองฝ่ายเหนือ รวมไปถึงคำให้การของมหาโคซึ่งเป็นชาวไทยที่ถูกกวาดต้อนไปพม่า ได้พึ่งใบบุญอยู่กับพระมเหสีพระเจ้ามังระ ภายหลังเล็ดลอดกลับคืนเมืองมาถึงกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 2 จากหลักฐานเหล่านี้ทำให้ทราบว่า เชลยไทยถูกกวาดต้อนข้ามฝั่งไปพม่าใช้เส้นทางตามลำน้ำอิระวดี เมื่อถึงเมืองแปร ทหารพม่าก็จัดให้เชลยโยเดียกลุ่มหนึ่งตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่ แล้วก็กวาดต้อนให้เดินทางต่อไปยังเมืองมินบูแล้วก็ปล่อยให้ตั้งบ้านเรือนกันที่เมืองนี้อีกกลุ่มหนึ่ง ดังที่มีหลักฐานให้เห็นคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง รูปแบบเดียวกับจิตรกรรมอยุธยา ที่วัดกู่วุดจีกูพญา เมืองมินบู มณฑลมักเวย์ เป็นต้น เช่นเดียวกับชาวโยเดียบางกลุ่มที่ถูกส่งไปตั้งบ้านเรือนที่มนยวา เนื่องด้วยยังปรากฏให้เห็นศิลปกรรมโยเดียอยู่ที่เมืองนี้ด้วย ในขณะที่ชาวโยเดียกลุ่มที่เหลือ ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเชื้อพระวงศ์ และข้าราชบริพารในราชสำนัก ได้ถูกนำตัวมายังกรุงรัตนปุระอังวะ แล้วให้ตั้งบ้านเรือนอยู่กันที่เมืองสะกาย หรือสะแกง ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ วัดมหาเต็งดอจี บริเวณนอกเมืองสะกาย โดยแม้ว่าลักษณะของสถาปัตยกรรมโดยรวมจะเป็นรูปแบบพม่า แต่ยังมีบางส่วนที่บ่งบอกความเป็นศิลปกรรมไทย เช่น ฐานของวิหารที่แอ่นโค้งดังที่เรียกกันว่า โค้งสำเภา ลวดลายประดับซุ้มหน้าต่างทำเป็นรูปครุฑยุดนาค ด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นแบบไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเชลยบางส่วนอาศัยอยู่แถบเมืองท่าของกรุงอังวะ คือ เมืองย่างกุ้ง ดังที่มีชื่อประตูเมืองว่า โยดะยา ซึ่งสันนิษฐานกันว่าให้เรียกชื่อประตูเมืองตามชื่อเชลยเมืองประเทศราชที่ผู้คนถูกเกณฑ์ไปสร้างขึ้น

เมื่อคนไทยถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยโยเดียในเมืองพม่านั้นตรงกับรัชสมัยพระเจ้ามังระ บรรดาพระราชวงศ์ ข้าราชบริพาร และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ถูกจัดให้พำนักอาศัยตามริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี แถบเมืองสะกาย ขณะเดียวกันก็มีเจ้านายอยุธยาหลายพระองค์ได้ถูกนำไปถวายงานในราชสำนักด้วย เช่น พระองค์เจ้าประทีป พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ซึ่งได้เป็นพระมเหสีพระองค์หนึ่งของพระเจ้ามังระ การที่เจ้านายพระองค์นี้ทรงเป็นพระราชนัดดาของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร เมื่อทรงมีตำแหน่งเป็นพระมเหสีพระองค์หนึ่งของกษัตริย์พม่า จึงทรงอยู่ในฐานะที่สามารถอุปถัมภ์พระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรได้โดยสะดวก ดังนั้น จึงได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งบริเวณทิศใต้ของพระราชวัง ชื่อวัดดอกมะเดื่อ ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปอยู่องค์หนึ่งที่เชื่อกันว่า เป็นฝีพระหัตถ์ของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร ที่ทรงจำหลักด้วยไม้มะเดื่อ จึงเรียกกันว่า พระพุทธมะเดื่อ แต่เนื่องจากมะเดื่อนั้นเป็นไม้เนื้ออ่อน จึงชำรุดเสียหายได้ง่าย ต่อมาจึงถูกแปลงเป็นพระพุทธรูปแบบบัวเข็ม หรือพระอุปคุต โดยปั้นพอกทับองค์เดิม แต่ก็พอเห็นลักษณะของไม้เดิมที่เป็นซุ้มเรือนแก้วด้านหลังองค์พระพุทธรูป

สถานการณ์บ้านเมืองภายในของพม่าหลังตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้วกวาดต้อนพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร เหล่าเชื้อพระวงศ์จนถึงอำมาตย์ข้าราชบริพารและราษฎรไปเป็นเชลย เป็นที่พอพระทัยของกษัตริย์พม่าเป็นอันมาก กองทัพพม่านั้นอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาไม่นาน เนื่องจากพระเจ้ามังระทรงให้เร่งให้กระทำการแล้วให้รีบกลับเนื่องด้วยต้องทำสงครามกับจีนที่รุกเข้ามาทางด้านยูนนาน ซึ่งตรงกับรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลงของจีน

ต่อมาฝ่ายไทยนำโดยสมเด็จพระเจ้าตากสินหลังจากที่ได้รวบรวมไพร่พลตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากอยุธยามาได้ หลังจากเสียกรุงฯได้ราว2เดือนพระเจ้าตากสินก็นำทหารเข้าตีเมืองจันทบูรหรือเมืองจันทบุรีซึ่งเป็นเมืองที่มีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์แล้วตั้งขึ้นเป็นชุมนุมตระเตรียมกำลังผู้คนไว้กู้เมืองต่อไป ทรงเคลื่อนพลไปยังเมืองตราด ยึดเอาสำเภาจีนได้ทรัพย์สินสิ่งของไว้เป็นเสบียงให้กับกองทัพสยาม ทรงกลับมารวบรวมกำลังพลอยู่ที่เมืองจันทน์ โดยทรงสั่งให้ต่อเรือรบและรวบรวมอาวุธยุทธภัณฑ์ให้เสร็จทันในเวลา 3 เดือน หลังฤดูมรสุมผ่านพ้นไป ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 ก็ทรงนำกองทัพเรือล่องจากจันทบุรีมาเข้าปากแม่น้ำเจ้าพระยา รุกเข้าโจมตีพม่าที่ยึดเมืองธนบุรีอยู่ในเวลานั้น แล้วทรงเคลื่อนทัพต่อไปถึงกรุงศรีอยุธยายึดค่ายโพธิ์สามต้นที่มีสุกี้พระนายกองคุมกำลังรักษาเมืองอยู่ แล้วทรงปราบพม่าจนราบคาบ

สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงนำทัพย้อนกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้เป็นอิสระจากพม่าได้สำเร็จ เมื่อวันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ ตรงกับวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณ 13.00 น. ใช้เวลาราว 7 เดือนหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา เมื่อทรงขับไล่พม่าออกไปได้แล้ว โปรดฯให้รวบรวมผู้คนทรัพย์สิน สิ่งต่างๆที่พม่ายังมิได้นำเอาไป ให้มาตั้งค่ายขึ้นที่เมืองธนบุรี เมื่อทรงทราบว่ามีราชวงศ์อยุธยาบางส่วนที่ยังพำนักอยู่เมืองลพบุรี ก็โปรดฯให้เชิญเสด็จมา แล้วโปรดฯให้ขุดพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ขึ้นมาถวายพระเพลิงตามราชประเพณี เมื่อทรงพิจารณาดูสภาพบ้านเมืองแล้ว แม้แต่แรกทรงตั้งพระทัยที่จะกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้กลับคืนมารุ่งเรืองดังเดิม แต่ด้วยความพินาศย่อยยับที่ปรากฏอยู่ทั่ว ประกอบกับฝ่ายพม่านั้นได้รู้เห็นถึงทางเข้าออกและจุดอ่อนต่างๆของบ้านเมืองหมดแล้วทำให้ยากต่อการวางกำลังรักษาบ้านเมือง จึงโปรดฯให้สร้างเมืองขึ้นใหม่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบางคลองบางกอกใหญ่ พื้นที่แถบนี้เดิมเคยที่เป็นที่ตั้งของป้อมวิไชยเยนทร์ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ราชธานีที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ขนานนามว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

ฝ่ายกษัตริย์มังระเมื่อทรงทราบว่าไทยรวบรวมกำลังกลับมาตั้งบ้านเมืองขึ้นใหม่ จึงทรงส่งแมงกี้มารหญ้า เจ้าเมืองทวาย ยกทัพเข้ามาตีไทย พม่ายกเข้ามาถึงบางกุ้ง ทางทิศตะวันตกของกรุงธนบุรี ในปี 2311 พระเจ้าตากสินทรงนำทัพไทยเข้าโจมตีค่ายพม่าที่บางกุ้ง เมืองสมุทรสงครามจนแตกพ่ายกลับไป ครั้งนั้นพม่าเสียเรือรบ ศัสตราวุธ และเสบียงอาหารไปเป็นจำนวนมาก การต่อสู้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกหลังจากที่ไทยตั้งบ้านเมืองขึ้นใหม่ ชัยชนะครั้งนี้จึงมีความหมายทำให้ฝ่ายไทยฮึกเหิม เรียกขวัญกำลังใจกลับคืนมาได้อีก ต่อมาตลอดรัชสมัยพระเจ้าตากสินฯ ทรงต่อสู้กับพม่าที่ยกเข้ามารุกไทยอีกถึง8ครั้งด้วยกัน และทุกครั้งพม่าก็ไม่สามารถหักเอาเมืองได้ ฝ่ายไทยยังกำชัยชนะไว้ได้เรื่อยมา ถึงปี 2317 กองทัพไทยบุกเข้ายึดนครเชียงใหม่คืนมาจากพม่าได้ และปีนั้นเองไทยก็ตีค่ายบางแก้วของพม่าที่เมืองราชบุรีได้อีก พม่าแตกพ่าย ฝ่ายไทยจับทหารพม่าเป็นเชลยได้จำนวนมาก พระเจ้ามังระที่เวลานั้นแม้ทรงประชวรหนักแล้วก็ตาม แต่ทรงตอบโต้อย่างแข็งกร้าวโดยทรงบัญชาให้เนเมียวสีหบดีเข้ารุกรานไทยทันที

เนเมียวสีหบดีซึ่งมีศักดิ์เป็นเชื้อพระวงศ์ได้ร่วมกับอะแซหวุ่นกี้แม่ทัพใหญ่ที่เคยตีอยุธยาแตกพ่ายมาแล้ว เข้าบัญชาการกองทัพพม่ารุกเข้าสู่หัวเมืองเหนืออีกครั้งหนึ่ง ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2318 เนเมียวสีหบดียกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เชียงแสนเพื่อเข้าตีมายังเชียงใหม่ กองทัพพม่าสามารถยึดเชียงใหม่ได้แต่ก็ต้องเผชิญกับการต้านทานอย่างหนักของไทย พม่ารุกเข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทยไล่มาจนถึงพิษณุโลก ว่ากันว่าการรบครั้งนั้นไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะ จนทำให้เกิดกรณีอะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวพระยาจักรี และพระยาสุรสีห์แม่ทัพไทย แต่การที่เรื่องราวครั้งนี้ปรากฏอยู่ในพงศาวดารของไทยฝ่ายเดียว ไม่มีปรากฎอยู่ในฝ่ายพม่า จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า บางทีเหตุการณ์นี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นก็เป็นได้กระมัง

พม่าต้องยกกองทัพกลับไปทางเชียงแสนอีกครั้งหลังอะแซหวุ่นกี้สั่งยกเลิกการรุกราน เนื่องจากข่าวการสวรรคตของพระเจ้ามังระในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2319 โดยในพงศาวดารพม่าระบุว่า ยังไม่ทันได้รบตัดสินแพ้-ชนะกัน อะแซหวุ่นกี้ต้องยกทัพกลับกรุงอังวะอย่างกะทันหัน ทั้งนี้เชื่อกันว่าสาเหตุมาจากเกิดความวุ่นวายในกรุงอังวะเนื่องเพราะเป็นช่วงผลัดแผ่นดิน บรรดาขุนนางและเสนาบดีจึงแตกออกเป็นพวกๆ ต่างฝ่ายต่างก็สนับสนุนเชื้อพระวงศ์ที่ฝ่ายตนเข้าข้าง

ในพุทธศักราช 2319 ตรงกับวันจันทร์ แรม 10 ค่ำ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2319 พระเจ้าช้างเผือกมังระแห่งอาณาจักรอังวะได้เสด็จสวรรคตลง พระเจ้าจิงกูจาหรือพระเจ้าเช่งกู่โอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้ามังระได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากสมเด็จพระราชบิดา ทรงมีรับสั่งให้กองทัพทั้งหมด เดินทางกลับคืนนครอังวะโดยทันที ดังนั้น กองทัพของอะแซหวุ่นกี้ ที่ตั้งอยู่ที่ระแหงหรือเชียงแสน กองทัพของเนมโยสิงหปติซึ่งตั้งอยู่ที่จันทบุรี และกองทัพของพระเจ้าเชียงใหม่ ที่พระบิดามีรับสั่งให้ไปช่วยพม่าตีเมืองธนบุรี จึงต้องเร่งถอนกำลังไพร่พลกลับคืนกรุงอังวะโดยเร็ว

หลังครองราชย์ได้ไม่นาน พระเจ้าจิงกูจาได้สั่งปลดอะแซหวุ่นกี้ออกจากตำแหน่งและสั่งประหารพระอนุชาของพระองค์ ส่วนบรรดาพระอนุชาของพระเจ้ามังระนั้น พระองค์ได้มีบัญชาให้นำไปกักตัวไว้ พระเจ้าจิงกูจานั้นโปรดเสวยน้ำจัณฑ์ หลังเสวยแล้วก็ทรงแสดงความโหดร้ายอยู่เสมอ วันหนึ่งทรงรับสั่งให้นำพระสนมเอกคนโปรดซึ่งเป็นธิดาของอะตวนหวุ่นขุนนางผู้ใหญ่ไปถ่วงน้ำเสีย แล้วให้ถอดบิดานางลงเป็นไพร่ อะตวนหวุ่นโกรธแค้นมากจึงหันไปคบคิดกับอะแซหวุ่นกี้และตะแคงปดุงหรือมังเวง พระอนุชาของพระเจ้ามังระ ในวันที่พระเจ้าจิงกูจาเสด็จประพาสหัวเมืองจึงร่วมกันก่อกบฏ แล้วยกพระโอรสของพระเจ้ามังลอกพระเชษฐาของพระเจ้ามังระ พระนามว่า "มังหม่อง" ขึ้นครองราชยสมบัติ

แต่พระเจ้ามังหม่องที่เพิ่งทรงสึกลาจากสามเณรมายังทรงพระเยาว์เกินไป ทรงไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ บรรดาโจรป่าซึ่งเป็นฝ่ายที่อยู่ข้างพระองค์แต่แรกได้ออกปล้นสดมภ์ผู้คนจนบ้านเมืองปั่นป่วนไปทั่ว หลังพระเจ้ามังหม่องปกครองได้เพียง 11 วัน ตะแคงปดุงผู้ทรงเป็นราชบุตรองค์ที่ 4 ของพระเจ้าอลองพญาและทรงเป็นพระเจ้าอาของพระเจ้ามังหม่องได้ร่วมกับเหล่าเสนาบดีสำเร็จโทษพระเจ้ามังหม่องเสีย จากนั้นทรงขึ้นครองนครอังวะแทน มีพระนามว่าพระเจ้าโบดอพญา หรือที่คนไทยรู้จักในพระนาม พระเจ้าปดุง ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ ที่ 5 แห่งราชวงศ์อลองพญา

ในช่วงเกิดเหตุแย่งชิงบัลลังก์อังวะนั้น เมืองขึ้นต่างๆก็พากันแข็งเมืองเสียสิ้น พระเจ้าปดุงจึงต้องทรงยกพลออกไปปราบหัวเมืองต่างๆ จนราบคาบยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี หลังจากนั้นได้ทรงสถาปนาราชธานีขึ้นใหม่ คือเมืองอมรปุระ ที่อยู่เหนือกรุงอังวะไปไม่ไกลนัก โดยเสด็จประทับเรือการะเวกพระที่นั่ง นำหน้าด้วยแพรัตนะ ซึ่งประดิษฐานพระไตรปิฎกรวมทั้งพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อทั้งหลาย และโปรดให้เชิญเสด็จ สมเด็จเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อไปจำพรรษาที่วัดป่าปาก หรือวัดปงทอง เมืองอมรปุระด้วย ในขบวนยังมีเรือรบ รวมทั้งเรือบรรทุกพระราชทรัพย์ล้ำค่านานา ขบวนเรือแล่นออกจากกรุงรัตนปุระอังวะ เมื่อวันจันทร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2326 บ่ายหน้าตรงสู่เมืองอมรปุระ ราชธานีแห่งใหม่ของพม่าในเวลานั้น ฝ่ายเมืองสยามระยะนั้นตรงกับปีที่ 2 ในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เป็นเวลาที่กรุงรัตนโกสินทร์เพิ่งเริ่มต้นสถาปนาขึ้นได้เพียง 1 ปี

นักวิชาการหลายท่านได้ประเมินว่า ในการเสียกรุงครั้งที่ 2 คนไทยที่ถูกเกณฑ์ไปได้ถูกจัดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยด้วยกันหมู่เป็นกลุ่ม ตลอดทั้งเชื้อพระวงศ์ เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็ถูกจัดให้อยู่ในที่เหมาะสม ไม่อยู่ปะปนอย่างไม่สมควร ถึงแม้อาศัยอยู่ในท่ามกลางบ้านเมืองอื่น แม้ไม่ถึงกับสุขสบายนัก แต่ก็มีแหล่งอาศัยที่ได้อยู่ด้วยกันพอหาสุขไปตามอัตภาพ อีกทั้งญาติพี่น้องส่วนใหญ่ก็อพยพกันมาพร้อมหน้า การจะคิดย้อนกลับไปสู่บ้านเมืองเดิมที่ได้เห็นกับตาว่าพินาศวอดวายไปหมดแล้ว ซึ่งหนทางกลับไปก็ไม่ใช่ง่ายคงเป็นเรื่องที่ไม่อยากคิดอีก ครั้นกลับไปยามที่เขาย้ายไปตั้งบ้านเมืองกันใหม่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเป็นไปอย่างไร ยิ่งถ้าเป็นเชื้อพระวงศ์ด้วยแล้วก็อดคงคิดไม่ได้ว่า การกลับไปนั้นจะเป็นที่ต้อนรับขับสู้ดีหรือไม่ เพราะครั้งที่อยู่บ้านเมืองตนแม้ในยามปกติ ความเป็นเชื้อพระวงศ์นี้เองยังอาจนำพาเภทภัยดังที่มีการประหัตประหารกันเองแม้ในหมู่สายโลหิตเดียวกัน เพื่อชิงราชบัลลังก์ หรือชิงความเป็นใหญ่กันอยู่เนืองๆ พระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรเองที่ทรงอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ก็คงทรงเบื่อหน่าย ไม่ประสงค์เข่นฆ่ากันเองในหมู่พี่น้องร่วมอุทร จึงได้ทรงสละราชสมบัติให้กับพระเชษฐา แล้วทรงก้าวเข้าสู่เพศบรรพชิต

ครั้นต้องตกมาเป็นเชลยในเมืองพม่า ด้วยทรงเป็นที่เคารพนับถือและเป็นที่พึ่งพาทางจิตใจของชาวอยุธยาในพม่าหรือชาวโยเดีย อีกทั้งเชื้อพระวงศ์ที่ทรงอพยพมาบางองค์ได้ถึงเป็นพระมเหสี หรือบางองค์ก็ทรงเป็นชายาของพระราชวงศ์พระองค์อื่นๆของกษัตริย์ ทำให้พระมหาเถระเจ้าฟ้าอุทุมพรทรงมีศักดิ์เป็นพระญาติพระวงศ์และทรงเป็นที่เคารพยกย่องของผู้คน หากมิได้อัญเชิญให้ทรงย้ายมาประทับที่เมืองหลวงใหม่ซึ่งอยู่ใกล้พระเนตรพระกรรณนานไปก็อาจเป็นที่ซ่องสุมผู้คนจนเกิดการกบฏได้ ดังนั้น จึงทรงได้รับอัญเชิญให้ย้ายมาประทับที่กรุงอมรปุระด้วย

ฝ่ายพระเจ้าปดุงเมื่อทรงย้ายราชธานีแล้ว มีพระประสงค์จะทำสงครามกับประเทศใกล้เคียงเพื่อแผ่พระราชอำนาจ ภายหลังทรงพิชิตอาณาจักรยะข่ายทางทิศตะวันตกและแคว้นมณีปุระทางทิศเหนือ เมื่อทรงทราบว่าชาวสยามพากันตั้งราชธานีขึ้นใหม่ก็ทรงประสงค์ปราบให้ราบคาบ ใน พ.ศ.2328 จึงมีรับสั่งให้กรีฑาทัพใหญ่น้อยมุ่งหน้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยปรารถนาจะทรงทำลายให้ย่อยยับดังเช่นที่เคยเกิดกับกรุงศรีอยุธยานั่นเอง ศึกครั้งนั้นใหญ่หลวงยิ่งนัก เรียกกันว่า สงครามเก้าทัพ

กองทัพพม่าที่เกณฑ์ไพร่พลมาจากเชื้อชาติต่างๆ ทั้ง พม่า มอญ เงี้ยว ยะข่าย มณีปุระและชนชาติอื่น ๆ จำนวนพลกว่าหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พัน แบ่งออกเป็นเก้ากองทัพ ยกเข้าโจมตีไทยพร้อมกันห้าเส้นทางคือ เข้าตีหัวเมืองทางใต้ทั้งทางบกและหัวเมืองชายฝั่งทะเล มาทางด่านบ้องตี้เข้าตีราชบุรี เพชรบุรี เข้าตีทางหัวเมืองเหนือ ตั้งแต่นครเชียงใหม่ นครลำปาง ไล่ลงมา เข้าทางด่านแม่ละเมาตีเมืองตากกำแพงเพชร และ เข้าตีกรุงเทพฯโดยตรงโดยมาทางด่านเจดีย์สามองค์

ฝ่ายไทยนั้นรวมกำลังรี้พลได้ราวครึ่งหนึ่งของทหารพม่า แต่ด้วยการวางยุทธศาสตร์การรบอย่างมีชั้นเชิงของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ และด้วยการนำทัพอย่างเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ที่ต่อมาทรงออกนำทัพด้วยพระองค์เองเช่นกัน อาศัยยุทธวิธีที่หลากหลาย และกำลังใจอันเข้มแข็งกล้าหาญของทหารไทย จึงสามารถเอาชัยเหนือพม่าลงได้ในที่สุด ฝ่ายพระเจ้าปดุงยังมิได้ทรงลดละง่ายๆ ใน พ.ศ.2329 ทรงส่งกองทัพพม่าเข้ารุกไทยอีกครั้งทางด้านตะวันตก แต่ก็แตกพ่ายไปที่ท่าดินแดงและสามสบ เมืองกาญจนบุรี พม่ากับไทยยังคงมีสงครามรบพุ่งกันมาอีกหลายครั้ง แต่พม่าก็พ่ายแพ้กลับไปทุกครั้ง จนกระทั่งถึงรัชสมัยกษัตริย์ธีบอหรือพระเจ้าสีป้อ กษัตริย์พระองค์ที่ 11 แห่งราชวงศ์อลองพญา และกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของพม่า ก่อนที่พม่าได้ตกเป็นเมืองขึ้นอยู่ใต้ปกครองของอังกฤษเป็นเวลานานนับศตวรรษโดยส่วนหนึ่งของพม่าถูกผนวกเข้ากับจักรวรรดิอังกฤษครั้งแรก ในปี 2367 แล้วก็สู้รบกับอังกฤษจนสูญเสียเอกราชไปในที่สุด มาได้รับอิสรภาพกลับคืน ในปี 2491 หรือเกือบ 70 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานของฝ่ายพม่ายืนยันว่า พระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร สวรรคตลง ในปี 2339 ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าปดุง โดยพระเจ้าปดุงทรงประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างสมพระเกียรติ ที่สุสานลินซินกอง ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ล้านช้าง สุสานนี้เป็นสุสานของคนชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่กษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์พม่า ตั้งอยู่ในเมืองอมรปุระติดทะเลสาบตองตะมาน

หลังจากพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพรสวรรคตแล้ว พระเจ้าปดุงทรงสิ้นพระชนม์ลง ในปี 2362 ผู้สืบราชสมบัติ คือ พระเจ้าจักกายเมง พระราชนัดดาของพระองค์ ถึงปี 2366 ทรงย้ายเมืองหลวงของพม่า กลับมาที่กรุงอังวะเป็นเวลา 14 ปี จากนั้นเมื่อถึงรัชสมัยพระเจ้าแสรกแมงทรงย้ายคืนมาที่อมรปุระใหม่อีกครั้งนานถึง 20 ปี กระทั่งในปี 2400 ตรงกับรัชสมัยพระเจ้ามินดง จึงมีการย้ายเมืองหลวงมาที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งอยู่ติดกันกับเมืองอมรปุระ

นอกจากนี้ยังมีระบุด้วยว่า ในรัชสมัยของพระเจ้าพุกาม ซึ่งทรงครองพม่าช่วงระหว่าง พ.ศ.2385 -พ.ศ.2389 ตำแหน่งพระมหาอุปราชาในระยะนั้นคือ พระเจ้าทอง ซึ่งพระมารดาของพระองค์มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาของพระมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงบูรณะวัดดอกมะเดื่อขึ้นใหม่อีกครั้ง วัดนี้ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของกรุงอังวะ มาภายหลังผู้คนยังได้เรียกขานชื่อวัดแห่งนี้ในชื่อ วัดพระมหาอุปราชา สืบต่อมา และพระพุทธรูปพระพุทธมะเดื่อก็ยังคงเป็นที่สักการะสืบมาจนทุกวันนี้

เกี่ยวกับการค้นพบล่าสุดบริเวณสุสานซินกอง เมืองอมรปุระ ซึ่งได้กลายเป็นสุสานเก่าแก่ที่ถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่ามาเป็นเวลานาน ด้วยการทำงานร่วมกันของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า ทำการเปิดหน้าดิน จนกระทั่งค้นพบกำแพงแก้ว แนวถนนโบราณปูอิฐ ฐานพระวิหาร กลุ่มพระเจดีย์ใหญ่น้อย และพระพุทธรูปจำนวนมาก คาดว่าเดิมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นวัดอยุธยามาก่อน รวมถึงมีสุสานของกลุ่มผู้ที่อยู่ในสายสกุลเดียวกันจำนวนมาก มีอายุไม่ต่ำกว่า 200 ปี แม้ว่าจะมีส่วนที่สร้างเสริมขึ้นมาในแต่ละยุคสมัยในภายหลังก็ตาม

และที่น่ายินดีเป็นอย่างมากคือ การขุดพบชิ้นส่วนของบาตรดินเผาประดับกระจก ลักษณะเป็นบาตรพระราชทานที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิและบรรจุไว้ในเจดีย์ หรือที่ชาวพม่าเรียก "บาตรแก้วมรกต" ประดับประดาด้วยกระจกสีฉาบปรอท มีเส้นทอง โดยบาตรแก้วมรกตนี้ ตั้งอยู่บนพานแก้วแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกระจกเขียนสีลายเทวดาและลวดลายต่างๆสวยงามมาก และมีชุดฝาบาตรพร้อม ซึ่งทางคณะทำงานได้ตั้งข้อสังเกตว่า พระเถระธรรมดาไม่สามารถใช้บาตรลักษณะนี้ตั้งอยู่บนพานแก้วแว่นฟ้าได้ ต้องเป็นสิ่งของที่ได้รับพระราชทานเท่านั้น ประการต่อมา เจ้าประเทศราชที่บรรจุพระศพหรือบรรจุอัฐิอยู่บริเวณสุสานล้านช้างทั้งหมดมีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีหัวหน้าวงศ์ตระกูลหรือเจ้าประเทศราชที่เป็นลำดับพระมหากษัตริย์ที่เป็นระดับมหาเถระ ดังนั้น บาตรนี้จึงเป็นสมณศักดิ์ของพระเถระเท่านั้น ประการที่สาม สายวงศ์สกุลของชาวต่างชาติประเทศราชทั้งหลายไม่มีสายสกุลไหนที่เดินทางไปพม่าทั้งพระบรมวงศานุวงศ์มากเท่ากับสายสกุลอยุธยา

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายละเอียดการค้นพบที่เป็นข้อยืนยันหนักแน่นที่ผ่านการวิเคราะห์ตีความหลักฐานทางโบราณคดีอีกมากทั้งจากนักวิชาการไทยและพม่าที่ทำให้น่าเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้คือวัดอโยธยา และเป็นบริเวณสุสานหลวงของสายสกุลอยุธยา ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของสายสัมพันธ์ไทยและพม่า จึงได้มีการริเริ่มก่อตั้งเป็น "โครงการอนุสรณ์สถานมหาเถระสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร สุสานล้านช้าง อมรปุระ" (Mahatera King Udumbara Memorial Ground) ที่จะต้องมีการประสานความร่วมมือจากทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเพื่อให้เกิดเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศสืบไป