เซฟตี้โซน

คิดเห็นประเด็นข่าว

นับวันการเดินทางด้วยเครื่องบินจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลามากขึ้นทุกที ไม่ใช่เพียงเข็มเย็บผ้าหรือมีดพับสวิสที่กลายเป็นสิ่งของต้องห้ามอีกแล้ว ล่าสุดสำนักงานความปลอดภัยด้านการขนส่งของสหรัฐอเมริกา หรือทีเอสเอ เพิ่งออกแถลงการณ์กำหนดให้โทรศัพท์มือถือและแล็บท็อปที่หมดพลังงานเป็นบัญชีรายนามเพิ่มเติมสำหรับ สิ่งของที่ไม่พึงประสงค์ให้นำขึ้นเครื่อง

ดูเหมือนตั้งแต่ เจห์ จอห์สัน เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กฎเหล็กใหม่ๆได้ออกมาท้าทายอาชญากรรมและผู้ก่อการร้ายมากขึ้น มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นตามสนามบิน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการเข้าคิวของผู้โดยสาร สื่อในอังกฤษถึงกับรายงานว่า แถวในการตรวจสอบความปลอดภัยที่สนามบินหลายแห่งเคลื่อนตัวช้าลงอย่างมาก ผู้โดยสารบางคนถูกตรวจสอบ2ครั้ง และมีการค้นตัวกันอย่างละเอียดลออ

เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐเมริกายอมรับว่า กองกำลังอัลเคด้าในเยเมน ได้จับมือกับกลุ่มนักรบญิฮาบในซีเรีย ตามคำแนะนำ ชอง อิบราฮิม ฮัสซัน อัล อาซิรี ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเทคนิคที่มีจุดประสงค์เพื่อก่อวินาศกรรมบนเครื่องบิน ชายชาวซาอุดิอาราเบียผู้นี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สร้างอุปกรณ์ที่ใช้ในการการโจมตีหลายครั้งในคาบสมุทรอาระเบีย และยังมีส่วนร่วมในแผนการที่จะซุกซ่อนระเบิดไว้ในตลับหมึกของเครื่องพริ้นท์เตอร์ ในปี 2010 แม้จะมีรายละเอียดออกมาเพียงเล็กน้อยว่าสิ่งใดกันแน่ที่หน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกากลัว แต่การอ้างถึงอาซรี และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดรัดกุมมากขึ้นเป็นเรื่องที่บอกเป็นนัยได้ว่า อุปกรณ์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้หรือปลอมแปลงให้อยู่ในรูปอุปกรณ์คอมพิวเตอร์กำลังถูกเพ่งเล็ง ดังนั้น การเปิดโทรศัพท์มือถือและแล็บท็อปเพื่อแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติน่าจะเป็นหนทางเดียวที่สามารถบรรเทาความกลัวที่กำลังเกิดขึ้นกับอเมริกันชนมากขึ้นทุกขณะ

ที่ประเทศญี่ปุ่นคณะรัฐบาลได้สำรวจในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปี 2556 พบว่า เด็กนักเรียนวัย 10-17 ปี ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์เฉลี่ยวันละ 107 นาที และเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาอยู่กับอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือมากถึงกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และ52 เปอร์เซ็นต์ของเด็กมัธยมต้นในญี่ปุ่น มีมือถือเป็นของตนเอง ในจำนวนนี้เกือบครึ่งใช้สมาร์ทโฟน อย่างเช่น ไอโฟน เปรียบเทียบกับเมื่อ3ปีก่อน เด็กนักเรียนมัธยมต้นมีสมาร์ทโฟนเพียงแค่ 2.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ภัยประจำวันที่กำลังแพร่ระบาดก็คือ การที่กลุ่มคนไม่หวังดีนำมันไปใช้ในทางล่อลวง และมีเด็กที่ตกเป็นเหยื่อคนร้ายที่ใช้เทคโนโลยีบนมือถือในการพูดคุยแบบไม่เห็นหน้าตาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลกประสบกับปัญหานี้ ล่าสุดทางคณะกรรมการการศึกษาของเมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกมาตรการจำกัดเวลาการใช้โทรศัพท์มือถือสำหรับเด็ก ด้วยการห้ามเด็กมัธยมต้น อายุระหว่าง 13-15 ปี ใช้มือถือหลัง 22.00 น. เป็นต้นไป โดยให้มอบมือถือของตนเองให้ผู้ปกครองดูแลตั้งแต่เวลา 22.00-06.00 น. หลังจากนั้นค่อยคืนมือถือให้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีบทลงโทษในการฝ่าฝืน ถือเป็นเพียงการขอความร่วมมือ ก่อนหน้านี้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่เมืองคาริยะ จังหวัดไออิชิ ได้มีการประกาศให้เด็กวัย 6-15 ปี ห้ามใช้มือถือตั้งแต่เวลา 21.00 น. โดยเด็กๆจะต้องมอบสมาร์ทโฟนให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เพื่อให้ตรวจสอบว่าเด็กๆเข้าไปดูอะไรกันบ้าง ถือเป็นมาตรการที่จะคุ้มครองเด็ก เช่นเดียวกับที่ประเทศอังกฤษ มีโครงการในลักษณะนี้ที่วิทยาลัยเบอร์เนจ มีเดีย อาร์ต เมืองแมนเชสเตอร์ และประสบความสำเร็จในการทำให้เด็กมีผลการเรียนที่ดีขึ้นหลังจากการห้ามเด็กนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเรียน

ขณะที่ปัจจุบันโรคจากเครื่องปรับอากาศอันเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ลีจีโอเนลลา กำลังเป็นภัยเงียบคุกคามทั้งในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย สาเหตุมาจากการระบายอากาศหรือปรับอากาศ และการดูแลพรมที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้เข้าไปใช้บริการหรืออยู่อาศัยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะปอด ประสบปัญหาจากการสุ่มตัวอย่างคุณภาพอากาศในอาคารหลากหลายประเภทของกรุงเทพมหานคร เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ อาคารสำนักงาน มีลักษณะคุณภาพอากาศที่ไม่ถูกสุขลักษณะตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 พบว่าโรงแรมในกรุงเทพมหานคร มีเชื้อแบคทีเรีย ลีจิโอเนลลา 1-2แห่ง ซึ่งได้สั่งการให้โรงแรมที่ตรวจพบต้องทำความสะอาดทั้งระบบ โดยเฉพาะในห้องนอน ห้องน้ำ และล็อบบี้ และกทม. จะออกป้ายรับรองมาตรฐานตามโครงการ คลีนแอนด์กรีน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัย หรือผู้ใช้บริการมีความมั่นใจ และเชื่อมั่นว่าอาคารที่ได้รับการตรวจสอบคุณภาพทางอากาศแล้ว

หลังเหตุการณ์ข่มขืนเด็กหญิงวัย13ปีบนรถไฟ แล้วฆาตกรได้ทิ้งร่างของเธอลงข้างทาง กลายเป็นข่าวครึกโครมสร้างความสลดหดหู่ใจจนทำให้สังคมไทยตื่นตัวหามาตรการที่จะจัดการผู้กระทำผิดโดยเร่งรัดให้มีการนำโทษประหารชีวิตมาใช้กับคดีฆ่าข่มขืน กลายเป็นมุมมองที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ในขณะที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นอีกในสังคม แนวทางแก้ไขจึงเน้นให้ผู้หญิงหันมาใส่ใจเรียนรู้ศาสตร์ในการป้องกันตัวและสร้างภูมิต้านทานในการเอาตัวรอดในนาทีคับขัน มีคำแนะนำที่น่าสนใจของสุภาพสตรีหลายท่าน อาทิ พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล หรือหมอแอร์ ให้ข้อมูลว่า ผู้หญิงสามารถป้องกันตนเองจากภัยข่มขืนได้ด้วยการห่างไกล 3 เสี่ยง คือ เวลาเสี่ยง สถานที่เสี่ยง และบุคคลเสี่ยง เวลาค่ำมืดยามวิกาลในที่เปลี่ยว หรืออยู่ลำพังสองต่อสอง แม้จะเป็นบุคคลที่ไว้วางใจ คนแปลกหน้า หรือคนเมา คนติดยา ก็พาให้ผู้หญิงตกอยู่ในอันตราย หากต้องเผชิญกับสถานการณ์ร้ายแรง การตั้งสติให้ได้เป็นหนทางที่ดีที่สุด มีผู้หญิงหลายคนที่รอดจากการข่มขืนเพราะตั้งสติได้ไว สติจะทำให้ปัญญาคิดหาวิธีสู่ทางรอด แต่โอกาสรอดเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์จริงมีน้อยมาก นอกจากจะเก่งในการป้องกันตัว ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่นำตนเองไปสู่ความเสี่ยง แม้จะเป็นคนที่ไว้ใจก็ตาม นอกจากนี้จากข้อมูลเหยื่อที่ถูกข่มขืนชี้ว่า ผู้หญิงผมยาวจะตกเป็นเหยื่อมากที่สุด ขณะที่การแต่งตัวนุ่งสั้น การไม่ระมัดระวังตัวเหม่อลอยเมื่อไปสู่ในที่สุ่มเสี่ยง หรือเดินทางในสถานที่เดิมซ้ำๆ ก็ทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

ด้านสาวสวยระดับนางงามอย่าง นนธวรรณ ทองเหล็ง หรือ เมญ่า มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 มีเคล็ดลับคือ คุณแม่จะให้ความห่วงใยภัยข่มขืนเป็นพิเศษ ขณะที่ตัวเมญ่าเองต้องใช้บริการแท็กซี่เดินทางเป็นประจำ คุณแม่จะหมั่นโทรศัพท์มาสอบถามอยู่ตลอดเวลาว่าลูกอยู่ที่ไหน อยู่บนรถอะไร ซึ่งหญิงสาวก็จะถ่ายรูปแท็กซี่ให้แม่เห็นโดยตลอด บางครั้งก็คุยโทรศัพท์ในระหว่างเดินทาง นอกจากนี้คุณแม่ยังเคร่งครัดเรื่องการแต่งกายของลูกสาว การวางตัวเวลาออกนอกบ้านไปเข้าสังคม หากต้องอยู่คนเดียวก็จะระมัดระวังไม่เดินไปในที่เปลี่ยว จะพยายามไปไหนกับคุณพ่อ คุณแม่ หรือเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิง

เมญ่ายังฝากว่า วิธีการป้องกันภัยจากการข่มขืนที่ดีที่สุด คือการให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการช่วยกัน เริ่มจากครอบครัวที่สามารถอบรมพื้นฐานการใช้ชีวิต สามารถสอนให้เด็กมีจิตสำนึก และคิดเป็นว่าอะไรถูกอะไรผิด ดังเช่นที่ตนเองได้รับการปลูกฝังจากครอบครัวไม่ให้โกหกแม้พียงเล็กน้อยก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ผิด นอกจากนี้สื่อต่างๆต้องเผยแพร่ทัศนคติที่ดีต่อสังคม ไม่ควรจะมีฉากพระเอกข่มขืนนางเอกแล้วคิดว่าคนดูจะเคลิบเคลิ้ม ส่วนโรงเรียนนอกจากจะสอนทางด้านวิชาการความรู้แล้ว ยังต้องสอนทักษะการใช้ชีวิตที่ดีด้วย

ขณะที่ พญ.จิราภรณ์ อรุณากร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกไม่ให้เป็นแม่วัยรุ่น ซึ่งเป็นอีกปัญหาที่มีแนวโน้มน่าเป็นห่วงเช่นกันว่า ข้อมูลจากคลินิกวัยรุ่นของโรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า ความผิดพลาดของวัยรุ่นมีปัจจัยหลายด้าน อาทิ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร มีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน และพลาดพลั้งติดเชื้อ หรือตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เนื่องมาจากการที่วัยรุ่นยังตัดสินใจไม่ดีพอ สาเหตุมาจากสมองส่วนหน้าซึ่งควบคุมความคิด และความอยากยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ เพราะธรรมชาติของการพัฒนาสมองจะพัฒนาจากด้านหลังมาด้านหน้า ทำให้สมองส่วนหยาบที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ความหลงใหลคลั่งไคล้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน จึงไม่แปลกที่จะเห็นวัยรุ่นคลั่งไคล้ดารา ชอบท้าทายความเสี่ยง สมองส่วนหน้าจะเจริญเติบโตเต็มที่เมื่อเข้าสู่วัย25ปี ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู และการพัฒนาของแต่ละคน การสอนเรื่องเพศศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ควรสอนให้ลูกรู้จักวิธีการป้องกันตนเอง โอกาสที่จะมีปัญหาตามมาก็จะน้อยลง

ในโลกที่ผู้คนเหลือพื้นที่ที่จะอยู่อย่างปลอดภัยน้อยลงทุกวัน หนทางที่จะมีชีวิตรอด ไม่ได้อยู่ที่กติกาของสังคมในการคุ้มครองพลเมืองให้มาตรฐานอย่างเท่าเทียมกัน และต้องเป็นกฎหมายที่มีความเข้มข้นสาสมกับโทษเพียงพอที่จะทำให้ผู้กระทำผิดสำนึกในบาปที่ตนได้ก่อ ไม่ล่าช้า และยืดเยื้อจนฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อท้อแท้สิ้นหวัง

กระบวนการอบรมของคนในครอบครัวและสังคม เพื่อการหล่อหลอมให้เป็นพลเมืองที่มีจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ก็เป็นสิ่งสำคัญ และอาจจะสำคัญมากกว่าเสียด้วยซ้ำ