ใส่บาตรเทียน...ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก

วัฒนธรรมธรรมเนียม

"ก็มาอยู่สำนักงานแพร่ 3 ปีแล้วค่ะ ได้ร่วมใส่บาตรเทียนทุกปีเลย โดยส่วนตัวชอบวัดบุญยืน ด้วยชื่อก็เป็นสิริมงคล ที่จะทำให้มีอายุยั่งยืน"

ผอ.ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ที่มาส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ภายในจังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน และจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวเป็นเบื้องต้นให้กับพวกเราฟัง ระหว่างนั่งรอพิธีใส่บาตรเทียน

ผมและเพื่อนนักข่าว ต่างอดขำขันไม่ได้

เมื่อผอ.เล่าถึงประสบการณ์ใส่บาตรว่า

"ประเพณีใส่บาตรเทียน ทีแรกที่ได้ยิน...ก็งงเหมือนกันค่ะ แล้วก็ได้ทราบที่มาที่ไปคร่าวๆว่า มีชาวบ้านนำเทียนมาถวายพระ เพื่อให้นำไปใช้ช่วงวันเข้าพรรษา สำหรับเรียนพระธรรมวินัย เราก็เตรียมเทียนแท่งใหญ่ แล้วจัดดอกไม้มาเป็นชุดๆ พร้อมผูกโบอย่างสวยงาม ก่อนจะเดินทางมาที่วัดบุญยืน ก็แวะทานก๋วยเตี๋ยวรองท้องไว้ก่อน

...ระหว่างนั้นก็เหลือบไปเห็นคุณย่า คุณยาย เดินจากบ้านถือตะกร้าผ่านมา ภายในตะกร้ามีแต่เทียนเล็กๆ แล้วในระหว่างเดินทางไปวัดนั้น ก็จะเก็บดอกไม้ใบไม้ตามริมทาง อย่างพวกดอกเข็ม ใบโกสน นำมาใส่ในตะกร้าอย่างน่ารัก เราก็รู้สึกเอะใจขึ้นมาเหมือนกัน พอได้เดินเข้ามาถึงที่วัดแล้ว ก็ยังเห็นตะกร้าใส่เทียนเล็กๆ ล้อมด้วยดอกไม้ใบไม้ริมรั้วบ้าน ที่มีสีสันสวยงามอย่างมาก ในขณะที่เราจัดมาเป็นกำ แต่ยังสวยไม่เท่าของเขา

...เมื่อคุณยายคุณย่าเห็นเข้า คงรู้ว่าเรามาทำบุญครั้งแรก ต่างมาช่วยกันแกะ ให้กระจายเรียงสวยงาม สำหรับความประทับใจ ในประเพณีใส่บาตรเทียน ก็เป็นประเพณีทางพุทธศาสนา ที่เราชื่นชอบในแนวคิด โดยที่นำเทียนไปให้พระ-เณร จุดใช้ขณะเรียนในยามค่ำคืน ซึ่งยังได้เชื่อมโยงถึงชาวบ้าน ที่ได้ให้ความสำคัญ ในการร่ำเรียนด้วย

...ที่สำคัญเป็นประเพณีพื้นบ้าน ที่เห็นเป็นธรรมชาติ คือ มีคนเฒ่าคนแก่ จูงลูกจูงหลาน หรือวัยรุ่นหนุ่มสาว มาพร้อมคุณพ่อ คุณแม่ แล้วมาร่วมกันใส่บาตรเทียน ปีถัดมาได้เคยถามกลุ่มนักเรียน ที่มาร่วมงานใส่บาตรเทียน แล้วเค้าก็ตอบว่า การนำเทียนมาถวายพระที่เรียนนั้น อาจทำให้พวกเขาเรียนเก่งขึ้น เออ!!!เป็นความเชื่อที่น่ารักดี"

ว่าไป...ผมก็เกือบนำเทียนใหญ่มาเช่นกัน

ยิ่งผองเพื่อน...จะขอฝากเป็นเทียนพรรษา

ดีนะ...ที่น้อง ททท.บอกกล่าวเตือนไว้ก่อน

มิเช่นนั้น...ผลบุญคงหนักหนาเอาการอยู่

วันเข้าพรรษา มีสาระสำคัญหลักๆ คือ การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กำหนดให้พระภิกษุสงฆ์ เริ่มอยู่จำพรรษา โดยไม่ให้เดินทางไปค้างแรม ในสถานที่ใดเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อต้องการให้พระภิกษุสงฆ์ หยุดพักการจาริก ในการเผยแพร่ศาสนาตามสถานที่ต่างๆ และเพื่อป้องกันความเสียหาย จากการเหยียบย่ำธัญพืชของชาวนา ชาวไร่ ที่ปลูกลงแปลงในช่วงฤดูฝน ทั้งเป็นโอกาสสำคัญในรอบปี ที่พระภิกษุสงฆ์ได้จำพรรษาร่วมกัน พร้อมศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้รอบ ตลอดจนสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ

วัดบุญยืน เลขที่ 31 หมู่ 4 ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ยกฐานะจากวัดราษฎร์ ให้มาเป็นพระอารามหลวง ในชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2539 รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ครั้งหลังเมื่อ พ.ศ.2499 บนเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา โดยทิศเหนือยาว 3 เส้น 4 วา ทางทิศใต้ยาว 3 เส้น 4 วาเช่นกัน ส่วนทิศตะวันออกยาว 2 เส้น และด้านทิศตะวันตกยาว 2 เส้น 6 วา

นอกจากเป็นวัดประจำอำเภอเวียงสา วัดบุญยืน...ยังได้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของจังหวัดน่าน ตั้งแต่สมัยเจ้าผู้ครองนครน่าน คือ เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เป็นต้นมา อาทิ เมื่อเกิดความไม่สงบ หรือเกิดอุทกภัยขึ้นในเมืองครั้งใด เจ้าผู้ครองนครน่านและประชาชน จะร่วมกันประกอบพิธีบวงสรวงสักการบูชา ต่อพระธาตุเจดีย์ในวัดบุญยืน เพื่อก่อให้เกิดความสันติสุขด้วยดีแก่ประชาชน ซึ่งจะประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในพระวิหาร

ครั้นในช่วงวันเข้าพรรษา ทางวัดบุญยืน...พระอารามหลวง ก็กระทำการตามพุทธบัญญัติขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการจัดงานทำบุญไหว้พระ พิธีถวายผ้าอาบน้ำฝน หรือจัดการถือศีลปฏิบัติธรรม แล้วที่นอกเหนือไปกว่านั้น ทางวัดทำการสืบทอดประเพณีอันดีงาม คือการใส่บาตรเทียน ซึ่งอาจจะมีแห่งเดียวในเมืองไทยและในโลก

สำหรับประเพณีใส่บาตรเทียน ถือเป็นประเพณีอันสำคัญยิ่ง ของคณะพระภิกษุสงฆ์ และชาวอำเภอเวียงสา ซึ่งไม่ปรากฏที่แน่ชัดว่า เริ่มต้นประเพณีขึ้นมาเมื่อใด แต่สันนิฐานกันว่า น่าจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2344 หลังจากที่เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ สร้างวัดบุญยืนมาได้ 1 ปี คือ ใน พ.ศ.2343 จวบจนปัจจุบัน ก็รวมเวลา 200 กว่าปีแล้ว

ยุคเริ่มต้นของประเพณีใส่บาตรเทียน จะกระทำเฉพาะวัดบุญยืนเท่านั้น แต่พอระยะต่อมา ได้ขยายผลไปทั่วทั้งอำเภอ แล้วเนื่องจากทางวัดบุญยืน ได้เป็นวัดเจ้าคณะอำเภอ มาตั้งแต่ในอดีต หลังจากวัดเข้าพรรษา 1 วัน จึงได้จัดเป็นประเพณีใส่บาตรเทียน ขึ้นในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปีในตอนบ่ายๆ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปเข้ายุคสมัยใหม่ โดยที่มีไฟฟ้าให้ความสว่างไสวแล้ว แต่ชาวบ้านก็มิได้ละเลยหรือเสื่อมถอย ต่อประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน กลับช่วยกันฟื้นฟูอนุรักษ์ให้กับลูกหลานสืบต่อไป

เสียงตีกล่องปูจา...กระหึมกึกก้องขึ้นมา

สัญญาณแห่งพิธีบุญ...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เมื่อครั้งพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงกำหนดพุทธบัญญัติ ในกาลเวลาเข้าพรรษา ให้ครบไตรมาส 3 เดือน ของพระภิกษุสงฆ์ คือ แรม 1 ค่ำ เดือน 10 เหนือ (เดือน 8 ใต้) อธิษฐานเข้าจำพรรษา เริ่มแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา โดยที่ชาวพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างรู้สึกยินดีอนุโมทนาสาธุการปราโมช ในกิจของสงฆ์ดังกล่าว อดีตกาลไม่มีไฟฟ้าให้แสงสว่าง ในการปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ พุทธบริษัทจึงพร้อมใจกัน นำเทียนและดอกไม้ของหอม โดยมีจุดหมายให้พระภิกษุสงฆ์ จุดเทียนให้มีความสว่างไสว เพื่อปฏิบัติศาสนกิจและศึกษาพระธรรมวินัย ซึ่งทางวัดบุญยืนได้ถือเอาวันแรม 2 ค่ำ เป็นวันประกอบการเป็นต้นมา

พระคุณเจ้า เจ้าคณะอำเภอเวียงสา วัดบุญยืน พระมหาเกรียงไกร อหึสโก ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ ของประเพณีการใส่บาตรเทียน ให้กับพวกเราได้ฟังว่า หนึ่ง...เพื่อส่งเสริมพระวินัยบัญญัติ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกี่ยวกับเรื่องการแสดงสามีจิกรรม (การแสดงความเคารพ) ระหว่างพระภิกษุผู้มีพรรษาอ่อนกว่า ต่อพระผู้มีพรรษากาลมากกว่า สอง...เพื่อก่อเกิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ได้ร่วมแสดงสามีจิกรรมต่อพระภิกษุ ผู้ที่จะจำพรรษาถ้วนไตรมาส สาม...เพื่อให้พระภิกษุสามเณร ได้มีเทียนไว้จุดบูชาพระรัตนตรัย สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น และพิธีกรรมอื่นๆ ที่ไม่ขัดต่อพระวินัย สี่...เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี ในหมู่พุทธบริษัท และ ห้า...เพื่ออนุรักษ์สืบสานประเพณีอันดีงาม ของชาวอำเภอเวียงสาให้คงอยู่

พิธีการใส่บาตรเทียนนั้น จะเริ่มกันตั้งแต่ภาคเช้า ในเวลาประมาณ 09.00 น. เป็นต้นไป โดยช่วงเช้าเป็นเรื่องของการเตรียมการมากกว่า คือ พระภิกษุสามเณรในอำเภอเวียงสา และคณะศรัทธาจากสาธุชนทั้งหลาย ได้พร้อมใจกันแต่งกายชุดพื้นเมืองหรือชุดขาว มาจัดการตระเตรียมเทียน ดอกไม้ น้ำหอม น้ำส้มป่อย หรือน้ำอบ พร้อมกับเตรียมสำรับกับข้าวใส่ปิ่นโตด้วย เพื่อเตรียมถวายภัตตาหารเพล แด่พระภิกษุสงฆ์-สามเณร ที่ไปร่วมพิธีใส่บาตรเทียน ส่วนด้านคณะพระภิกษุสามเณร จะจัดขันโตกหรือภาชนะตระเตรียมไว้ในพระอุโบสถ ซึ่งภาษาทางเหนือเรียกกันว่า ขันสูมาคารวะ สำหรับเอาไว้รองรับเทียน ดอกไม้ น้ำส้มป่อย หรือน้ำอบ ทั้งของฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ ฝ่ายคฤหัสถ์ หรือชาวบ้านต่างถิ่น ต่างนำมาใส่ภาชนะในพระอุโบสถ์ ที่เตรียมไว้เป็นประจำที่ มีทั้งหมด 11 ชุด โดยชุดแรกจัดไว้ตรงบริเวณหน้าพระพุทธรูป ต่อไปจัดไว้ตรงบริเวณอดีตเจ้าอาวาส แล้วที่เหลืออีก 9 ชุด จัดเรียงด้านหน้าพระเถระผู้ใหญ่

อีกส่วนยังมีการเตรียมบาตร ผ้าอาบน้ำฝน หรือผ้าสบง ปูไว้บนโต๊ะยาว แล้วนำบาตรไปตั้งบนผ้าอาบน้ำฝน เพื่อสำหรับรองรับเทียน จากคณะภิกษุสงฆ์และจากสาธุชน ในการใส่บาตรเทียนภาคบ่าย ส่วนพิธีการใส่บาตรเทียนนั้น ตามปกติจะมีการไหว้พระรับศีล 5 ต่อจากนั้นประธานฝ่ายสงฆ์ นำพระภิกษุ-สามเณร ถือพานดอกไม้และเทียน ไปใส่บาตรที่หน้าวัด แล้วญาติโยมทั้งหลาย จะใส่บาตรต่อจากพระสงฆ์ โดยใส่บาตรเทียนจำนวน 2 เล่ม เพื่อแทนการบูชาพระธรรมและพระวินัย พร้อมด้วยดอกไม้พื้นบ้าน ที่จัดหามาง่ายๆ

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีใส่บาตรเทียน ก็จะกลับเข้าไปภายในพระอุโบสถ เพื่อทำพิธีสูมาคารวะหรือขอขมาตามลำดับ คือ...สูมาคารวะแก้วห้าโกฐากส์ สูมาคารวะอดีตเจ้าคณะอำเภอเวียงสา และสูมาคารวะพระเถระ ผู้ที่มีอายุพรรษากาลมาก ตามลำดับไปจนครบ แล้วประธานฝ่ายสงฆ์ ได้กล่าวสัมโมทนียกถา นำคณะภิกษุสงฆ์-สามเณรอนุโมทนา ติดตามด้วยมัคนายก มานำนมัสการพระรัตนตรัย และลาพระสงฆ์ จากนั้นคณะภิกษุสงฆ์-สามเณร มาทำการห่อเทียนและดอกไม้ ด้วยผ้าสบงที่มารองไว้ก่อนหน้านี้ โดยจะนำเทียนไปแจกจ่าย ตามวัดที่ต้องการ หรือวัดที่อยู่ห่างไกล เพื่อนำไปจุดบูชาพระรัตนตรัย สวดมนต์ทำวัดเช้า-เย็น หรือใช้ในพิธีกรรม แม้กระทั่งนำมาจุดส่องให้ความสว่างไสว ในช่วงเวลาที่ศึกษาพระธรรมวินัย

ใส่บาตรเทียน วัดบุญยืน แลดูบริสุทธิ์จริงๆ