ผ้าทอไทยครั่ง บ้านทัพหลวง อุทัยธานี

ตอนที่ 1 เรื่องเล่าผ่านผ้าทอมือ
เส้นไหม ใยฝ้าย ลวดลายบนผืนผ้า
ช่างภาพ: 

ประเทศไทยมีประวัติการทอผ้าใช้กันในหมู่บ้าน และในเมืองโดยทั่วไป มาตั้งแต่โบราณกาล แต่การทอผ้าด้วยมือตามแบบดั้งเดิมนั้น ก็เกือบจะสูญหายไปโดยสิ้นเชิง หากไม่ได้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาได้ทันกาล ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเปิด มีการค้าขายกับต่างประเทศมาเป็นเวลานาน สามารถซื้อผ้านอก ที่สวยงามแปลกใหม่ และราคาถูกได้ง่าย มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่มีการทำสนธิสัญญาเบาริงกับอังกฤษ ใน พ.ศ.2398 ไทยก็สั่งสินค้าผ้าจากต่างประเทศมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการสำรวจพบว่า ไทยสั่งผ้าจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี ทำให้สิ้นเปลืองเงินตราปีละมากๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้โปรดเกล้าฯให้ริเริ่มฟื้นฟูส่งเสริมการเลี้ยงไหม และทอผ้าไทยกันอย่างจริงจัง ในพ.ศ.2452 โปรดฯให้ สถาปนากรมช่างไหมขึ้น และโปรดฯให้ตั้งโรงเรียนช่างไหมที่วังสระปทุม ซึ่งต่อมาขยายสาขาออกไปยังจังหวัดนครราชสีมา และบุรีรัมย์ ทรงจ้างครูชาวญี่ปุ่นมาสอนชาวบ้าน แต่การส่งเสริมได้ผลไม่คุ้มทุน ต่อมาจึงเลิกจ้างครูญี่ปุ่น และชาวบ้านก็หันมาทอผ้าตามวิธีพื้นบ้านเช่นเดิม

ล่วงมาจนถึงกาลปัจจุบัน ผ้าพื้นเมืองของไทยที่เกือบจะสูญหายไป กลับฟื้นคืนชีพได้ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระเมตตาบารมีแห่งองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ด้วยพระองค์ทรงสนพระทัยผ้าพื้นเมืองเกือบทุกประเภทอย่างแท้จริง ทรงตั้งมูลนิธิศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์ขึ้น เพื่อส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้านในชนบท ทรงเป็นผู้นำในการใช้สอยผ้าพื้นเมืองของไทย ในชีวิตประจำวัน และในงานพระราชพิธีต่างๆ ทรงนำผ้าไทยไปเผยแพร่ในต่างประเทศ ลวดลายที่ชาวบ้านได้สืบทอดกันมาแต่โบราณนั้น ก็ได้ทรงเก็บตัวอย่างไว้ เพื่ออนุรักษ์ และเพื่อศึกษา สืบทอดต่อไป ในเดือนมกราคม พ.ศ.2535 องค์การยูเนสโกได้ทูลเกล้าฯถวายเหรียญทองประกาศพระเกียรติคุณ ในฐานะที่ทรงเป็นผู้นำในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมการทอผ้าพื้นเมืองไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในโลก

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เคยทรงซิ่นไทยครั่ง ซึ่งประวัติการทอผ้าของชาวไทยครั่งนั้นกล่าวไว้ว่า...ในภาคกลางตอนบน (จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ์ และ สุโขทัย) และภาคกลางตอนล่าง (จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี สระบุรี ลพบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ฯลฯ) มีกลุ่มชนชาวไทยยวนและชาวไทยลาว อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่มาก พวกไทยลาวนั้น มีหลายเผ่า เช่น พวน โซ่ง ผู้ไท และครั่ง แม้ต้องอพยพย้ายถิ่นเข้ามาเพราะสงคราม แต่ก็ยังรักษาวัฒนธรรม และเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นไว้ได้ โดยเฉพาะวัฒนธรรมการทอผ้าของผู้หญิงที่ใช้เทคนิคการทำตีนจก และขิต เพื่อตกแต่งเป็นลวดลายบนผ้าที่ใช้นุ่งในเทศกาลต่างๆ หรือใช้ทำที่นอน หมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขาวม้า ฯลฯ ปัจจุบันนี้สภาพเศรษฐกิจและสังคม เปลี่ยนไปมาก คนไทยเชื้อสายลาวครั่งที่ถูกเรียกว่าไทยครั่งเหล่านี้ก็ยังยึดอาชีพทอผ้า เป็นอาชีพรองจากการทำนา ลวดลายบนผืนผ้ามีรูปแบบแตกต่างกันไปตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่น ผสมผสานกับการสร้างลวดลายขึ้นมาจากจินตนาการและแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว บางครั้งก็สอดประสานเชื่อมโยงกับคติความเชื่อต่างๆที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เป็นความงดงามบนลายผ้าที่สร้างมูลค่ามากมายและกลายเป็นเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์จากรุ่นสู่รุ่นที่ถูกบันทึกไว้ด้วยเส้นใยอย่างมีความหมาย?ติดตามอ่านวิถีผ้าทอไทยครั่งต่อในฉบับหน้านะคะ

(ขอขอบคุณผ้าทอมือสวยๆจาก กลุ่มทอผ้าบ้านทัพหลวง คุณสินเทา ป้อมคำ บ้านเลขที่ 37 หมู่ 2 ตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี)