คนตัวจิ๋ว

แมรี่ นอร์ตั้น เขียน สุทธิ โสภา แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

เพราะเด็กคือนักฝัน

โลกความคิดของเด็กๆเต็มไปด้วยเรื่องเหลือเชื่อ

ถ้าสามารถจับความฝันของเด็กมากองรวมกันไว้ จะได้กองความฝันใหญ่โตสูงล้นโลกเลยฟ้า

และโลกจินตนาการที่ว่านี้ก็ยังมีอยู่ในตัวผู้ใหญ่ทุกๆคนด้วยเหมือนกัน

เรื่องเล่าแบบเด็กหรือวรรณกรรมเยาวชนจึงเป็นงานเขียนที่ใครๆก็ชอบและอ่านอย่างมีความสุข

เพราะทำให้ดอกไม้เยาว์วัยผลิบานและเห็นดวงดาวหัวเราะร่าเริงอีกครั้ง

คนตัวจิ๋ว (The Borrowers) แมรี่ นอร์ตั้น เขียน สุทธิ โสภา แปล สำนักพิมพ์หนังสือเยาวชน พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม พ.ศ. 2530

แมรี่ นอร์ตั้น เป็นนักเขียนสตรีชาวอังกฤษ เกิดเมื่อปี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2446 เขียนวรรณกรรมเยาวชนเล่มแรกชื่อ เมื่อ พ.ศ.2486 ชื่อ ปุ่มเตียงวิเศษ (Bedknob and Broomstick) แมรี่ นอร์ตั้น เขียนวรรณกรรมเยาวชนชุด คนตัวจิ๋ว ไว้ทั้งหมด 5 เล่ม คือ คนตัวจิ๋ว จิ๋วชาวทุ่ง จิ๋วลอยน้ำ จิ๋วลอยฟ้า และจิ๋วล้างแค้น

เมื่อยังเป็นเด็กสิ่งหนึ่งที่อยู่ในความคิดของฉันก็คืออยากเห็นคนตัวเล็กๆในวัยไร้เดียงสาฉันเคยเดินหาคนตัวจิ๋วในพงหญ้ารกเรื้อ อยากพบสักคน อยากเห็นบ้านหลังเล็กๆของพวกเขา อยากเห็นเสื้อผ้าเครื่องใช้และคิดว่ามันคงจะน่ารักมาก เมื่อโตขึ้นพบกับหนังสือ คนตัวจิ๋ว รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เหมือนว่าฝันวัยเยาว์กลายเป็นจริง จึงขอบคุณผู้แปลและสำนักพิมพ์ที่เลือกหนังสือคลาสสิคชุดนี้มาแปลไว้

ครอบครัวคนตัวจิ๋วเรียกตนเองว่า "พวกหยิบยืม" และเรียกคนว่า "พวกถั่วมนุษย์" คนจิ๋วตัวเล็กสามารถนั่งบนหลอดด้ายอย่างสบาย จิบชาจากเปลือกลูกเกาลัด ปูพื้นห้องด้วยกระดาษซับและอีกสารพัดที่จะหยิบยืมมาใช้ คนตัวจิ๋วอาศัยอยู่ในบ้านชนบทห่างไกล บ้านที่เงียบเชียบทึบทึม มีคนอยู่ไม่มากและเครื่องเรือนในบ้านหลังนั้นตั้งนิ่งราวถูกพื้นดูดอยู่กับที่

แม้จะอยู่กันเงียบเชียบอย่างไรก็ตาม แมรี่ นอร์ตั้น ก็ได้เขียนเรื่องนี้ให้เรารู้จนได้ เรื่องเกิดขึ้นในอังกฤษ บ้านพักหลังใหญ่ในชนบท มีคุณย่าซึ่งตกม้าเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนนอนแซ่วอยู่บนเตียง คุณปู่เสียชีวิตแล้ว มีเพียงสาวใช้ คนสวนไปๆมาๆ กับคนไขลานนาฬิกาซึ่งจะมาไขลานนาฬิกาเดือนละครั้ง

เหตุเกิดขึ้นเพราะมีเด็กชายคนหนึ่งที่เป็นหลานของเจ้าของบ้านมาพักฟื้นร่างกาย เมื่อก่อนที่บ้านหลังนี้มีครอบครัวคนตัวจิ๋วอยู่กัน 3 ครอบครัว ต่อมาหลังจากคุณปู่เสียชีวิต หลายๆห้องไม่ได้เปิดใช้ พวกเขาไม่มีอาหารกิน จึงอพยพออกไป

แต่สำหรับครอบครัวของพ็อด ยังอยู่กันใต้พื้นห้องครัว เพราะพ็อดเป็นนักหยิบยืมที่เก่งที่สุด โฮมิลี่คือภรรยาขี้บ่นจุกจิก และแอเรียตตี้ คือลูกสาววัยรุ่นอายุ 14 ปี

และตลอดสิบสี่ปีที่ผ่านมา แอเรียตตี้ไม่เคยได้ออกจากบ้านทึบทึมใต้พื้นห้องครัวเลย

แมรี่ นอร์ตั้น เล่าเรื่องว่า...วันหนึ่งในบ้านพักชนบทเก่าแก่ นางเมย์ในวัยชราซึ่งเป็นพี่สาวของเด็กชายที่ได้พบกับแอเรียตตี้ ได้เล่าเรื่องของคนตัวจิ๋วให้กับเค้ทฟัง เธอบอกว่า น้องชายของเธอเล่าให้ฟังเมื่อยังเป็นเด็ก ขณะเดินทางกลับไปอินเดีย รายละเอียดต่างๆของคนตัวจิ๋วที่ได้ฟังมานั้น เธอจำได้ทั้งหมดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้

และต่อไปนี้คือเรื่องสนุกของคนตัวจิ๋วใต้พื้นห้องครัว

"ลูกเมียของพ็อดอยู่กันอย่างสงบในห้องเล็กห้องน้อยใต้พื้นครัว ห่างไกลอันตรายและการเสี่ยงของบ้านชั้นบนที่น่ากลัว ต่ำลงมาจากระดับพื้นห้องครัวนั้น แอเรียตตี้มองเห็นสวนดอกไม้---ทางเดินโรยกรวด ดอกบัวดินบานในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ร่วงลงมาจากต้นที่แลไม่เห็น พุ่มอาซาเลียออกดอกในเวลาต่อมา นกพากันมาจิกกินเกสร มาเล่น มาต่อสู้กัน"

บ้านใต้พื้นห้องครัวมีพ่อคือพ็อดคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเปิดประตูเข้าออกได้

"พ็อดเป็นคนเดียวที่รู้หนทางวกวนไปถึงปากโพรงใต้นาฬิกาเรือนนี้ เขาเป็นคนเดียวที่เปิดประตูได้ เพราะรู้ความลับของกลอนต่างๆมากมาย ทำด้วยกิ๊บหนีบผม และเข็มซ่อนปลายเยะแยะไปหมด"

วันหนึ่งนั้นน้องชายของนางเมย์เมื่อยังเป็นเด็กชายอายุ 10 ขวบ ขณะนอนพักในห้องเด็กเขาก็เห็นนายพ็อด ที่กำลังปีนอยู่บนผ้าม่านและยังช่วยพ็อดถือถ้วยน้ำชาที่หยิบยืมมาด้วย

เมื่อเด็กชายเห็นพ็อดแล้ว ความเปลี่ยนแปลงต่างๆจึงเกิดขึ้น ต่อมาโฮมิลี่ ตัดสินใจให้แอเรียตตี้ตามพ็อดออกมาหยิบยืมเป็นครั้งแรก อยากให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆและรู้จักเอาตัวรอดในโลกข้างนอก และพ็อดเองก็แก่ตัวลงทุกวัน โฮมิลี่เคยพูดกับลูกสาวเรื่องการหยิบยืมและชื่นชมพ็อดว่า

"การหยิบยืมเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ต้องใช้ความชำนาญ ในจำนวนครอบครัวทั้งหลายที่เคยอยู่ในบ้านนี้ เหลือเพียงเราเท่านั้น ลูกรู้ไหมว่าทำไม ก็เพราะพ่อของลูกเป็นนักหยิบยืมที่เก่งที่สุดแถวนี้ เก่งกว่ารุ่นก่อนปู่ของลูกอีก ป้าลูพียังยอมรับเลย"

"ตอนที่พ่อยังหนุ่มน่ะ แม่เคยเห็นพ่อเดินไปตามโต๊ะอาหารที่ตั้งของกินไว้เพียบ เดินตลอดโต๊ะเลยนะ แล้วก็หยิบถั่วกับขนมกับจานทุกใบ ขณะที่มีเสียงฆ้องเรียกให้คนมากินอาหารด้วยซ้ำ พ่อโหนตัวลงมาตามรอยพับของผ้าปูโต๊ะ พอดีกับแขกคนแรกเดินเข้ามา"

บ้านใต้พื้นครัวอบอุ่นสะดวกสบาย อาหารการกินก็ไม่เคยขาดแคลนสามารถหยิบยืมจากห้องครัวได้เสมอ แอเรียตตี้มีของเล่นและมีหนังสือเล่มเล็กจิ๋วอ่าน เธอมีสมุดบันทึกด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่กวนใจสาวน้อยวัยสิบสี่คือ เธอนึกถึงอิสระและโลกนอกบ้าน ไม่ใช่โลกที่เพียงเฝ้ามองออกไปจากช่องตะแกรงเหล็กในบ้าน แอเรียตตี้อยากจะออกไปอยู่กลางแสงสว่างและอากาศโล่งโปร่งในสนามหญ้า

วันหนึ่งเมื่อแม่บอกว่าให้เธอออกไปหยิบยืมกับพ่อได้ แอเรียตตี้กระโดดตัวลอย

"แอเรียตตี้เฝ้ามองพ่อโหนขึ้นไปบนเข้มซ่อนปลาย เท้าลอยจากพื้น ใช้มือทั้งสองเหนี่ยวไว้ ค่อยๆเคลื่อนตัวไปตามความโค้งของเข็มซ่อนปลาย โยกตัวไปมา เข็มซ่อนปลายก็เปิดอ้าออก พ็อดโดดหนีลงมาบนพื้น"

"แอเรียตตี้ก้มลงบ้าง เธอเห็นพื้นหินของห้องโถงใหญ่ ไกลจนสุดสายตา อาบแสงแดดสีทองสว่าง

เธอเห็นขอบพรมที่สวยเหมือนหมู่เกาะสีต่างๆในทะเลทองคำ เห็นบานประตูที่เปิดอยู่---เหมือนทางเข้าสู่ดินแดนแห่งเทพนิยาย"

"เลยจากนั้นไปอีก แอเรียตตี้เห็นหญ้าเขียว ใบไม้เขียวโบกสะบัด ตัดกับท้องฟ้าสีครามใส"

ความงามสดชื่น ธรรมชาติเย็นตา สายลมโชยที่เธอเฝ้าฝันถึงอยู่ตรงหน้านี่เอง แอเรียตตี้ใจเต้นรัว เธอขออนุญาตพ่อวิ่งไปเรียกแม่จากด้านนอก รู้สึกมีความสุขมากเหลือเกินเธอตื่นเต้นดีใจจนถึงกับเต้นรำ เมื่อได้ออกมาอยู่ด้านนอกของตะแกรงเหล็กและคุยกับแม่ที่อยู่ในบ้าน

"ช่างสดใสน่ายินดีมีอิสรเสรีอะไรเช่นนี้--- แสงแดด ต้นหญ้า ลมโชย ตรงเนินที่โค้งไปทางมุมบ้านมีต้นเชอร์รี่ออกดอกเต็ม กลีบสีชมพูหล่นยู่ตามโคนต้น ดอกพริมโรสสีเหลืองอ่อนเหมือนเนยสด บานอยู่บนพื้น"

"แอเรียตตี้เหลือบมองไปทางบันไดประตูหน้าอย่างระแวดระวัง แล้วเธอก็ลุกขึ้น รองเท้าสีแดงนั้นเบาหวิว เหมือนจะพาเธอเต้นรำไปหากลีบดอกไม้ กลีบบางเบา โค้งงอ เหมือนเปลือกหอย เมื่อเธอแตะกลีบดอกไม้ก็ระริกไหว เธอกอบกลีบดอกไม้ขึ้นมา วางซ้อนๆกันจนสูง เหมือนเวลาวางไพ่ให้เป็นรูปปราสาท แล้วก็ปล่อยให้ร่วงหล่น"

หลังจากเพลิดเพลินอยู่ในแสงแดดเรืองรอง เห็นนก แมลง หนอน และชื่นชมดอกไม้บาน เธอเด็ดดอกพริมโรสแล้วใช้แทนร่ม แสงแดดที่สาดส่องผ่านกลีบดอกไม้สีชมพูนั้นช่างอ่อนหวาน แอเรียตตี้จึงล้มตัวลงนอนท่ามกลางก้านดอกพริมโรส

"แอเรียตตี้สะดุ้งสุดตัว ลืมหายใจ!"

ถั่วมนุษย์ เด็กชายคนนั้นนั่นเองคนที่เคยเห็นพ็อดพ่อของเธอ ดวงตากลมโตสุกใสขนาดใหญ่ มีสีฟ้าเหมือนท้องฟ้ากำลังจ้องเป๋งอยู่ที่เธอ

"เงียบกันไปครู่หนึ่ง แอเรียตตี้รู้สึกว่าหัวใจของเธอมาเต้นอยู่ในหู ได้ยินเสียงสูดลมหายใจลึกเข้าไปในปอดขนาดมโหฬาร"

ถ้าหากเราเป็นคนตัวจิ๋ว เพิ่งออกมาจากบ้านหนแรก กำลังตื่นตาตื่นใจโลกกว้างไพศาลแล้ว จู่ๆก็พบดวงตาของยักษ์ปักหลั่นกำลังจ้องและเสียงยักษ์ตนนั้นยังกระซิบว่า "อย่าขยับนะ! ไม่งั้นฉันจะเอาไม้ตี"

ต่อมาหลังจากหายกลัวแล้ว แอเรียตตี้ก็คุยกับเด็กชายอย่างสนิทสนม เด็กชายสงสัยว่าคนตัวจิ๋วจะสูญพันธุ์หมดแล้ว เพื่อเป็นการยืนยันว่าคนตัวจิ๋วยังมีอยู่มากกว่าสามคน แอเรียตตี้จึงเขียนจดหมายถึงลุงเฮนเดรียรี่ของเธอ ให้เด็กชายนำไปวางไว้ในทุ่งนา ต่อมาเมื่อได้ออกมาจากบ้านอีกครั้ง แอเรียตตี้รีบไปหาเด็กชายเผลอพูดกับเขาอยู่นานจนพ็อดตามมาพบ เขาโกรธลูกมากออกคำสั่งให้แอเรียตตี้กลับบ้านทันที ระหว่างทางเขาไม่พูดอะไรสักคำเดียว

"นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกหยิบยืมมาก่อนเลย ถูกละ มีคนเคยเห็นพวกเรา มีคนเคยจับพวกเราได้ แต่ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของพวกเรา ไม่เคยปรากฏว่ามีมนุษย์คนใดเคยรู้ว่า พวกหยิบยืมอาศัยอยู่ที่ไหน เรากำลังมีอันตรายอย่างใหญ่หลวงเสียแล้ว แอเรียตตี้เจ้าเป็นคนก่อเรื่อง ความจริงมันไม่ยังงี้"

มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ใครจะไว้วางใจได้ วันนี้รักพรุ่งนี้เกลียด วันนี้ให้สัญญา พรุ่งนี้กลับคำหน้าตาเฉย จะเดาใจคนนั้นยากที่สุด

นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่หนังสือคนตัวจิ๋วบอกกับคนอ่านว่า...อย่าไว้วางใจมนุษย์

"คนเลวก็มี คนดีก็มาก คนซื่อก็มี คนมารยาก็แยะ แล้วแต่จะเจอ ถ้าพวกสัตว์พูดได้ มันก็จะบอกยังงี้แหละ พ่อได้รับการสั่งสอนมาว่าอย่ายุ่งกับพวกนี้ ไม่ว่าเขาจะสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะยังไงก็ตาม ไม่มีประโยชน์ที่จะคบกับพวกถั่วมนุษย์เป็นอันขาด"

เด็กชายมีจิตใจดีก็จริง แต่เขาก็เจ็บป่วยและยังเด็กเกินไป คืนที่คนตัวจิ๋ว คิดไม่ตกตัดสินใจเข้านอน ก่อนจะอพยพย้าย ดึกคืนนั้นเด็กชายก็มางัดพื้นห้องซึ่งก็คือเพดานบ้านบุด้วยกระดาษสีน้ำตาล และหลายคืนต่อจากนั้นพวกเขาก็ยังไม่ได้ไปไหน พวกเขาเรียกมันว่ายุคทอง ทุกๆคืนพื้นห้องจะถูกงัดออก ของมีค่าจะถูกหย่อนลงไป---

"พรมจริงๆสำหรับห้องรับแขก ที่ตักถ่านหินอันจิ๋ว เก้าอี้นวมบุผ้ายกดอก เตียงคู่ หัวเตียงเป็นรูปกลม เตียงเดี่ยวมีที่นอนลายริ้ว รูปวาดใส่กรอบ แทนแสตมป์ เตาอบสำหรับครัว ใช้ไม่ได้แต่สวย โต๊ะรูปไข่ โต๊ะสี่เหลี่ยม โต๊ะเขียนหนังสือมีลิ้นชัก ตู้เสื้อผ้า ทำด้วยไม้เมเปิ้ล จำนวน 2 ตู้"

เด็กชายงัดพื้นไม้กระดานในห้องครัวแล้วยื่นของต่างๆลงมาให้ เครื่องใช้พวกนี้อยู่ในบ้านตุ๊กตา โฮมิลี่ย้ายจัดเครื่องเรือนทุกวัน ทั้งยังสั่งให้พ็อดต่อเติมห้องขึ้นอีก แอเรียตตี้ตอบแทนเด็กชายโดยการอ่านหนังสือให้เขาฟังทุกยามบ่ายในสวนสวย

นี่คือช่วงเวลาแห่งความสุข

"ใช่แล้ว นั่นคือวันเวลาแสนสุขที่ทุกอย่างน่าจะเป็นไปด้วยดี ถ้าเพียงแต่เขาพอใจกับการหยิบยืมจากบ้านตุ๊กตาเท่านั้น ตามที่พ็อดพูดเสมอๆ ดูเหมือนไม่มีมนุษย์คนไหนจำได้ว่า บ้านตุ๊กตาอยู่ตรงไหน ดังนั้น จึงไม่มีใครเห็นว่าของหายไป"

เรื่องเลวร้ายจริงๆกำลังเริ่มขึ้นเมื่อเด็กชายหยิบไวโอลินเงินในตู้โชว์ห้องรับแขกมาให้พ็อด ต่อมาพวกเขาก็หยิบยืมสิ่งอื่นเพิ่มอีก พ็อดเริ่มเอือมระอาและเป็นทุกข์ กังวลว่าอีกไม่นานจะต้องมีคนรู้ว่าข้าวของหายไป เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะหยิบยืมของถึงขนาดนี้ และคิดว่าโฮมิลี่น่าจะหยุดได้แล้ว

ทุกอย่างสายเกินไป หลังจากความรุ่งเรืองก็มีความล่มสลายตามมา

นางไดรเว่อร์เปรียบพายุร้าย นางสังเกตเห็นว่ามีสิ่งของหายไป นางนึกเชื่อมโยงถึงสิ่งอื่นๆที่เคยหายไปอย่างไร้ร่องรอย เช่น เหล้าองุ่นนิดๆหน่อยๆ ผ้าเช็ดหน้า ถุงมือ เสื้อถักชั้นใน และอื่นๆ

ครอบครัวคนตัวจิ๋วต้องเตลิดหนี เด็กชายช่วยพวกเขาได้เพียงทำลายตะแกรงเหล็กเพื่อให้พ็อด โฮมิลี่ และแอเรียตตี้รอดพ้นไปจากความร้ายกาจของนางไดรเว่อร์

เรื่องยังไม่จบหรอก นางเมย์บอกว่าพวกคนตัวจิ๋วปลอดภัย แม้ว่าพวกเขาจะต้องเดินทางในทุ่งนากันแบบทุลักทุเล โฮมิลี่จะเกลียดกลัวหนอนแมลงแค่ไหน พวกเขาก็ยังปรับตัวใช้ชีวิตในท้องทุ่งนาได้

ความน่ารักของเรื่อง คนตัวจิ๋ว ก็เพราะเป็นคนตัวจิ๋ว มีข้าวของเครื่องใช้ชิ้นเล็กกระจิ๋ว ความสนุกตื่นเต้นและเรื่องสอนใจ คนตัวจิ๋วสอนให้เราละเอียดพิถีพิถัน และช่างสังเกตมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้คนตัวจิ๋วเป็นนักหยิบยืมช่างประดิษฐ์ นั่นคือการสอนให้เรารู้จักคุณค่าของสิ่งของต่างๆ ใช้ของที่มีอยู่ให้คุณค่าคุ้มราคา

และยังมีการผจญภัยครั้งต่อๆไปในหนังสือชุดคนตัวจิ๋วอีกหลายๆเล่มให้อ่านอย่างสนุกเพลิดเพลินสำหรับนักอ่านรุ่นแล้วรุ่นเล่า