ลุย "ภูคา" ชม "ชมพูภูคา" หนึ่งเดียวในโลก

เที่ยวทั่วไทย
ช่างภาพ: 

เพราะได้ยินคำร่ำลือมานานว่า "ดอกชมพูภูคา" เป็นพันธุ์ไม้ที่หายากที่สุดพันธุ์หนึ่ง คาดว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งมีการค้นพบอีกครั้งในป่าดอยภูคาแห่งนี้ ลักษณะกลีบดอกด้านนอกมีสีชมพูจางขาว และกลีบดอกด้านในมีสีชมพูลายเส้นสีม่วง ชูช่อเป็นพวงใหญ่ ตั้งขึ้นดูสวยงาม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตั้งชื่อตามสีของดอกและสถานที่ค้นพบว่าดอก "ชมพูภูคา" พระราชทานให้ชมพูภูคา เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จากข้อมูลเหล่านี้จึงกลายเป็นโครงการ ลุย "ภูคา" ชม "ชมพูภูคา" ในฤดูกาลที่เริ่มผลิดอกเบ่งบานเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ระยะทางกรุงเทพฯ-น่านประมาณ 668 กิโลเมตร เราขับรถต่อไปอีก60 กิโลเมตรจึงถึงอำเภอปัว ศูนย์กลางเศรษฐกิจทางตอนบนของจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคเหนือ และเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในหุบเขา ประวัติการก่อตั้งเมืองน่านเก่าแก่รุ่นเดียวกับกรุงสุโขทัย สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 18 "พญาภูคา" ได้สร้างเมืองน่านหรือนันทบุรีขึ้น ในบริเวณที่ราบทางตอนบนเขตตําบลศิลาเพชรหรือ อําเภอปัว ซึ่งเป็นอำเภอที่มีชาวไทลื้ออยู่มากที่สุด ชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง มีมากถึงเจ็ดหมู่บ้านค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอปัวมีมากมาย อาทิหมู่บ้านพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาป่ากลาง วัดร้องแงง เป็นวัดไทลื้อที่มีความสวยงาม อยู่ในตัวเมืองปัว วัดพระธาตุเบ็งสกัด น้ำตกศิลาเพชร แต่ไฮไลท์ที่โดดเด่นดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวคือ การได้ขึ้นไปชมพันธุ์ไม้หายากมากมายบน "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา"

คุณแก่ง-สังวาลย์ จินต์แสวง รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบภายใน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กับพี่ชาย พี่สะใภ้ ซึ่งเป็นชาวไทลื้อ ให้การต้อนรับคณะของเราอย่างอบอุ่น พร้อมเลี้ยงอาหารเย็นแบบไทลื้อ ซึ่งประกอบด้วย ลาบไก่คั่ว ต้มยำไก่ไทลื้อ ไข่ป่าม แกงฮังเลไทลื้อ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกน้ำหน่อ น้ำพริกน้ำผัก รับประทานกับผักสดๆจากสวนหลังบ้านปลอดสารพิษ อาทิ มะนอย ผักขี้หูด ฯลฯ การเลี้ยงแขกต่างถิ่นด้วยวัฒนธรรมอาหารพื้นบ้าน สร้างความประทับใจทั้งในน้ำใจของเจ้าของบ้านและฝีมือทำกับข้าวของ อาจารย์นลินสุดา ช่างเหล็ก (พี่สะใภ้) คุณแก่งบอกเราว่า...เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีของชาวไทลื้อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หมู่บ้านชาวไทลื้อหลายหลังจึงทำเป็น "โฮมสเตย์" เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่อบอุ่นเรียบง่ายของชาวไทลื้ออย่างแท้จริง

ชาวไทลื้อมีชีวิตที่คล้ายคลึงกับชาวไทยหรือชนเผ่าอื่นๆทางภูมิภาคเหนือ คือมีการสร้างบ้านเรือนเป็นบ้านไม้ มีใต้ถุนสูง มีครัวไฟบนบ้าน ใต้ถุนเลี้ยงสัตว์ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย บ้านที่ยังคงสภาพเป็นเรือนไม้แบบเดิมยังพอจะมีให้เห็นบ้างในบางชุมชน ชาวไทลื้อส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด นิยมสร้างวัดในชุมชนต่างๆ แทบทุกชุมชนของชาวไทลื้อ ทั้งยังตกแต่งด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์งดงาม มีการบูรณะ ซ่อมแซม ให้คงสภาพดีอยู่เสมอ ศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้ายทอลวดลายที่เรียกว่า ลายน้ำไหล ปัจจุบันมีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือ คืนนั้นเรารีบนอนแต่หัวค่ำ เพื่อเตรียมตัวตื่นเช้าไปทำบุญถวายสังฆทาน พระอาจารย์ที่บวชศึกษาธรรมมานาน22พรรษา ณ กุฏิสงฆ์สาขาวัดดอนไชย และเดินทางไปถวายระฆัง ที่พระธาตุศิลาแลง ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ก่อนจะเดินทางขึ้นสู่ยอดดอยภูคา เพื่อชมความงดงามของ "ชมพูภูคา" ที่เราตั้งตารอคอยเวลานี้กันมาเป็นเดือนๆ

เส้นทางไต่เขาสูงชันขึ้นดอยภูคาระยะทางประมาณ 25-30 กม. ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง เส้นทางบนเขาคดโค้งไปมา แต่ผิวถนนเรียบบวกกับฝีมือพี่คนขับที่ชำนาญเส้นทางรู้จุดเหยียบคันเร่งส่ง ทำให้พวกเรานั่งชมวิวทิวเขาสูงๆข้างทางกันเพลิน แทบไม่รู้ตัวเมื่อรถพามาจอด ณ ลานดูดาว จุดแวะพัก ที่มีร้านขายกาแฟสดรสชาติดี และน้ำผึ้งผสมมะนาวรสจี๊ดจ๊าดให้หลายคนสั่งมาดื่มแก้อาการเมารถ มีห้องน้ำสะอาดไว้บริการ บริเวณนี้เป็นจุดกางเต๊นท์พักแรมและชมทะเลหมอกยามเช้าของอุทยานด้วย ยิ่งขึ้นเขาสูงทางยิ่งคดเคี้ยว ทิวเขายิ่งดูสวยงาม มองไปปลายฟ้า เห็นทิวเขาสีเขียวอ่อนแก่สลับซ้อนกันเป็นชั้นๆ สีสันของธรรมชาติทำให้เราสบายตาสบายใจจริงๆค่ะ

จากลานดูดาว เรานั่งรถตู้ไต่เขาขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่นานนักก็มาถึงบริเวณศาลเจ้าพ่อภูคาอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดน่าน เป็นที่เชื่อกันว่าเทือกเขาดอยภูคาเป็นเมืองเก่าของบรรพบุรุษของคนเมืองน่าน ตามประวัติกล่าวว่า พระยาภูคาเดิมเป็นชาวเมืองเงินยาง (อยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดน่าน) ได้อพยพพร้อมด้วยชายา ชื่อ จำปา หรือแก้วฟ้า นำราษฎรประมาณ220คน เดินทางลงมาทางทิศใต้ ครั้งแรกได้ตั้งถิ่นฐานที่บริเวณ ห้วยเฮี้ย (ปัจจุบัน ตำบลศิลาแลง) ต่อมาเล็งเห็นว่าบริเวณเมืองล่าง (ปัจจุบัน ตำบลศิลาเพชร) เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ และชัยภูมิดีเหมาะที่จะสร้างเมือง (พื้นที่ดังกล่าวชนชาวลัวะหรือเขมรก่อตั้งเมืองมาก่อนแล้วแต่ปล่อยให้ร้าง คงมีราษฎรเหลืออาศัยประมาณ40ครอบครัว) จากนั้น พระยาภูคาจึงได้นำราษฎรย้ายจากห้วยเฮี้ยมายังเมืองล่างภายหลังที่สร้างเมืองเสร็จเรียบร้อย และด้วยพระทัยที่กว้างขวางโอบอ้อมอารี ราษฎรต่างเลื่อมใสศรัทธาจึงพร้อมใจกันยกย่องพระยาภูคาขึ้นเป็นพญาครองเมืองล่างเมื่อปี 1812 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 ปกครองเมืองล่างเรื่อยมาจึงถึงแก่พิราลัย เมื่อปี 1880 รวมระยะเวลาปกครองเมืองล่าง 68 ปี

บริเวณใกล้ๆศาล เราพบไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 15-25 เมตร เปลือกเรียบสีเทา ยืนลำต้นตรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว มีป้ายพร้อมลูกศรชี้ไปยังต้นไม้นั้นว่า "ชมพูภูคา" แม้ดอกเพิ่งจะเริ่มเต่ง แค่ตูมๆยังไม่แย้มกลีบ พวกเราก็ดีใจกันนักหนาที่มีโอกาสได้เห็นพันธุ์ไม้หายากหนึ่งเดียวในโลกต้นนี้ พวกเราเฮละโลไปยืนล้อมรอบๆต้น ถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก แล้วเดินไปยังสะพานไม้ซึ่งทอดยาวเข้าไปในหุบผา อันเป็นทางเดินเก่าที่ให้เข้าไปชมชมพูภูคาต้นดั้งเดิม ที่ว่ากันว่าล้มเพราะโดนฟ้าผ่า นับว่าโชคดีของเราที่มีการนำต้นใหม่ ซึ่งเพาะไว้มาปลูกไห้ได้ชมกัน

ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,980 เมตร ดอยภูคานับเป็นยอดดอยที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของเทือกเขาหลวงพระบางและเป็นยอดดอยที่สูงในลำดับต้นๆของประเทศไทย ซึ่งจากสภาพดังกล่าวนี้ทำให้เทือกดอยภูคา มีลักษณะโดดเด่น ในด้านระบบนิเวศของพืชพรรณภูเขาสูงอันอุดมไปด้วยป่าดงดิบเขา ป่าดงดิบชื้น รวมทั้งป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง อีกทั้งเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำน่านอีกด้วย พันธุ์ไม้ที่สำคัญที่สุด หายาก ใกล้สูญพันธุ์และพบเพียงแห่งเดียวในโลกเป็นต้นไม้พื้นเมืองของไทย มีดอกสีชมพูอมขาวงดงาม ที่เรียกกันว่า "ชมพูภูคา" นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่าBretschneidera sinensis Hemsl. ชื่อวงศ์ ว่าBRETSCHNEIDERACEAE (ไบร์ทชไนเดอร์ซีเนนซีส) เมื่อเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเคยมีรายงานการสำรวจพบต้นชมพูภูคาทางตอนใต้ของประเทศจีนและทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม จากนั้นก็ไม่มีรายงานการค้นพบต้นไม้ชนิดนี้อีกเลย ทำให้มีการคาดการณ์ว่าอาจจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ไปแล้ว จนในปี 2532 ดร.ธวัชชัย สันติสุข นักพฤกษศาสตร์ ได้ค้นพบต้นชมพูภูคาอีกครั้งที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

ชมพูภูคาเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณป่าดงดิบ ตามไหล่เขาสูงชันที่มีความสูงตั้งแต่ 1,200 เมตรขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล และมีความชื้นของอากาศสูง มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีค่อนข้างต่ำ สำหรับลักษณะทั่วไปของ "ต้นชมพูภูคา" จะมีเปลือกเรียบสีเทา ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวมีใบย่อยรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบแหลมยาว แผ่นใบด้านล่างมีนวลสีขาว ส่วนดอกเมื่อบานจะมีลักษณะคล้ายรูประฆัง กลีบดอกด้านนอกมีสีชมพูจางขาว และกลีบดอกด้านในมีสีชมพูลายเส้นสีม่วง ชูช่อเป็นพวงใหญ่ ปัจจุบันได้มีการทดลองเพาะกล้าไม้ชมพูภูคาเป็นผลสำเร็จ ซึ่งช่วยให้ต้นไม้ชนิดนี้ไม่สูญพันธุ์ไปจากโลกของเรา

นอกจากชมพูภูคาแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติดอยภูคาอีกมากมาย เนื่องจากสภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ จึงประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง และป่าสนเขากลุ่มเล็กๆ อยู่บริเวณทางตอนใต้ของอุทยานใกล้กับดอยภูหวด นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าปกคลุมบนภูเขาเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเป็นผลจากการแผ้วถางป่าของชาวบ้านก่อนที่จะมีการประกาศให้ดอยภูคาเป็นพื้นที่อนุรักษ์ พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ก่อ ยาง ตะเคียน จำปีป่า ประดู่ แดง สัก เต็ง รัง เหียง พลวง พะยอม รวมทั้งปาล์มขนาดใหญ่ หวาย ผักกูด ไผ่ และหญ้าเพ็ก เป็นต้น พันธุ์ไม้หายาก เช่น ชมพูภูคา ก่วมภูคา (เมเปิ้ล) จำปีป่า ไข่นกคุ้ม ค้อเชียงดาว โลดทะนงเหลือง ขาวละมุน เทียนดอย เสี้ยวเครือ มะลิหลวง สาสี่หนุ่ม เหลืองละมุน ประทัดน้อยภูคา กระโถนพระฤๅษี กุหลาบแดง กุหลาบขาวเชียงดาว พันธุ์ไม้เฉพาะถิ่น ได้แก่ เต่าร้างยักษ์ หมักอินทร์ คัดเค้าภูคา ประดับหินดาว หญ้าแพรกหิน นมตำเลีย และรางจืดต้นภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคาเป็นป่าต้นน้ำลำธาร จึงมีสัตว์ป่าชุกชุมได้แก่ ช้างป่า วัวแดง กระทิง กวางป่า เก้ง หมูป่า เลียงผา ลิง ชะนี ค่าง หมี อีเห็น กระจง นาก ไก่ป่า ไก่ฟ้า เหยี่ยวรุ้ง นกมูม นกพญาไฟใหญ่ ฯลฯ มีนกหายาก 2 ชนิด ซึ่งพบที่ดอยภูคา ได้แก่ นกมุ่นรกคอแดง (Rufous-throated Fulvetta) และนกพงใหญ่พันธุ์อินเดีย (Clamorous Reed-Warbler)

ในอุทยานมีทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกภูฟ้า น้ำตกแม่จริม น้ำตกผาฆ้อง ธารน้ำลอด พระลานหิน และป่าปาล์มดึกดำบรรพ์ มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,065,000 ไร่ หรือ 1,704 ตารางกิโลเมตร ยอดดอยภูคาเป็นยอดเขาสูงสุดของจังหวัดน่านอันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด โดยทั่วไปเป็นภูเขาหินทราย เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารชั้น 1 อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน แม่น้ำว้า เป็นต้น สภาพภูมิอากาศในอุทยานแห่งชาติดอยภูคามีสามฤดูคือ ฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม มีฝนตกชุก ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน- กุมภาพันธ์ ในเดือนธันวาคม - มกราคม จะมีอากาศหนาวจัด เฉลี่ยประมาณ 10 องศาเซลเซียส ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม - เมษายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 30 องศาเซลเซียส กลางคืนโดยเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียส ด้วยสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ โดยเฉพาะ ยอดดอยภูคา มีเมฆปกคลุมตลอดฤดูฝนและฤดูหนาว จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีบ้านพัก ร้านอาหาร อำนวยความสะดวกต่อผู้มาเยี่ยมเยือน และมีสถานที่กางเต๊นท์บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา และบริเวณลานดูดาว จองบ้านพักที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร.0-2562-0760 ป่าไม้จังหวัดน่าน โทร.0-5471-0815หรืออุทยานแห่งชาติดอยภูคา โทร.0-1224 -0789 0-5470-1000 ....เที่ยวเมืองน่านครั้งหน้า ต้องมาให้ "ถึง" เมืองปัวนะคะ