ชวนหวานใจไปดูงาน "พิธีวิวาห์ใต้สมุทร" ที่ เมืองตรัง

ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

"ชีวิตที่อยู่โดยไม่มีความรัก...มันก็เหมือนกับการไม่มีชีวิตอยู่" (A life without love, Is no life at all life at all) เป็นคำพูดของพระเอกในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่ตอกย้ำให้ "หนุ่มโสด-สาวโสด" ต้องแสวงหาคู่ชีวิตของตนเองให้เจอ ในช่วงเทศกาลเดือนแห่งความรักของทุกปี แม้ไม่ได้เป็นวันสำคัญของไทย แต่ก็เป็นวันเวลาที่หลายคนเฝ้ารอคอย คู่รักเตรียมวางแผนเดินทางท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้า เพื่อหาเวลาไปพักผ่อนด้วยกัน และเก็บวันเวลาที่ประทับใจไว้ย้อนรำลึก หรือเติมเต็มความรักที่ขาดหายไป

เพื่อนรักนักดำน้ำเคยบอกไว้ว่า ในชีวิตรักสักครั้งหนึ่งเขาจะต้องไปแต่งงานในโลกใต้ทะเลให้เต่า กุ้ง ปูและปลาอิจฉาให้ได้ เพราะได้แรงบันดาลใจมาจาก ความรักของนักดำน้ำคู่หนึ่ง ที่เคยมาร่วมกิจกรรมดำน้ำเก็บขยะใต้ทะเล เชื่อว่าเป็น บุพเพสันนิวาส ให้มาพบและรักกัน จนเป็นที่มาของการจัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทรครั้งแรกเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2539) โดยมี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และ สุรินทร์ โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าจังหวัดตรังในสมัยนั้นเป็นเจ้าภาพจัดงานให้

ดิฉันที่ได้รับเชิญจาก คณะผู้จัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทรครั้งที่ 16 ประกอบด้วย จังหวัดตรัง หอการค้าจังหวัดตรัง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นเจ้าภาพจัดงานขึ้น ภายใต้แนวคิด "16ปีแห่งความรัก" ให้เดินทางไปดูงานกิจกรรมท่องเที่ยวและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของชาวตรัง พร้อมกับคู่บ่าวสาวที่จะมาร่วมงาน เพื่อต้อนรับเดือนแห่งความรัก และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตรังด้วย ดิฉันตอบรับทันทีโดยไม่ลังเลเลยค่ะ

เริ่มออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วย สายการบินนกแอร์ DD7460 เวลา 15.10 น. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ก็ถึงสนามบินตรัง เป็นเที่ยวบินที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง สุริยาภา บุนนาค ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายสื่อสารองค์กร และ วสิษฐ์ ด้วงสงค์ ผู้จัดการแผนกสื่อสาร สายการบินนกแอร์ หนึ่งในภาคเอกชนผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน เดินทางไปพร้อมกับคณะสื่อมวลชนและกลุ่มเซเลบริตี้ โดยมีทีมประชาสัมพันธ์การจัดงานฯ บริษัทมนตรีพีอาร์ จำกัด (ตรี-บีม-แก๊ป) เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกให้ตลอดการเดินทาง 4 วัน 3 คืน

เมื่อมาถึงสนามบินตรัง สลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง ให้การต้อนรับและนำขึ้นรถโค้ชปรับอากาศใช้เวลา 15 นาที ก็ถึงที่พัก โรงแรมธรรมรินทร์ธนา โดยมี คุณจุฑาวิณี เจริญสุข ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารกลุ่มโรงแรม ให้การต้อนรับด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

เวลา 19.00 น.เป็นงานเลี้ยงต้อนรับคณะสื่อมวลชนและเซเลบริตี้ ที่ห้องตรังธนา คอฟฟี่ช็อปของโรงแรม สุรินทร์ โตทับเที่ยง ประธานกรรมการบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) และผู้ริเริ่มการจัดงานวิวาห์ใต้สมุทร ได้มอบหนังสือ ชีวิตเหนือลิขิตฟ้า (สะท้อนหลักคิดและการดำเนินชีวิต 6 ทศวรรษและการสร้างตำนานปุ้มปุ้ยปลายิ้ม) กับหนังสือ พาใจกลับบ้าน ผลงานการเขียนของ อุทัยวรรณ โตทับเที่ยง มอบให้ทุกคนเป็นที่ของระลึกด้วยค่ะ

สลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง กล่าวว่า งานวิวาห์ใต้สมุทรจัดขึ้นเป็นปีที่ 16 แล้ว มีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์และสอดคล้องกับความประสงค์ของคู่บ่าวสาว ในทุกปีเมื่อเสร็จสิ้นการจัดงานแล้ว จะมีการประเมินผลสำเร็จ และสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่มเติม กิจกรรมในแต่ละปีมีจะลักษณะผ่อนคลาย เพื่อให้คู่บ่าวสาว มีภาพความทรงจำที่ดีติดตรึงใจไปนานเท่านาน

"งานวิวาห์ใต้สมุทรปีแรกประสบความสำเร็จมาก จากนั้นก็มีนักดำน้ำที่เป็นคู่รักจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาร่วมงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทรที่จังหวัดตรังทุกปี และใน พ.ศ.2543 เราคิดว่าน่าจะเป็นปีที่ทำให้คนรู้จักงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทรเมืองตรังมากขึ้น มีคู่บ่าวสาวมาร่วมงานมากถึง 30 คู่จาก 29 ประเทศ สามารถทำลายสถิติโลกและบันทึกเป็นสถิติโลกไว้ใน The Guinness Book Of World Records พร้อมกับได้รับรางวัล Pate Gold Waward ด้านการประชาสัมพันธ์ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยมาก ทำให้เมืองตรังโด่งดังเป็นที่รู้จักและได้ถูกบันทึกไว้ในแผนที่โลกว่า เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่ง"

ได้ชมการสาธิตเมนูแนะนำ แกงส้มเมืองตรัง และราดหน้าซูเปอร์เส้นใหญ่ ซึ่งต้องไม่พลาดที่จะสั่งมารับประทาน เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ให้เกียรติมาร่วมงานด้วยในบรรยากาศผู้ว่าฯพาชิม แล้วชวนกันออกไปท้าพิสูจน์ โรตีเมืองตรัง กับน้ำชา-กาแฟ และนมสดที่ตลาดถนนคนเดินหน้าสถานีรถไฟตรังให้อิ่มอุ่นก่อนนอน มีของกินของอร่อยมากมายจำหน่ายในราคาเหมาะสมจะคึกคักมากในวันสุดสัปดาห์

วันที่สอง รับประทานอาหารเช้าแล้วทุกคนมาพร้อมกันที่บริเวณหน้าโรงแรม เพื่อออกเดินทางไปสนามบินตรังและร่วมพิธีต้อนรับ คู่บ่าวสาวจำนวน 34 คู่ ที่จะเดินทางมาถึงในเวลาประมาณ 09.00 น. มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะมี คู่รักคนดัง มาเข้าพิธีวิวาห์ใต้สมุทรครั้งที่ 16 นี้ด้วยคือ คุณพ่อ คุณแม่ ของวู้ดดี้ (วุฒิธร มิลินทจินดา พิธีกรคนดัง) และ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กับแฟนหนุ่มนักแข่งรถ

พิธีต้อนรับคู่บ่าวสาว ณ สนามบินตรัง ตามแบบวัฒนธรรมไทย มีขบวนกลองยาว และการแสดงมโนห์ราหรือโนราของปักษ์ใต้ ที่สร้างความประทับให้กับคู่บ่าวสาว ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงเมืองตรัง จากนั้นจะมีผู้ใหญ่ของจังหวัด (ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง ฯลฯ) ผู้แทนของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน คณะผู้จัดงานวิวาห์ใต้สมุทรมาคล้องมาลัยต้อนรับ และถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกัน

คู่บ่าวสาวขึ้นรถโค้ชปรับอากาศไปร่วมงาน พิธีปลูกต้นไม้แห่งความรัก ณ สวนรวมพรรณไม้แห่งความรัก ภายในสวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) อำเภอย่านตาขาว เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างคู่บ่าวสาวกับจังหวัดตรัง อันหมายถึงความมั่นคงและร่มเย็นของชีวิตคู่ ปีนี้กำหนดให้ ต้นศรีตรัง เป็นต้นไม้แห่งความรักและผูกพันของคู่บ่าวสาวให้ปลูกร่วมกันคู่ละ1ต้น พร้อมมอบ ใบรับรอง Green Will Certificate ให้กับทุกคู่ด้วย แล้วนำคณะคู่บ่าวสาวไปรับประทานอาหารกลางวัน และเข้าพักที่โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา

ในช่วงบ่าย (13.30 น.) มีการสาธิตทำขนมเปี๊ยะยิ้มธรรมรินทร์ โดยเชฟของโรงแรม และมี ไกรสิน โตทับเที่ยง เป็นผู้ให้ข้อมูลพร้อมลงมือทำขนมเปี๊ยะยิ้มด้วยตนเองในโอกาสพิเศษนี้ แล้วยัง (แอบ) บอกถึงเคล็ดลับการทำขนมให้อร่อยและน่ารับประทานด้วยค่ะ หลายคนที่ได้ลองชิมแล้วติดใจจนต้องสั่งซื้อกลับไปเป็นของฝากคนละหลายกล่อง ขนมนี้มีวางจำหน่ายที่ ร้านรอยยิ้ม เท่านั้น (ชั้น 1 โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา และสนามบินตรัง) แล้วยังมี ขนมซ้อยิ้ม และขนมไหว้พระจันทร์ ที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้กัน

เวลา 16.00 น.คู่บ่าวสาวแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยพื้นเมืองที่สวยงาม เพื่อไปเข้าพิธีรดน้ำสังข์และขบวนพาเหรด พิธีรดน้ำสังข์ จัดขึ้น ณ ลานสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติ วงเวียนพะยูนโดยเชิญแขกผู้มีเกียรติและญาติให้มาร่วมรดน้ำสังข์อวยพร เป็นการแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของไทย พิธีแห่ขันหมาก และขบวนพาเหรดของคู่บ่าวสาว จัดขึ้นท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาวตรัง จากเทศบาลนครตรัง ผ่านหอนาฬิกา หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองตรัง ตำนานการนัดพบของหนุ่มสาววัยรุ่น (รุ่นคุณปู่ คุณย่า และคุณตา คุณยาย) ไปจนถึงตลาดถนนคนเดินหน้าสถานีรถไฟตรัง

สถานีรถไฟตรัง (สถานีรถไฟกันตัง) แห่งนี้คือ จุดเริ่มต้นในการสร้างทางรถไฟสายใต้ เป็นสถานีหลักเช่นเดียวกับสถานีรถไฟสงขลาและบ้านดอน สร้างขึ้นไปบรรจบกับการก่อสร้างจากสถานีธนบุรีลงมาที่ชุมพร เป็นการเชื่อมเมืองท่าสำคัญเข้ากับเมืองหลวง เคยเป็นโรงงานชั่วคราวในการประกอบรถจักรและล้อเลื่อนขนถ่ายชิ้นส่วนจากต่างประเทศมาขึ้นที่ท่าเรือกันตัง ในสมัยเริ่มต้นการรถไฟของเมืองสยาม ร่องรอยแห่งความรุ่งเรืองของสถานีรถไฟยังพอมีให้เห็นอยู่ อย่างน้อยก็คือตัวอาคารที่ทำการสถานีที่ยืนยันถึงอดีตครั้งเริ่มต้นโดยมิลบเลือน

ชาวตรังที่เข้าร่วมใน ขบวนแห่ขันหมากจะแต่งกายให้สวยงามด้วยชุดผ้าไทยพื้นเมือง และร่ายรำตามจังหวะดนตรี มีขบวนเด็กคู่แฝดชาวเมืองตรังแต่งกายชุดนานาชาติ เดินนำขบวนพาเหรดของคู่บ่าวสาว ตลอดสองข้างทางมีนักเรียนและนักศึกษามายืนโบกธงวิวาห์ใต้สมุทรพร้อมโปรยดอกไม้และกระดาษสี กล่าวคำอวยพรและแสดงความยินดีให้กับคู่บ่าวสาวที่เดินผ่านเข้ามา โดยมีวงดุริยางค์และวงดนตรีไทยร่วมกันบรรเลงให้บรรยากาศคึกครื้นด้วยค่ะ

กิจกรรมภาคค่ำ (19.00น.) งานเลี้ยงต้อนรับคู่บ่าวสาว หรือ "งานกินเหนียว" จัดขึ้นที่สวนทับเที่ยง สวนสาธารณะแห่งใหม่ของจังหวัดตรัง ที่หวังจะประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น มีการแสดงบนเวทีโดยบ้านสกุลนาฏศิลป์ และบรรเลงเพลงโดยวง Wind Band ของโรงเรียนบูรณะรำลึก เวลาประมาณ 21.00 น.คณะคู่บ่าวสาวพร้อมสื่อมวลชนเดินทางกลับที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัย

พิธีกินเหนียว หมายถึงการบอกกล่าวให้คนทั่วไปรับรู้ว่า คู่รักกำลังจะมีงานแต่งงาน พิธีกินเหนียวนี้จัดขึ้นก่อนงานเลี้ยงฉลอง งานนี้มี ข้าวเหนียวมูนกะทิ และแกงไก่ เป็นอาหารหลัก เชื่อกันว่าจะทำให้ คู่บ่าวสาวและครอบครัวของทั้งสองฝ่ายรักกันเหนียวแน่น เปรียบเสมือนรสชาติที่กลมกล่อมที่มีทั้ง หวาน มัน เค็ม เผ็ด (เล็กน้อย) และมีสีสันสวยงาม

วันที่สาม เป็น พิธีจดทะเบียนสมรสใต้ทะเล สำหรับ คู่บ่าวสาวที่จะดำน้ำ ขึ้นรถแล้วไปลงเรือที่ท่าเรือปางเม็ง เพื่อไป เกาะกระดาน (เกาะแห่งความรัก) มีกิจกรรมแรกที่ต้องทำคือ การร่วมกันปล่อยหอยมือเสือ สัตว์น้ำที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ถือเคล็ดและความเป็นสิริมงคลเพื่อให้คู่บ่าวสาวได้มีชีวิตอยู่ร่วมกันไปจนแก่เฒ่า แล้วจึงดำน้ำลงไป จดทะเบียนสมรสใต้ทะเล และรดทรายมงคล (ทรายสังข์) โดยมีนายทะเบียนรออยู่

คู่บ่าวสาวที่ไม่ได้ไปดำน้ำ และสื่อมวลชนไปท่องทะเลตรัง เล่นน้ำทะเลกับ ฝูงปลาสลิดหิน ที่มารุมตอดกินขนมปังที่ใช้เป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้ฝูงปลาว่ายเข้ามาหา ชมถ้ำมรกต โดยต้องเกาะหลังลอยคอต่อแถวกันเป็นเส้นยาวลอดโพรงถ้ำแคบๆ คดเคี้ยวและมืดเป็นระยะทาง 80 เมตร อาจทำให้บางคนหวาดหวั่นและระทึกใจ แต่ความตื่นตาตื่นใจจะเข้ามาแทนที่ทันทีเมื่อถึงปากถ้ำมรกต

คนที่เข้ามาถึงจะได้พบกับ หาดทรายขาวสะอาด และ น้ำทะเลใสสีเขียวมรกต โอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชัน ผนังแต่งแต้มเป็นลวดลายสีเขียวขจีของใบไม้ มีฟ้าสีครามเป็นเสมือนหลังคาครอบคลุมไว้ เหล่านี้คือความงามที่ได้รับจากธรรมชาติ และได้รับการยกย่องให้ติดอันดับโลก เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวอยากมาเยือน พักผ่อนกันพอสมควรแก่เวลาแล้วจึงออกมา เพื่อรับประทานอาหารกลางวันที่ทีมงานได้จัดเตรียมไว้ให้บนเรือ ก่อนเดินทางกลับที่พัก

งานเลี้ยงฉลองพิธีวิวาห์ ณ หาดวิวาห์ใต้สมุทร บรรยากาศเต็มไปด้วยความรัก พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าบริเวณชายหาดระหว่างซอกผาสูงและน้ำทะเล รอบบริเวณจัดงานตกแต่งไว้สวยงาม มี เสียงเพลงรักบรรเลงโดยนักดนตรี มี แสงเทียนในโหลแก้วใสหลากสีสัน ส่องแสงเป็นประกาย วางเรียงกันไว้ริมหาดทรายและบนโต๊ะ มี ริบบิ้นสีสวยที่ปลายทั้งสองข้างผูกกระดิ่งใบเล็กสีทอง ติดไว้ แล้วโยงกับกิ่งก้านของต้นไม้ใกล้บริเวณจัดงาน พอโดนลมพัดก็จะสั่นไหวส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ให้ได้ยินเป็นระยะๆ

คู่บ่าวสาวแต่งกายด้วยชุดสวยงามตามสไตล์ ปาร์ตี้ริมหาดทราย มาถึงบริเวณจัดงานจะได้รับการต้อนรับด้วยการสวมมาลัยคล้องคอโดยคณะผู้จัดงาน พร้อมรับเครื่องดื่มสีฟ้าและสีชมพู ก่อนเดินผ่านซุ้มประตูมุกแก้ว มีเด็กคู่แฝดในชุดกระโปรงสีชมพูน่ารัก ในมือถือตะเกียงส่องแสงไฟนำทางให้เข้าสู่งานเลี้ยง

ช่วงเวลาที่รอคอยคือ เมื่อพิธีกรกล่าวเชิญให้คู่บ่าวสาวเปิดอ่าน ข้อความที่เขียนถึงความในใจที่มีต่อกัน แล้วใส่ไว้ในขวดแก้วใสใบเล็ก หลายคู่ซาบซึ้งถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ บางคู่แอบอมยิ้มและหัวเราะให้กัน จากนั้นเป็นการปล่อยโคมลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า เพื่ออธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้นำพาให้ชีวิตคู่เจริญรุ่งเรืองและสว่างไสวเหมือนโคมที่ลอยสูงขึ้นไป สุดท้ายคือ การจุดพลุดอกไม้ไฟกลางทะเล เพื่อประกาศถึงความรักและความผูกพันที่มีต่อกันค่ะ

วันที่สี่ เป็นกิจกรรมนำเที่ยว ลอดท้องมังกรทอง ใน ถ้ำเลเขากอบ ภูเขาขนาดเล็กมีทะเลน้ำจืดอยู่ภายใน ที่เหลือช่องระหว่างผืนน้ำกับผนังเพียงแค่พอลอดผ่านไปได้เท่านั้น และ ต้องนอนแบนราบไปกับพื้นของเรือให้ได้มากที่สุด เพราะผนังถ้ำลงมาใกล้จนเกือบประชิดติดใบหน้าและลำตัว น่ากลัวแต่ก็ท้าทายค่ะ ภายในมีหินงอกหินย้อย ที่โดดเด่นคือหินลูกชิ้นไม้เสียบ หินลอดท้องช้าง หินตา หินยาย ม่านมโนราห์ และ ห้องหอเจ้าสาว ที่เชื่อกันว่าคนที่ยังไม่แต่งงาน แล้วมาขอพรกับเตียงนอนเจ้าสาวที่อยู่ภายในห้องหอจะได้แต่งงาน (ซะที) ค่ะ

จรัญ ชื่นในธรรม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานจังหวัดตรัง (ดูแลพื้นที่ จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล) เล่าให้ฟังว่า คู่บ่าวสาวที่เคยมาร่วมกิจกรรมพิธีวิวาห์ใต้สมุทร มีความประทับใจในรูปแบบการจัดงาน และการต้อนรับของชาวตรังในแต่ละปีจึงมีคู่บ่าวสาวมาร่วมงานซ้ำในปีถัดมา บางคู่มาติดต่อกันหลายปีทีเดียว

"หอการค้าจังหวัดตรังเป็นหน่วยงานแรกที่ริเริ่มการจัดงานวิวาห์ใต้สมุทรขึ้นมา และจัดงานอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง เป็นต้นแบบให้หลายจังหวัดนำไปจัดงานที่สอดคล้องกับภูมิประเทศและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น เช่น งานแต่งงานและจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง (จังหวัดสุรินทร์) งานวิวาห์ล้านบัว (หนองหาน อำเภอกุมวาปี จังหวัดอุดรธานี) วิวาห์ปีนผาหารัก (จังหวัดปราจีนบุรี) วิวาห์เหาะ (จังหวัดสกลนคร) วิวาห์ในม่านเมฆ (จังหวัดนครศรีธรรมราช)"

ชาวตรังมีความศรัทธาที่เกี่ยวข้องกับความรัก เช่น ศาลเจ้าพ่อท่ามกงเอี๋ย เชื่อว่าท่านจะให้โชคเรื่องของการมีบุตรได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อได้มาขอพรแล้วประสบผลสำเร็จตามคำอธิษฐานจะต้องถวาย หมูย่างเมืองตรัง เป็นสิ่งแสดงความขอบคุณ ศาลท่านท้าวมหาพรหม หน้าโรงแรมธรรมรินทร์ ธนา เป็นพระพรหมหน้ายิ้ม กราบแล้วชีวิตคู่จะราบรื่นแจ่มใส ถวายผลไม้ได้ทุกชนิด แต่ห้ามถวายเนื้อสัตว์

ความรักและความงาม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสน่ห์ตรัง แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ วิถีของชาวตรัง ซึ่งผสมผสานกันมายาวนาน ระหว่างวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวไทยพุทธ และไทยมุสลิม แล้วออกมาในรูปแบบของ อาหารการกิน อันเป็นเอกลักษณ์ เช่น อาหารเช้าแบบชาวตรัง จะประกอบด้วย แต่เตี้ยม (ติ่มซำหลากหลายชนิด) หมู่ย่างเมืองตรัง ชา และกาแฟโบราณ ขนมจีน เป็นต้น ส่วนโรตี เป็นขนมหวานของชาวไทยมุสลิม เป็นที่นิยมและเป็นที่มาของคำว่า "เมืองตรังคนช่างกิน"

ความเรียบง่าย ที่เป็นเอกลักษณ์แฝงอยู่รอบๆ ตัวเมือง ตั้งแต่ อาคารเก่า ที่ได้รับอิทธิพลการก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส ตลาดสดยามเช้า จุดศูนย์รวมผู้คนจากต่างอำเภอ นำสินค้าจากไร่ สวน ทะเล และริมรั้วบ้านมาวางจำหน่าย ไปจนถึงรถโดยสารอันเป็นเอกลักษณ์ของตรัง รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ ซึ่งอยู่คู่กับเมืองตรังมาตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

หลายคนคงอยากจะเก็บกระเป๋าออกเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ตรังกันแล้ว ตรังเป็นจังหวัดที่มาท่องเที่ยวได้ตลอดปีค่ะ แต่หากต้องการมาสัมผัสความงามของทะเลตรัง จะมีช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี และเพราะวันนี้...เมืองตรังไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้ปรากฏในแผนที่หัวใจของคนไทยทั่วประเทศและคนทั่วโลก แล้วเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันจะมาเยี่ยมเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วคุณล่ะ...พร้อมหรือยัง