"จันทคาธชาดก" ณ วิหารวัดหนองบัว

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ทิวทัศน์ท้องทุ่งเขียวขจีในเวลาเย็นย่ำที่มีแสงส้มอ่อนเหลือบแดงทาบทาริมปลายขอบฟ้า มีทิวเขาสีน้ำเงินอ่อนแก่คดโค้งกั้นเป็นขอบอยู่ไกลๆ ส่งให้ภาพสองฟากฝั่งถนนสายออกจากตัวเมืองน่าน ผ่านอำเภอท่าวังผา สวยจนเรามองเพลินทำให้ขับรถเลยป้ายบอกทาง "ชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดหนองบัว" ไป จึงต้องเบรครถกันตัวโก่ง ก่อนค่อยๆตีโค้งกลับมา เพื่อเลี้ยวเข้าซอยแยกลงจากถนนใหญ่ แดดเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ขณะที่เราผู้ดั้นด้นมาจากเมืองหลวง ใช้ระยะทางเกือบหกร้อยกิโลเมตรกว่าจะมาถึงที่นี่ ได้แต่แอบภาวนาในใจว่า...ขออย่าให้วิหารปิด...

เส้นทางแคบลงไปตามความลึกของถนน ยิ่งขับรถเข้าไปลึกมากขึ้น ถนนก็เหลือทางแคบแค่พอรถสองคันผ่านกันได้แบบเกือบเบียด สองฟากทางเป็นหมู่บ้านชาวไทยลื้อ มีบ้านหลังใหญ่ปลูกใหม่ขนาดสี่-ห้าห้องนอนสไตล์โมเดิร์นแบบที่เราพบเห็นกันในกรุงเทพฯ ดูโดดเด่นแตกต่างจากวิวทุ่งหญ้า นาข้าว และใบยาสูบที่อยู่โดยรอบ ว่ากันว่าเศรษฐกิจแถบนี้ดี ชาวบ้านจึงสามารถปลูกบ้านใหม่หลังใหญ่กันหลายสิบหลังคาเรือนภายในระยะเวลาปีกว่าๆที่ผ่านมา ขับรถตามเส้นทางไปอีกไม่นานนัก ก็เลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถป้ายสีแดงตัวอักษรสีทองภาษาไทลื้อ บอกชื่อวัดหนองบัว ตั้งเด่นอยู่กลางลานกว้าง แม้เป็นเพียงแค่วัดเล็กๆในหมู่บ้าน ลักษณะวิหารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา มีการตกแต่งภายในตัวอย่างเรียบง่าย แต่วิหารวัดหนองบัว ก็เป็นสถาปัตยกรรมพื้นบ้านไทยล้านนาที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง และมีจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่สวยงาม และหาชมได้ยากยิ่ง

วัดหนองบัวเป็นวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านหนองบัว ตั้งอยู่ในหมู่บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ไปตามเส้นทาง 1080 เลี้ยวซ้ายที่ กม.40 ข้ามสะพานแล้วเข้าไปอีก 3 กิโลเมตร จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านทำให้สันนิษฐานได้ว่าวัดไทลื้อแห่งนี้ เดิมตั้งอยู่ที่ริมหนองบัว (หนองน้ำประจำหมู่บ้าน) ซึ่งอยู่ห่างจากที่ตั้งวัดปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ 500 เมตร บัดนี้ไม่มีซากโบราณสถานเหลืออยู่เลย วัดหนองบัวสันนิษฐานว่า สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.2405 โดยการนำของครูบาหลวงสุนันต๊ะร่วมกับชาวบ้านหนองบัวสร้างขึ้น

แม้จะเป็นเวลาใกล้ค่ำ แต่เหมือนกับตุ๊เจ้าจะได้ยินคำร้องขอ ประตูวิหารวัดหนองบัวยังเปิดกว้าง ให้ผู้รอนแรมเดินทางมาไกลทั้งสามคนได้เข้าไปกราบไหว้พระประธานองค์ใหญ่ เบื้องฐานพระประธานประดิษฐานพระพุทธรูปล้านนาองค์เล็กอยู่หลายองค์ มีบุษบกแกะสลักเล่นลวดลายสมัยล้านนาอยู่ด้วย หลังจากกราบพระแล้วเราก็เดินชมภาพแต่ละภาพทุกด้านของผนังวิหาร ชื่นชมในเส้นสายและสีสันอ่อนโยนละมุนตา ที่สล่าผู้เขียนงานแต่ละภาพขึ้นมานั้นต้องใช้ทั้งฝีมือ ความใจเย็นและจินตนาการมากมายในการสร้างสรรค์งานชิ้นเอกที่กลายเป็นจิตรกรรมประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นหลังต้องตามมาศึกษา ประวัติวัดหนองบัวและประวัติจิตรกรรมไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ การสืบประวัติจะต้องอาศัยข้อมูลจากสองทางคือ สืบจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่และสืบจากการสังเกตจากรายละเอียดที่แสดงไว้ในภาพเขียน (คัดลอกจากเอกสารประวัติวัดหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน)

การสืบประวัติจากคำบอกเล่า ท่านพระครูมานิตย์บุญการ หรือ ครูบาปัญญา ผู้เป็นชาวบ้านหนองบัวโดยกำเนิดถือว่าเป็นผู้รู้ท่านหนึ่งได้เล่าไว้ว่านายเทพผู้เป็นบิดาของท่านได้เป็นทหารของเจ้าอนันต๊ะยศ เจ้าผู้ครองนครน่านในขณะนั้น( เจ้าอนันต๊ะยศ ครองเมืองน่านเมื่อ พ.ศ.2395 -2434 ) ต่อมานายเทพได้ติดตามทัพไปรบที่เมืองพวนซึ่งเป็นเมืองในแคว้นหลวงพระบาง หลังจัดการศึกเรียบร้อยแล้วจึงยกทัพกลับเมืองน่าน นายเทพได้นำช่างเขียนลาวพวนชื่อว่า ทิดบัวผัน มาเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัวแห่งนี้ โดยมีพระภิกษุวัดหนองบัวชื่อ แสนพิจิตร และนายเทพเป็นผู้ช่วยเขียนจนเสร็จ

การสืบประวัติจากรายละเอียดของจิตรกรรม ภาพเรือกลไฟและรูปทหารชาวฝรั่งที่ผนังด้านทิศเหนือเป็นสิ่งที่สามารถ นำมาประเมินอายุของจิตรกรรมได้ ตามประวัติของเรือกลไฟว่าเรือกลไฟมีแหล่งกำเนิดในยุโรปและอเมริกา ในประเทศไทยมีหลักฐานในจดหมายเหตุหลายแห่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเรือกลไฟใช้ตั้งแต่ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงสันนิษฐานว่าช่างเขียนคงเห็นและนำแบบมาเขียนไว้ และยังมีรูปปืนยาวแบบฝรั่งคือมีดาบติดปลายปืนด้วย เดิมคนไทยรู้จักใช้ปืนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา รูปแบบปืนมีปลายกระบอกยาวแต่ไม่ปรากฏว่ามีดาบปลายปืน ปืนที่ตัดดาบปลายปืนเป็นแบบฝรั่งที่นำมาใช้แพร่หลายในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 ถึง รัชการที่ 5 เป็นต้นมา จึงประเมินอายุจิตรกรรมว่าคงอยู่ในราวสมัย รัชการที่ 4 ถึง รัชการที่ 5

เรื่องราวในจิตรกรรมฝาผนังแห่งวิหารวัดหนองบัวนี้เป็นเรื่อง จันทคาธชาดก และเรื่องพุทธประวัติ ซึ่งจันทคาธชาดกนี้ เป็นชาดกนอกนิบาต หรือที่เรียกว่าปัญญาสชาดก (พระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า) เป็นนิยายคติธรรมเก่าแก่อันดับที่ 11 ในหนังสือปัญญาสชาดกปัจฉิมภาค ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกว่า "ค่าวธรรม"หมายถึง คำประพันธ์ที่เน้นเรื่องชาดก หรือนิยายธรรมที่แต่งเป็นเรื่องยาวสำหรับใช้เทศน์ให้ชาวบ้านฟังที่วัดเพื่อให้ข้อคิดหรือหลักธรรม ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี ปราชญ์แห่งล้านนา ได้ศึกษา "วรรณกรรมล้านนา" ไว้มาก มีเรื่องย่อของเรื่องจันทคาธชาดก (จันทฆาตกชาดก) รวมไว้ในหนังสือชื่อ "วรรณกรรมล้านนา" กล่าวว่า

"ครอบครัวเข็ญใจครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองจัมปานครมีบุตรชาย 2คน ชื่อสุริยฆาตกะและจันทฆาตกะ ครั้งหนึ่งเกิดกันดารอาหารทั่วไป บุตรทั้งสอง ยังเล็กอยู่จับปูมาได้ 4 ตัว มาจี่ไฟกิน แต่จันทฆาตกะร้องขอกินปูทั้งหมด สองคนพี่น้องจึงถูกไล่ออกจากบ้าน และได้ผจญภัยต่างๆ มากมาย สุริยฆาตกะและจันทฆาตกะได้ยาวิเศษที่ชุบชีวิตคนได้ จึงเป็นเหตุให้สองพี่น้องได้ธิดาของเจ้าเมืองหลายเมืองเป็นภรรยา ภายหลังทั้งสองได้นำทองคำบรรจุในกระบอกไม้ไผ่ไปแลกกับแตงของพ่อแม่ และได้มอบทองคำให้กับชาวบ้านที่เคยให้ที่พักและอาหารแก่ตน ต่อมา สุริยฆาตกะได้เป็นเจ้าเมืองกาสี และจันทฆาตกะก็ได้ผจญภัยอีกมาก ได้ภรรยาอีกหลายนาง จนท้ายที่สุดได้อยู่ครองเมืองอนุมัตตินคร โดยมีราชบุตรนามว่า "ทุคคตขัติยวงสา" ผู้มีรูปงาม มีปัญญา และมีกำลังมากกว่าจันทฆาตกะมเหสีของทุคคตขัติยวงสาชื่อนางแก้ววัณณพิมพาแห่งเมืองมิถิลา เมื่ออายุมากแล้ว จันทฆาตก็ได้มอบเมืองให้ทุคคตขัติยวงสาปกครองสืบมา"

วรรณกรรมชาดกเรื่อง จันทคาธ ได้ปรากฏอยู่ใน "ปัญญาสชาดก" หมายถึงชาดกห้าสิบเรื่อง ซึ่งเชื่อกันว่าแต่งโดยภิกษุชาวเชียงใหม่ไว้เป็นภาษาบาลี ในภาคที่สอง เรื่องที่11 เรื่อง "จันทคาธชาดก" ต้นฉบับเดิมเป็นคัมภีร์ใบลานจำนวน50 ผูก และสันนิษฐานว่าจะเขียนขึ้นในช่วง พ.ศ.2000 ถึง2200 ซึ่งเป็นช่วงที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากในล้านนา ประกอบกับงานทางด้านวรรณคดีและวรรณกรรมในล้านนาก็เจริญถึงขีดสุดจนส่งอิทธิพลไปยังอาณาจักรอื่นๆ เช่น ล้านช้าง จันทคาธชาดก เป็นนิทานธรรมที่สอนให้กุลบุตรและกุลธิดาเอาแบบอย่างจริยธรรมที่ดีงามเช่น การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ความกตัญญูกตเวที ความซื่อสัตย์สุจริต และความเมตตากรุณาเป็นต้น

จิตรกรรมฝาผนังทุกแห่งย่อมเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้น โดยเฉพาะความเป็นชาวบ้าน ซึ่งมีลักษณะเรียบง่าย จิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัวแห่งนี้ก็ได้ทำหน้าที่สะท้อนความเป็นอยู่ของผู้คนสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการแต่งกาย โดยเฉพาะการแต่งกายของผู้หญิงที่นุ่งผ้าซิ่นลายน้ำไหล หรือผ้าซิ่นตีนจกที่สวยงาม และปัจจุบันยังเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของชาวไทลื้ออีกด้วย จิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัวนับว่ามีคุณค่าทางศิลปะและ ความสมบูรณ์ของภาพใกล้เคียงกับภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ในเมืองน่าน จนเชื่อกันว่าเขียนขึ้นด้วยช่างสกุลเมืองน่านผู้เดียวกัน

สำหรับประวัติของบ้านหนองบัวแห่งนี้ เป็นหมู่บ้านชาวไทลื้อที่สืบเชื้อสายมาจากเมืองล้าแคว้น สิบสองปันนา มลฑล ยูนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีความเป็นมาโดยย่อดังนี้ จุลศักราช 1184 (พ.ศ.2365 ค.ศ.1822 ร.ศ.41) แคว้นสิบสองปันนาเริ่มเกิดสงครามสู้รบแย่งชิงอำนาจกันระหว่างเจ้ามหาวังและเจ้าหม่อมน้อย ซึ่งเป็นอากับหลานทำให้แคว้นสิบสองปันนาได้แตกแยกเป็นสองฝ่าย เมืองทางฟากตะวันออกของแม่น้ำโขงประกอบด้วยเมืองล้า เมืองอูไต้เมืองอูเหนือ เมืองเชียงของ เมืองบาง และเมืองลึง เป็นกำลังของฝ่ายเจ้าหม่อมน้อย เจ้าหม่อมน้อยหวั่นเกรงว่าจะพ่ายแพ้จึงขอรับการสนัยสนุนกำลังทหารจากพระเจ้าล้านช้างร่มขาวแห่งเมืองล้านช้าง พระเจ้าล้านช้างร่มขาวได้ส่งกำลังไปร่วมจำนวนสามพันนาย และขอรับการสนับสนุนจากเมืองน่านอีกทางหนึ่ง ซึ่งไดรับการช่วยเหลือจากเมืองน่านเช่นกัน พระเจ้าอชิตวงศ์ขณะนั้นเป็นเจ้าราชบุตรและเจ้าราชายังเป็นเจ้าคำมน ทั้งสองท่านได้นำกำลังทหาร 70 นาย ไปตั้งหลักอยู่ที่ปากแงนในเมืองหลวงปูคา (สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศลาว)เพื่อเตรียมเข้าช่วยเหลือกองกำลังเจ้าหม่อมน้อย ขณะที่ตั้งหลักอยู่ที่ปากแงนนั้น เจ้าหม่อมน้อยได้มอบหมายให้พระยาอรินทร์และราชาไชยวงศ์ นำเงินจำนวนหนึ่งหมื่น ไปซื้อช้างจากพระเจ้าล้านช้างร่มขาว แต่เมื่อมาพบกับพระเจ้าราชบุตร และเจ้าคำมนเสียก่อน ท่านทั้งสองจึงอาสาป็นธุระจัดซื้อให้ท้าวโลกานำทูตของเจ้าหม่อมน้อยมาพบเจ้าฟ้าหลวงเมืองน่านเพื่อขอความเมตตาในการซื้อช้าง ซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลือซื้อช้างได้ถึง 6 เชือก

เมื่อวันเพ็ญเดือนหก (บันทึกในสมุดข่อยไม่ได้ระบุว่าเป็นจุลศักราชใด) กองกำลัง ลื้อ ลาว ชาวน่าน ได้นัดกันบุกเข้าโจมตีกองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวัง รบกันเพียงสองวัน เมืองล้าฝ่ายเจ้าหม่อมน้อยแตก ซึ่งตรงกับเดือนหกแรมสองค่ำ กองกำลัง ลื้อ ลาว ชาวน่านแตกกระจัดกระจายไปคนละทิศ ละทาง กองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวังตามบดขยี้อย่างไม่ลดละ ไล่ติดตามมาถึงปากน้ำแรม เจ้าราชบุตรและเจ้าคำมนพลัดหลงกันที่นั่น เจ้าราชบุตรพาพวกครัว(เสบียง) ถอยร่นมาเรื่อยๆ ซึ่งกองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวังได้เปรียบเชิงยุทธ เมื่อถึงภาวะคับขัน ฝ่ายเจ้าราชบุตรและพวกเมืองล้าจำเป็นต้องทิ้งช้างเสีย เหลือเพียงม้าตัวเดียว เจ้าราชบุตรและพวกครัวถอยร่นมาถึงบ่อหลวง เมื่อถึงบ่อหลวงแล้วให้นึกเสียดายช้าง จึงขอให้เจ้าเมืองล้าช่วยติดตามไปเอาช้างนาที่แผงจางคืนมา เจ้าเมืองล้าได้จัดกำลังสองร้อยนาย ให้ท้าวนันต๊ะ เสนาและหมื่นเทพ ยกกำลังไปติดตามเอาช้างมาจนได้มา 2 เชือก ณ ที่บ่อหลวงแห่งนี้ กำลังของเจ้ามหาวังตามมาประชิดเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง 1 วัน กับ 1 คืน ฝ่ายเจ้ามหาวังหนีแตกเข้าป่าไป กำลังเจ้าราชบุตรและพวกเมืองล้า ได้ถอยร่นมาจนถึงท่าแสงและพักอาศัยอยู่ที่นั่น 5 วัน เจ้าคำมนซึ่งพลัดหลงกับเจ้าราชบุตรที่ปากน้ำแรมได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง กล่าวถึงวกเมืองล้าที่หนีตามเจ้าราชบุตรมาเมื่อถึงเมืองน่านแล้วจึงตั้งหลักทำมาหากินในที่บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง และบ้านดอนมูลปัจจุบัน

หลังจากเดินชมความงดงามของศิลปะทั้งจิตรกรรม ปฏิมากรรมและสถาปัตยกรรมจนอิ่มใจแล้ว เราก็เคลื่อนรถไปด้านหลังวัดหนองบัว ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการวัฒนธรรมสายใยชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและขายผ้าซิ่น ทอมือ พื้นเมืองของชาวน่าน ทั้งยังเป็นจุดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านในชุมชน เสียดายแต่ว่าเวลาไม่ให้โอกาสเราได้รื่นรมย์ไปมากกว่านี้อีกแล้ว พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ขณะที่ชาวบ้านปิดประตูนอนกันแต่หัวค่ำตามวิถีชนบท เราจึงต้องถอยรถกลับออกมาจากหมู่บ้านหนองบัว โดยแอบให้กำลังใจตัวเองไว้ว่า...หากได้มาเยือน "วัดหนองบัว" อีกครั้ง คงมีโอกาสนุ่งซิ่นฝ้ายลายน้ำไหล นั่งอิ่มเอิบใจชมจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวจันทคาธชาดกบนฝาผนังวิหารนี้ให้นานเท่านาน