บันทึกของ แอนน์ แฟรงค์

แอนน์ แฟรงค์ เขียน : จำเนียร สิทธิดำรง แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

อยากบอกว่าหลงรัก แอนน์ แฟรงค์ ไม่ว่าเธอจะอยู่แห่งหนไหนก็ตาม ฉันเชื่อว่าผู้อ่านหนังสือของเธอต่างก็มอบความรักอันมากมายส่งทอดด้วยหัวใจไปถึงเธอ และภาวนาให้เธอกับครอบครัวและเพื่อนชาวยิวมีความสุขมากที่สุด

สมุดบันทึกปกแข็งที่บอกเล่าเรื่องราวในที่หลบซ่อนลับ ความคิดในเรื่องต่างๆ และสงครามโลกครั้งที่ 2 แอนน์ แฟรงค์ เขียนหนังสือเก่งมาก บันทึกของเธอเป็นบันทึกดีที่สุดบันทึกหนึ่งเท่าที่ฉันเคยอ่าน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าใด ทุกคนที่ได้อ่านบนทึกของแอนน์ จะคิดถึงเธอด้วยความรักเสมอ

สงครามยังมีอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่หายไปคือศีลธรรม

ประโยคในบันทึกที่แอนน์เขียนถึงสงคราม ได้ตรง แจ่มชัด สงครามไม่ใช่ความฉลาดที่จะดื้อรั้นเพื่อเอาชนะอีกฝ่าย แต่สงครามคืออาวุธบรรดามีที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อการทำลายล้าง ฉันเกลียดสงคราม ใครๆก็เกลียดชังสงคราม แต่สงครามก็ยังมีอยู่บนโลกและสร้างความปวดร้าว การสูญเสียให้กับมนุษย์

ทว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 ( พ.ศ.2482 - 2488) คือมหายุคของความโหดเหี้ยมทิ่ฮิตเล่อร์ได้กระทำไว้แก่ชนชาติยิว เมื่อปี 2476 ครอบครัวของแอนน์อพยพจากเยอรมนีเพื่อหลบลี้จากฮิตเล่อร์ แต่ที่สุดชาวยิวก็ไม่สามารถหลบหนีจากความเหี้ยมโหดได้ ชาวยิวในเนเธอแลนด์ ถูกกระทำจากกฎหมายลิดรอนสิทธิ์ต่างๆจากอำนาจของฮิตเล่อร์ แอนน์เขียนไว้ในบันทึกว่า

"ครอบครัวของเราประสบความทุลักทุเลเรื่อยมาตั้งแต่ฮิตเล่อร์ออกกฎหมายต่อต้านยิว ทุกคนอยู่กันด้วยความหวาดผวา ครั้นถึงปี 1938 เป็นต้นมาความสุขสบายของเราแทบไม่เหลืออยู่เลย 

หลังจากฮอลแลนด์ยอมจำนนต่อฮิตเล่อร์ ทหารเยอรมันก็หลั่งไหลเข้ามาเต็มเมือง พวกยิวเริ่มเดือดร้อนกันทัวหน้า"

เมื่อพี่สาวของเธอ มาร์กอต ถูกเรียกตัว ซึ่งหมายความว่าจะถูกส่งไปที่ค่ายกักกันชาวยิว วันรุ่งขึ้นครอบครัวของแอนน์ก็หนีออกจากบ้านสู่ "ที่หลบซ่อนลับ" ซึ่งพ่อของเธอได้จัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แม้แอนน์จะไม่ได้เผชิญกับสงครามโดยตรง แต่การที่ต้องหลบตัวอยู่ในบริเวณจำกัด ห้ามทำเสียงดัง เข้าห้องน้ำเป็นเวลา ต้องจำกัดอาหารการกินและขาดแคลนอาหารในบางครั้ง ความรู้สึก ความคิดต่างๆในที่หลบซ่อนอันคับแคบนี้ 

แอนน์เขียนบันทึกหลังวันเกิดสามวัน เธอเกิดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ขณะเริ่มเขียนบันทึกที่เธอตั้งชื่อให้ว่า "คิตตี้" แอนน์มีอายุ 13 ปี ครอบครัวของเธอมั่งคั่งร่ำรวย วันเกิดของเด็กหญิงที่กำลังจะเริ่มต้นวัยสาว กำลังมีความสุข รื่นเริงเบิกบานเต็มไปด้วยของขวัญจากครอบครัวและเพื่อนฝูง บันทึกเมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน มีข้อความบางส่วนแอนน์เขียนว่า

"ทว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2482 - พ.ศ.2488) คือมหายุคของความโหดเหี้ยมทิ่ฮิตเล่อร์ได้กระทำไว้แก่ชนชาติยิว ครอบครัวของแอนน์อพยพมาอยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ ปัจจุบันคือเนเธอร์แลนด์"

แอนน์บันทึกไว้

HOLOCAUST เป็นคำที่ใช้กันอย่างทั่วไป โดยหมายถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเป็นจำนวนถึง 6 ล้าน คนในระหว่างสงคราม ซึ่งนี่คือหนึ่งในแผนการการกำจัดและถอนรากถอนโคนชาวยิวให้หมดสิ้นไปจากโลก นอกเหนือจากชาวยิวที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในแผนการนี้แล้ว กลุ่มพวกยิปซี กลุ่มคนพิการ รวมถึงพวกเกย์ ก็ยังเป็นเป้าสังหารอีกด้วย แผนการนี้ก่อตั้งและดำเนินการโดยผู้นำเยอรมันขณะนั้น นั่นก็คือ Adolf Hitler 

ครอบครัวของ แอนน์ แฟรงค์ เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด พ่อของเธอคือ Otto Frank เกิดที่เมือง Frankfurt ในขณะที่ Edith Frank แม่ของแอนน์เกิดที่เมือง Aachen ในเยอรมนีเช่นกัน ครอบครัวแฟรงค์เป็นครอบครัวที่มีฐานะดีและมีการศึกษา โดยนายออตโต และนาง Edith Frank พยายามปลูกฝังให้ลูกทั้งสองคน นั่นคือ แอนน์และพี่สาวของเธอ มาร์กอต เป็นคนรักการอ่านหนังสือ ปลูกฝังให้เรียนรู้ภาษาต่างประเทศเพื่อที่จะสามารถสื่อสารได้หลายภาษา ทั้งสองอบรมเลี้ยงดูลูกโดยให้อิสรเสรีและเปิดกว้างทางความคิด ส่วนตัวนายออตโตเองนั้น เนื่องจากประกอบธุรกิจและมีความสนใจในข่าวสารบ้านเมืองจึงสามารถมองการณ์ไกล เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองและสงคราม ท้ายที่สุดจึงอพยพย้ายครอบครัวทั้งหมดจากเยอรมนีมาที่เมือง Amsterdam ฮอลแลนด์หรือที่เรียกว่า Netherlands ในปัจจุบัน นอกจากนี้ นายออตโต แฟรงค์ ยังมีการเตรียมที่ซ่อนลับไว้ให้กับครอบครัวของตนเพื่ออยู่อาศัยยามมีเหตุฉุกเฉินอีกด้วย

หลังจากที่ครอบครัวของแอนน์ย้ายมาอยู่ที่ Amsterdamไม่นาน สถานการณ์เกี่ยวกับการสงครามก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น เยอรมันเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของชาวยิว แม้จะเป็นชาวยิวที่อยู่นอกประเทศเยอรมนีเองก็ไม่สามารถหลีกพ้นจากการคุกคามดังกล่าวได้ โดยสามารถสังเกตจากสิ่งที่แอนน์เขียนลงไปในบันทึกเกี่ยวกับการที่ชาวยิวทุกคนจะต้องติดดาวสีเหลืองไว้ที่ปกเสื้อ เพื่อแสดงความเป็นยิว หรือการที่ชาวยิวถูกตัดสิทธิ์ในการใช้สาธารณูปโภค เช่น รถราง เป็นต้น 

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ครอบครัวแฟรงค์ต้องตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ในที่ซ่อนลับนั้น สืบเนื่องมาจากการที่ มาร์กอต พี่สาวของแอนน์ถูกเรียกตัวเพื่อเข้าไปอยู่ในค่ายสำหรับกรรมกร ครอบครัวแฟรงค์จึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ซ่อนลับในวันรุ่งขึ้น นอกจากครอบครัวแฟรงค์จะอาศัยอยู่ในที่ซ่อนลับแห่งนี้แล้ว ยังมีครอบครัววานดาน ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก 3 คน อาศัยร่วมอยู่ด้วย หลังจากย้ายไปประมาณหนึ่งปี นายทันตแพทย์ Fritz Pfeffer ก็เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของที่ซ่อนลับ ซึ่งเพิ่งมาสมทบกับสมาชิกเดิมภายหลัง

แม้บันทึกของ แอนน์ แฟรงค์ จะไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างสงคราม ความโหดร้าย และเรื่องเศร้าต่างๆที่ชาวยิวประสบโดยรวมออกมาได้อย่างชัดเจนนัก เนื่องจากตัวแอนน์เองต้องเก็บตัวอยู่ภายในที่ซ่อนลับ ไม่มีโอกาสได้มองเห็น หรือสัมผัสกับเรื่องราวเหล่านั้นโดยตรง แต่เรื่องราวก็สะท้อนความยากลำบากในการดำรงชีวิต ความหวาดกลัวที่ตนเองและสมาชิกในที่ซ่อนลับทุกคนรู้สึกในยามสงคราม ความเครียดที่เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะที่กดดัน สมาชิกทั้งหมดอาศัยอยู่ในชั้นบนของสำนักงานโดยไม่สามารถออกไปไหนได้เลยเป็นเวลากว่า 25 เดือนหรือราวๆ 2 ปี

โดยรวมบันทึกของ แอนน์ แฟรงค์ จะมีเนื้อหาหนักไปทางบันทึกประจำวัน ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ได้สะท้อนเรื่องราวการดำรงชีวิตของชาวยิวผู้โชคร้ายซึ่งหลบซ่อนอยู่อย่างหวาดผวา การจำกัดเรื่องการเข้าห้องน้ำที่เป็นเวลา เรื่องการใช้น้ำและไฟที่ต้องระมัดระวัง อาหารการกินรวมไปถึงการเคลื่อนไหวร่างกายซึ่งไม่สามารถกระทำได้อย่างอิสระ สิ่งเหล่านี้เป็นการจำกัดที่มีผลกับชีวิตของคนเรามากกว่าการจำกัดสิทธิใดๆ ที่คนในปัจจุบันอย่างเราจะพึงนึกถึงได้เสียอีก 

เนื่องจากภาวะกดดันและสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าปรารถนา บันทึกฉบับนี้จึงมีเนื้อหาหลายตอนที่แสดงเรื่องราวพฤติกรรมต่างๆของสมาชิก การจัดการกับความเครียดและเคราะห์กรรมที่ต้องประสบ หลายๆตอนแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง หรือแม้แต่แอนน์ ซึ่งเป็นเด็กวัยรุ่นอายุเพียง 14 -15 ปี ที่มีต่อบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็น แม่ พี่สาวของตน รวมถึงสมาชิกอื่นๆภายในที่ซ่อนลับ เรื่องน่าเศร้า ความกดดัน ความเครียดจากการดำรงชีวิตอยู่ที่ต้องเผชิญ รวมถึงการพึ่งพาตนเองในด้านต่างๆ ทั้งอารมณ์ความรู้สึก และความคิดต่อเรื่องราวรอบตัว สะท้อนผ่านข้อเขียนในบันทึกนี้ ได้ทำให้แอนน์มีความคิดเหนือเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน และได้บ่มเพาะความมีลักษณะเฉพาะของ แอนน์ แฟรงค์ ได้ชัดเจนอย่างไม่น่าเชื่อ

แม้แอนน์จะเป็นเด็กผู้หญิงที่มีอายุเพียง 13 ปี ในวัยที่เริ่มเขียนบันทึก แต่เธอก็มีความคิดและมุมมองที่กว้างไกลมีความคิดสลับซับซ้อนและลึกซึ้ง ซึ่งแตกต่างจากบุคลิกที่เธอแสดงออกภายนอก แอนน์มีความคิดต่อต้านเรื่องการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ มีความไม่พอใจต่อความเห็นแก่ตัวของสมาชิกหลายๆคนที่อาศัยอยู่ในที่ลับ มีความคิดเรื่องผู้ใหญ่ที่ดีในอุดมคติ รวมไปถึง "แม่จ๋า" บุคคลที่เป็นแม่ในอุดมคติของเธอด้วยเช่นกัน แอนน์สามารถสังเกตบุคลิกของสมาชิกคนอื่นๆและมองออกว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนเช่นไร ช่างสังเกตและวิเคราะห์วิจารณ์ มีมุมมองที่ชัดเจนในเรื่องความรักและบุคคลอันเป็นที่รัก 

จากบันทึกฉบับนี้ทำให้เราทราบว่า แอนน์ แฟรงค์ ใฝ่ฝันอยากจะเติบโตไปเป็นนักเขียนหรือนักหนังสือพิมพ์ในอนาคต ซึ่งหลักฐานและผลงานการเขียนจากบันทึกฉบับนี้ของเธอก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ดี ว่าเธอสามารถทำงานในลักษณะนี้ได้ดีเพียงใด สารภาพตามตรงว่าวิธีการเขียน การใช้ภาษาอันสละสลวย (แม้จะเป็นหนังสือแปล) และการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกจากมุมมองของเด็กผู้หญิงคนนี้นั้นไม่ธรรมดา แต่กลับพิเศษและมีเสน่ห์จนยากที่จะเชื่อว่าผู้เขียนมีอายุเพียง 13 ปีจริงๆ 

เสียดายที่เธอจากไปในวัยเพียง 15 ปีที่ค่าย Bergen-Belsen แม้โชคดีที่เธอไม่ต้องเข้ารมแก๊สเนื่องจากมีอายุเกินกว่าที่กำหนด แต่ก็โชคร้ายที่โรคไข้ทรพิษ คร่าชีวิตเธอไปก่อนที่ค่ายกักกันจะถูกปลดปล่อยเพียงไม่กี่อาทิตย์ มิฉะนั้นแล้วเราคงได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของ แอนน์ แฟรงค์ อีก และฉันก็เชื่อเหลือเกินว่างานเขียนของเธอก็คงน่าประทับใจไม่ต่างจากบันทึกที่เธอทิ้งไว้ให้ฉบับนี้ 

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าใด ฉันคนหนึ่งที่จะคิดถึงเธอด้วยความรัก แอนน์ แฟรงค์