พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รัก

สกู๊ปพิเศษ

 

สกู๊ปพิเศษ
กนธี
พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รัก
3.
...เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระองค์ท่านสอน ผมก็พยายามเขียนรวบรวม เป็นตำราหรือว่าอะไรขึ้นมา ทฤษฎีที่ผมเรียนจากเมืองนอก ผมไปมาหมดแล้ว World Bank อาจารย์เสนาะส่งผมไปเรียนอะไรต่อมิอะไร ไม่ใช่พอกลับมาเมืองไทยถึงได้รู้ เรื่องทฤษฎีใหม่...มีวันหนึ่งพระองค์ท่านตรัสว่า ทรงแต่งนวนิยายเอาไว้เรื่องหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งกับปู่ ไปทำบุญที่พระพุทธบาท แล้วขากลับมาแวะวัดวัดหนึ่ง จากองค์พระพุทธบาทเข้ากรุงเทพฯ หลังจากทำบุญทำทานเสร็จแล้ว ให้ลองไปหาวัดนี้ซิ อุ๊ย!!! เรื่องนวนิยายนะ จะให้ผมไปหาวัด...สาหัสสากรรจ์
...พระองค์ท่านเล่าเป็นนวนิยาย แต่ให้เราไปหาวัด จึงออกเดินทางมาระยะเวลากี่อึดใจไม่รู้ วัดเส้นทางจากพระพุทธบาท แล้วลงไปหาสิ ผลสุดท้ายไปเจอวัดวัดหนึ่ง วัดนั้นชื่อวัดมงคล ก็กลับมาเล่าถวายว่า...เจอวัดนี้ ลักษณะนี้ พระองค์ท่านบอกว่าใช่แล้ว ถ้าอย่างนั้นไปซื้อที่มา แต่อย่าบอกใครนะว่า มูลนิธิฯซื้อ ไม่เอา...พระเจ้าแผ่นดินซื้ออย่าไปบอก ผมก็ปลอมตัวไป ปลอมตัวเป็นพ่อเลี้ยง อุตส่าห์เปลี่ยนรถใหม่ รถแลนด์สมัยนั้นดีที่สุด แล้วเข้าไปที่หมู่บ้านที่วัดมงคล พอเข้าไปถึงก็ขอซื้อที่ ทำยังไงชาวบ้านก็ไม่ยอม เล่าเรื่องให้ฟังว่า นี่โบสถ์ไม่เสร็จ ปรึกษากับรองเจ้าคณะจังหวัดแล้ว ท่านดูดวงผูกดวง ท่านบอกไม่เป็นไรหรอก กว่าโบสถ์จะเสร็จ ต้องมีพวกบุญหนักศักดิ์ใหญ่จะมาช่วย เล่ากันอะไรต่อมิอะไร
...เริ่มจากนิทานพระเจ้าอยู่หัวนะ ออกมาเป็นจินตนาการเป็นเหมือนสตอรี่ ก็ไปนั่งเจรจาเราจะมาซื้อแต่ไม่ยอมขาย เรานั่งกัน 3-4 คน ข้างหลังมีปฏิทินบริษัทห้างร้าน ก็มีภาพพระเจ้าอยู่หัว แล้วมีหน้าเราสลอนเลย 4-5 คนที่นั่งอยู่ แล้วมันก็ปรากฏอยู่ที่ปฏิทินของชาวบ้าน เจรจาไปเจรจามา ไม่ขายๆ เขาเหลือบดูปฏิทินจากข้างหลังเรา แล้วก็มองหน้าเรา แล้วมองปฏิทิน แล้วมองหน้าเรา เอ๊ะ!!! ทำไมหน้ามันเหมือนกัน ตอนหลังความแตก เอ๊ะ!!! เหมือนกับคนนี้ เป็นคนคนนี้ เป็นเรื่องตลก พอผลสุดท้ายแกก็ขาย...ขายที่
...แล้วตอนนั้นผู้ที่ใจบุญก็ถวายเพิ่ม ก็เป็นต้นตอของทฤษฎีใหม่นั่นเอง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะทฤษฎี เพราะพอทำเสร็จแล้ว เราก็ขุดบ่อก่อน ขุดสระก่อน พระองค์ท่านทรงบอก คนต้องกินข้าวนะ ที่อีกแปลงที่เขาถวายมานั้น ลองปลูกข้าวซิ ปลูกข้าวเสร็จ ที่ที่เหลือให้ด้านหลังปลูกเป็นกล้วย ส้ม ปลูกหมด ตะไคร้ พริก หอม กระเทียม ปลูกให้ครบถ้วนหมด วันเสด็จฯไปพระองค์ท่านบอก เออ!!! มันดีนะนี่...มีสระน้ำ ฝนทิ้งช่วงก็เอาน้ำในสระมาใช้ได้ มีของกิน เหมือนมีร้านชำส่วนตัว เหมือนมีเซเว่นอีเลฟเว่นอยู่หลังบ้าน แล้วพอลงไปในบ่อปลา...ก็มีปลา เออ!!! ดีนี่ เอ้า!!! นี่เขาเรียกว่า ทฤษฎีใหม่ บางครั้งความคิดต่างๆออกมา แล้วกลายเป็นทฤษฎี โดยอาจเป็นความบังเอิญก็ได้ ตอนหลังเลยกลายเป็นทฤษฎีขึ้นมา
...จนกระทั่งปรากฏอยู่หลังธนบัตร ที่ท่านพิมพ์ลงไปนั่นละ นี่คือเล่าประวัติให้ฟัง อย่างน้อยคนก็จะได้ทราบ ผลสุดท้ายพระองค์ท่านเสด็จฯไปทอดพระเนตร แล้วทรงชอบพระทัย ก็กลายเป็นที่เรียนรู้เลย เวลานี้ทฤษฎีใหม่ก็กระจายไปทั่วประเทศเหมือนกัน หมายความว่า มีดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่ในแปลงดินของตัวเอง ที่เราพังพินาศจากการพัฒนา เพราะไปผูกโยงกับเงิน พอเงินเสร็จสรรพ ดูเป็นสินค้า ไม่ได้ดูเรื่องการเกษตร ไม่ได้ดูวิถีชีวิต...ดูเป็นสินค้า ปลูกข้าวอย่างเดียว ปลูกอ้อยอย่างเดียว ปลูกยางอย่างเดียวหมด ลืมไปว่าตัวเองต้องกินด้วย ผลสุดท้ายพระองค์ท่านบอก Reverse Process เรากินก่อนได้ไหม พอเรามีกินเสร็จ เอาละ!!! ค่อยจะไปอะไรหรือเพื่อขาย...ก็เชิญเถิด ฉะนั้นตอนนี้เกิดการันตีอะไร ภูมิคุ้มกัน หรือว่าทฤษฎีใหม่ เกิดขึ้น
...ราคายางจะตกหรือไม่ตก ราคาอ้อยจะตกหรือไม่ตก อะไรต่อมิอะไร...ไม่มีปัญหา มีกิน ชีวิตมีการันตีแล้ว เห็นไหมครับ!!! ง่ายๆอย่างนี้ เพราะฉะนั้นทรงสอนเป็นเรื่องธรรมชาติแบบธรรมดามาก สองคำนี่ก็มี ธรรมะ มาปรากฏอยู่ด้วย ธรรมชาติ...ธรรมดา เพราะฉะนั้นอย่าให้ชีวิตหลุดออกจากสองคำนี้ บางทีระหว่างการเสด็จฯก็เจอเหตุการณ์อะไรต่อมิอะไร ชวนให้เราหัวเราะนะ ไปทางปักษ์ใต้ดินเป็นกรด...มันเปรี้ยว พระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงนั่งฟัง พอเฝ้าฯเสร็จอะไรต่อมิอะไร รับสั่งถามชาวบ้านว่า ดินแถวนี้เปรี้ยวไหม ชาวบ้านก็เงยหน้าขึ้นมา...ไม่เคยกิน (หัวเราะ) พระองค์ท่านก็ทรงพระสรวล...เราถามไม่ดี เราถามไม่ดี
...ถามเป็นกรดมั้ย แต่ทรงใช้คำถามแบบชาวบ้าน...เปรี้ยวไม่เปรี้ยว แต่ชาวบ้านก็พาซื่อเลย...ไม่เคยกิน (หัวเราะ) ดินภาคใต้เป็นกรด สูบน้ำออกนำกรดกำมะถันขึ้นมากรอง จนกระทั่งเป็นที่มาของโครงการ 'แกล้งดิน' แกล้งให้เปรี้ยวจนสุดสุดแล้ว Reverse Process จนกระทั่งดินจืด เดี๋ยวนี้ดินแถวนั้นเพาะปลูกได้ จากข้าวไม่เคยได้กินเลย บัดนี้ได้ 50-60 ถัง กล้วยรับเสด็จ...นี่เป็นสายพระเนตร...นั่นไม่มีอะไรพลาด สังเกตเรื่องเล็กเรื่องน้อย คนส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มองข้ามอะไรต่อมิอะไรไปเยอะ อีกงานที่เสด็จฯไปที่หมู่บ้านหนึ่ง ที่หมู่บ้านนั้นแจ๋วจริงๆ ถนนหนทางเรียบ สองข้างทางนั้น มีกล้วย มีอ้อย ขึ้นเต็มสองข้างทางเลย
...เรากราบบังโคมทูล...หมู่บ้านนี้ดีจริงๆ เขาปลูกไม่มีที่ว่างเว้นเลย ขอบถนนยังมีกล้วยมาปลูกเลย พระองค์ท่าน...เฮอะ!!! กล้วยรับเสด็จ เราก็เอ!!! ทำไมกล้วยรับเสด็จ เราก็ทำไมพระพุทธเจ้าค่ะ พระองค์ท่านว่า ก็ดูปลีมันซิ ปลีที่มันงอก เอา!!! เราก็ดูปลี อ๊ะ!!! มันก็แตกมาจากยอดนะ มันก็เหมือนปลีกล้วยธรรมดา นี่ดูความลึกซึ้งของพระองค์ท่าน ที่รู้จักดิน น้ำ ลม ไฟหมด พระองค์ท่าน...เห็นรึยังดูปลีมัน เราก็เห็นพ่ะย่ะค่ะ เป็นไง....ก็มีแตกไปทุกต้น ถ้าท่านสังเกตดีๆนั้น ปลีกล้วยจะแตกไปทิศเดียวกัน ถ้าผมจำไม่ผิดหันไปทางทิศตะวันตก หากเราไปสวนกล้วย จะเห็นปลีกล้วยหันไปทิศเดียวกันหมดเลย
...แต่ปลีกล้วยวันนั้นนะ มันเป็นว่านสี่ทิศเลย ออกหมดตะวันออกตะวันเอิกอะไร เพราะอะไร...ฝังเมื่อวานนี้ (หัวเราะ) พระองค์ท่านถึงรับสั่งว่า 'กล้วยรับเสด็จ' นี่คนฝังคงลืมไป หรือไม่ทันละเอียดพิถีพิถัน หรืออาจไม่รู้ด้วยซ้ำไป ว่า กล้วยออกทิศเดียวกัน ฝังไปปลีกล้วยไปทางทิศเหนือก็มี ตะวันออก ตะวันตกอะไรไม่รู้ เหมือนว่านสี่ทิศเลย แต่ไม่รอดสายพระเนตร ฉะนั้นกล้วยรับเสด็จไม่มีจริงหรอก อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นการฝึกเราไปในตัว ว่าไปไหนต้องพิถีพิถัน ช่างสังเกตสังกา อย่าให้อะไรรอดสายตาไปได้นะ เราจะได้เป็นที่พึ่งให้เขาได้ นี่อย่างเราไปช่วยเหลือ ผมรับประกันเลย ทีมไหนไปก็ไม่เหมือนกับทีมเรา พอทีมเราไป...แน่นอนมีถุงยังชีพ
...แต่ในถุงยังชีพมีเกือบครบหมดทุกอย่าง สมเด็จพระเทพฯ...ต้องมีถุง 4 ขนาด ทำไมต้อง 4 ขนาด ถุงใหญ่ใส่ของ ถุงกลางใส่ผ้าเปียก ถุงเล็กเผื่อมีข้าวของอะไร แล้วถุงเล็กสุด...ไว้อึหรือไว้ขี้ (หัวเราะ) รอบคอบหมด ละเอียดหมดเลย พอไปถึงปรากฏมีอยู่บ้านหนึ่ง เพิ่งคลอดลูกเมื่อวานนี้...ให้ช่วยหน่อยเถอะ ไม่มีนมให้ลูกกิน เพาะถ้าเกิดช็อกขึ้นมาอะไรต่อมิอะไร ประหลาดใจมากเลย...เรามี เรามีนมเป็นแพ็ค นมสำหรับเด็กอ่อนส่งให้ แถมมีแพมเพอร์สส่งให้อีก...งง ว่าเอ!!! ทำไมรู้ได้อย่างไร ก็โอ้!!! จนชินแล้ว คือ ทุกอย่างต้องพร้อมหมด ใครเรียกร้องอะไรมา ถึงแม้ว่าเป็นการจ่ายไม่ปกติ...ก็ไม่เป็นไร มีเตรียมการไว้หมดทุกอย่าง ยาเยออะไรต่อมิอะไร...มีพร้อม กระทั่งเด็กๆที่ไปล่วงหน้าก็มี อีกวันถามเจอพลูกับหมาก
...ปรากฏว่า ในศูนย์พักพิงมีคนแก่กินหมาก เด็กก็อุตส่าห์ไปซื้อมาให้นะ โถ่นาย!!! คนอดหมากนะ เหมือนอดเหล้าอดบุหรี่...มันแย่นะ อ่ะ!!! โอ.เค. (หัวเราะ) มีใบหมากให้ทุกคนมีความสุข เท่าที่จะทำได้นะ ภาพนี้ก็เห็นแล้ว...ลุงวาเด็ง พระสหายแห่งปัตตานี พวกสื่อเขาตั้งกันอย่างนั้น เหตุการณ์ในวันนั้น พระองค์ท่านเสด็จฯไปที่ปัตตานี...ที่คุ้งแฆแฆ ภาษายาวี แปลภาษาไทยว่าลมโชย พระองค์ท่านเสด็จฯไปที่ริมน้ำแห่งหนึ่ง พอเสร็จแล้วบอก...ยืนตรงนี้มันไม่เห็นคุ้งน้ำอีกคุ้งหนึ่ง...ไม่เอา ให้ไปทางนี้...ให้เขยิบจุดที่จะทอดพระเนตรลำน้ำอีกจุดหนึ่ง เราก็ใจหาย ใจหายเพราะเส้นทางนั้น เราไม่ได้คุยไว้ก่อนไปยืนอยู่ตรงนั้น
...เราอยู่บริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นะ อะไรเกิดเราก็ไม่รู้ เราระวังเรื่องความปลอดภัย เรื่อง รปภ. เรื่องอะไรต่อมิอะไร แต่บริเวณตรงนั้นเราไม่ได้เตรียมไว้ แต่เมื่อต้องการเสด็จฯ ก็ต้องนำไปให้ได้ นำไปก็ไปมืดพอดี แล้วเจ้าของบ้านออกมาในสภาพแบบนี้ ชุดปกติครึ่งท่อนมารับเสด็จ (หัวเราะ) ลุงวาเด็งตอนนั้นแกอายุ 80 แล้วมั้ง ตอนนี้ 90 ก็ไม่สบาย ปรากฏว่า พระเจ้าอยู่หัวถามโน่นถามนี่ อะไรต่อมิอะไรไป ผมยืนอยู่ข้างๆนี้ แล้วปรากฏว่า สังเกตเห็นตาแกลอกแลกๆตลอดเวลาเลย หัวก้มมองอะไรต่อมิอะไร เราก็ระวังอยู่แล้ว เพราะอยู่ทางใต้ต้องระวังอะไรที่เกิด มันไม่ควรจะเกิด แต่ไม่แน่เราไม่ประมาท
...ก็เอ!!! ทำไมแกลอกแลกยังงี้ตลอดเวลา สักพักผมอดรนทนไม่ไหว เข้าไปถาม...ลุงดูอะไร เราคิดอกุศลนะ เอาจริงขอรับสารภาพ ว่า มีเจตนาไม่ดีหรือเปล่าเห็นลอกแลกๆ เขาตอบมานี่...เรากิลตี้ในใจเลย ไม่หรอก...ที่ลุงมองโน่นมองนี่ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯถึงบ้าน ไม่รู้จะเอาอะไรถวาย ก็เลยมองหาผลไม้บนต้นไม้ เหลือบไปเห็นต้นทุเรียนมันก็ลูกเล็กนิดเดียว ไอ้เงาะก็ยังติดดอกอยู่เท่านั้น ยังไม่ออกลูกเลย โถ!!! จะหาของถวายพระเจ้าอยู่หัว ตอนนั้นพอเรารู้เรื่อง เราโห!!! กิลตี้ในใจ แล้วก็โล่งอกไป ผมก็เลยหยอกแก เพราะเห็นมีปั๊มน้ำใหม่อยู่อันนึง แกซื้อมาสองหมื่นกว่าบาทมั้ง เอ้าลุง!!! ปั๊มน้ำนี่ไงถวายเลยซิ พระเจ้าอยู่หัวโปรดนะเรื่องน้ำนี่
...เชื่อไหมแกวิ่งขึ้นไปบนบ้าน เอาไขควงมาประแจมาถอดปั๊มถวายพระเจ้าอยู่หัวเดี๋ยวนั้นเลย ห้ามเกือบแย่เลย...พระเจ้าอยู่หัวบอกว่า ไม่เอาๆเขาหยอกเล่น แกก็ยังถอดถวายให้ได้ แล้ววันรุ่งขึ้นที่ผมกลับไปทำงานแถวบ้านแก แกก็จะถอดปั๊มนี่ใส่หลังรถมา ให้ไปถวายพระเจ้าอยู่หัว...สัญญาแล้ว เออ!!! น่ารักจริงๆเลย มีหนังสือพิมพ์ไปสัมภาษณ์ว่า ลุงวาเด็ง...ลุงมีความคิดเห็นยังไงกับการแบ่งแยกดินแดน แกไม่มีการศึกษานะ ดู ฟังคำตอบแกนะ โอ๊ย!!! ไม่เอา ลุงชอบอยู่ที่กว้างๆ ไปแบ่งให้มันแคบ มันไม่สะดวกหรอก เอ่อ!!! แกตอบซื่อๆของแกแบบนี้นะ ลุงก็อยู่แบบนี้เมืองไทยกว้างใหญ่ ตัดให้มันเหลือเล็กๆ คับแคบอึดอัดไม่เอา
...เออ!!! เห็นไหมดูวิธีคิดซิ ซื่อๆง่ายๆบริสุทธิ์ เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เสด็จพระราชดำเนินไปภาคใต้เดือนสิงหาคม...ฝนตกพอดี สิ่งที่เราไปเจออยู่ตลอดเวลาก็คือทาก พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่โดนละเว้น นี่...สมเด็จพระเทพฯกำลังทำอะไรอยู่ ทาก...แกะทากจากพระบาท แล้วดูพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยมั้ย ไม่ทรงสนพระทัยเลย ทากเกาะกี่ตัวก็แล้วแต่ มีอีกวันหนึ่งขบวนรถออกไปล่วงหน้า แล้วมีวิทยุมาได้ยินพระสุรเสียงเลย หยุดขบวนสักประเดี๋ยว...ขอจับตัวยึกยือก่อน ทรงมีพระอารมณ์ขันขนาดนั้น ก็มีตัวหนึ่งมันกระโดดลงจากต้นไม้ เกาะพระศอแล้วติดไว้ แกะเสร็จจอดรถปล่อยลงข้างทาง ทศพิธราชธรรม 10 ประการนั้น ทรงปฏิบัตครบถ้วน
...รู้มั้ยมีอะไรบ้าง...ทศพิธราชธรรม 10 ประการ มีใครรู้บ้าง...เดี๋ยวมีรางวัลให้ ทานัง สีลัง ปะริจจาคัง อาชชะวัง มัททะวัง ตะปัง อะโกธัง อะวิหิงสัญจะ ขันติญจะ อะวิโรธะนัง โอ.เค. ...ไม่รู้ (หัวเราะ) ข้อที่ทศพิธราชธรรม...สีลัง คือ ศีล 5 ข้อ ได้มาปฏิบัติกับแมลง ยุง พวกเราพอเกาะติดเต็มหน้า ผมโดนไหม...โดน ทากใหม่ๆนี่ยาวๆเลย เห็นแล้วเหมือนลูกชิ้นกลมดิ๊ก ส่งสายตาด้วยความเมตตาธรรม พอวางไปที่ขอนไม้แล้วส่งความเมตตาให้อีกที...กระทืบเปรี้ยงเลย ถ้าคิดแบบสามัญชน มันกินเลือดกู กูต้องก็เอาเลือดมึงคืน แต่ตอนหลังๆตามเสด็จพระองค์ท่านมากๆ ไม่แตะสิ่งมีชีวิตอะไรทั้งสิ้น จะเอาจริงๆแล้ว เขามากัดเรา...เราก็แค่ปัดๆไป
...ชีวิตเขาน่ะ...แล้วเราเป็นอาหารเขา ตอนเที่ยงท่านกินอะไร ดูในจานรึเปล่า กินชีวิตทุกวันเลย จะเป็นหมูเห็ดเป็ดไก่อะไรก็กินชีวิตเขา นี่เราก็ไม่ถึงตายหรอก ขอเลือดหยดนิด กินมากหน่อยไม่เกิน 2 ซีซี...ให้เขาไม่ได้ แล้วไม่ต้องใจดีถึงขนาดคืนนี้ไปนอนระเบียงบ้าน แล้วก็ตามสบายเถอะ...ยุงเยิง ไม่ต้องใจดีถึงขนาดนั้น หลบเข้าบ้านเถอะอะไรต่อมิอะไร แต่ไม่ควรไปฆ่าเขา ทศพิธราชธรรม 10 ประการ รวมศีล 5 ไว้ด้วย พระองค์ท่านถือมาก ทรงเป็นนักประดิษฐ์ นักประดิษฐ์นี่จากอะไร จากการอบรมที่เข้มงวดของพระศรีฯ พระองค์ท่านรับสั่งว่า ฉันเสียภาษีตั้งแต่เด็กเลย ได้พ็อคเก๊ตมันนี่ทุกอาทิตย์นั้น สมเด็จพระศรีฯทรงหักเงิน 10 เปอร์เซ็นต์
...แล้วกลางพระตำหนักนั้น มีกล่องอยู่กล่องหนึ่ง พระองค์ท่านทรงเล่าพระราชทานให้ฟังว่า กล่องนั้นพวกเราสามพี่น้อง เรียกว่ากล่องคนจน ได้เงิน 10 เปอร์เซ็นต์ ต้องไปใส่กล่อง เห็นมั้ย!!! พระองค์ท่านสอนให้รู้จักทศพิธราชธรรมข้อแรก...ทานัง ง่ายๆให้รู้จักให้ แล้วพระองค์ท่านทรงสอนความเป็นประชาธิปไตยด้วยนะ พอเงินเต็มกระป๋องเมื่อไหร สมเด็จพระศรีฯจะเรียกประชุมสามพี่น้อง เงินจะไปทำอะไรดี ให้ช่วยกันตัดสินใจ เดือนที่แล้วอาจไปช่วยเด็กกำพร้า ตกลงเต็มกระป๋องเที่ยวนี้...จะให้ไปทำอะไร เห็นไหม!!! เพราะการฝึกอบรมนั่น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก พวกเราสมัยใหม่นี้ ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกของเรา
...ตื่นเช้าพวกเราก็แยกกันคนละทิศคนละทาง ตกเย็นเราก็ไม่รู้...ไปงานนี้งานอะไร ไม่มีเวลาให้ลูกให้หลานสักเท่าไหร ผมว่าเป็นปัญหาสำหรับพวกเราทุกคนนะ แต่สมเด็จพระศรีฯนั้น ทรงเคร่งมาก แล้วอีกเรื่องของเล่น พระองค์ท่านบ่นว่า อยากได้ของเล่นชิ้นหนึ่ง...เงินไม่พอ ไปยืมเงินมหาดเล็กไปซื้อ สมเด็จพระศรีฯเห็นเข้า...โดนสอบเลย เอาเงินมาจากไหน...ขอยืม เชื่อไหม!!! สมเด็จพระศรีฯบอกให้เอาไปคืนเลย แล้วเอาเงินมาคืนมหาดเล็ก ไม่มีไม่ต้องซื้อ ไม่มีไม่ต้องเล่น ตอนเด็กๆพระองค์ท่านทำอะไร ต่อเรือเอง...ทำอะไรต่อมิอะไรเอง นั่นก็ต่อเรือศรีอยุธยาหรือไง ถ้าจำไม่ผิด แล้วต่อเรือบินรีมิเนเตอร์อีกลำนึง ซึ่งเป็นเรือบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ 3
...พระองค์ท่านโปรดมาก...ก็ตั้งไว้ภูมิพระทัย วางไว้เรื่อยๆสมเด็จพระศรีฯบอก...แม่จะเอานะ เรือกับเรือบินนี่ เอาไปประมูลช่วยการกุศล เรานี่เสียดายเราทำมากับมือ แต่แม่ขอก็ต้องให้ แล้วหลังจากนั้นก็ให้ไปประมูล รู้สึกประมูลมาได้หกหมื่นบาท แล้วหกหมื่นบาท สมเด็จพระศรีฯเอามาให้ 10 เปอร์เซ็นต์ของหกพัน เอามาให้พระเจ้าอยู่หัว...บอกค่าทำ พระองค์ท่านบอกว่า เราได้หกพันบาทนี่ เราไปซื้อกล้องถ่ายรูป Voigtlander (โวคแลน
เดอร์) เราก็บอกว่า โวคแลนเดอร์...ซื้อได้รึพุทธเจ้าค่ะ เพราะผมเล่นกล้องเหมือนกัน...มันแพง ใครบอกว่าเราซื้อใหม่ ต้องไปซื้อ Second Hand นี่คือพระเจ้าอยู่หัว
...ทรงฝึกให้เห็นค่าของทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มา กล้องอันแรกของพระองค์ท่าน ก็ได้มาจาก Second Hand พระองค์ท่าน...เป็นพระเจ้าแผ่นดินเต็มพระองค์แล้ว นี่คือนิสัยตั้งแต่เด็กๆแล้วที่ทรงติดมา อีกอย่างที่ทรงเล่นเรือใบ อย่างพระเจ้าอยู่หัวจะมีตังค์ซื้อเรือใบ...จะซื้อกี่ลำก็ได้...ไม่เอา ตอนเด็กๆเคยทำเรือเล่นอะไรต่อมิอะไร ตอนทรงเป็นพระเจ้าแผ่นทรงสร้างเอง สร้างเรือนี่สร้างยากมากนะครับ ก่อนให้มันโค้งไม้โค้งเข้าสลัก ห้อเลือดหมดเลยมือนะ ค้อนตอกผิดโดยนิ้วโดนอะไรต่อมิอะไร...ช้ำหมด ห้อเลือดหมด วันหนึ่งต่อจนเหนื่อยนั่งพิงเรือหลับอยู่ในโกดัง ตอนนั้น มหาดเล็กมองไม่เห็น ปิดประตูใส่กุญแจ ขังพระองค์ท่านไว้อยู่ข้างใน กว่าจะออกมาได้อีกนาน กว่าจะเรียกคนเขามาเปิด
...นี่เล่าถึงความน่ารัก พระองค์ท่านทรงเล่นเรือใบ เล่นเรือใบทำไม ดูผิวเผินนะครับ โอ!!! ทรงเล่นเรือใบเพลิน พระองค์ท่านบอกว่า ฉันเลือกเรือใบ เพราะว่ามันทำให้เรียนรู้สัมผัสกับธรรมชาติ การที่เข้าไปทำงานดูแลดิน น้ำ ลม ไฟ ต้องรู้จักดิน น้ำ ลม ไฟ เรือใบแล่นด้วยอะไรครับ...ด้วยลม ต้องแล่นด้วยใบแน่นอนนะครับ แหม!!! แบงก์ชาติบอกเด็ดขาดว่า ใบ เรือใบมันก็ต้องมีใบ แล่นด้วยลมใช่ไหม เราเห็นไหมครับลม เราไม่เห็นแต่เรารู้สึกไหม...เรารู้สึก ทรงฝึกพระองค์ไหม...แม้แต่การเล่นดนตรีอะไรต่อมิอะไร ทรงมุ่งประโยชน์สุข ทรงเล่นเรือใบ เพื่อเกิดประโยชน์ให้พระองค์ท่านรู้ทิศทางของลม
...ทำไมฉันถึงชนะบ่อย...ฉันรู้ทางของลม พระองค์ท่านตรัส ดูกระทั่งแสงอาทิตย์ส่องลงมาที่ทะเล ส่องเป็นปล่องอย่างนี้ พระองค์ท่านหักหัวเรือใส่เลย ก็ถามว่าทำไม เอ้า!!! ก็แดดมันส่องมาตรงนั้น ตรงนั้นมันก็ร้อน พอร้อนลมมันลอยขึ้น ลมข้างๆก็วิ่งเข้าไปหา...เข้าไปแทนที่ เรือมันอยู่ในเส้นทางลม...มันก็วิ่งของมัน เห็นไหม!!! พระองค์ท่านทรงสอนทุกอย่าง สอนทุกย่างก้าว ทำให้เราไม่รู้...เราก็รู้ ให้ความสำคัญกับดิน น้ำ ลม ไฟ กับผลผลิตที่จำเป็นต่อชีวิตอย่างข้าว เพราะไม่ค่อยแยแส เราเคยเป็นที่ 1ของโลก แต่เดี๋ยวนี้เป็นที่ 1แต่อะไร...ตลาดส่งข้าว ที่เหลือไปหมดแล้ว แล้วเคยนึกถึงชาวนาเขาบ้างไหม แล้วนึกถึงควายไหม
...ใครเขาถามว่า ทำไมตั้งโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เดี๋ยวนี้ผมชอบพูดหยอก เวลามีลูกชอบให้ผมไปฝากให้โรงเรียน ผมบอกว่า จะไปโรงเรียนกินนอนหรือโรงเรียนไปมา ถ้าโรงเรียนไปมาแถวฝั่งธนฯ เพราะมูลนิธิอยู่ฝั่งธนฯ ถ้ากินนอนกาสรกสิวิทย์ที่สระแก้ว ก็แปลเอาสิ...กาสรกสิวิทย์ โรงเรียนควาย วิชาการว่าด้วยควาย แล้วนักเรียนทุกคนนั้น มีทั้งคนและควายที่ไถนา แล้วบังคับให้เจ้าของมาเข้าร่วมด้วย บางทีควายเรียนจบแล้ว ต้องรอเจ้าของ...เจ้าของยังเรียนไม่จบ (หัวเราะ) เจ้าของจบทีหลังตั้งนาน วันหลังลองไปเยี่ยมดูซิครับ เอาฝ่ายสื่อไปทำข่าวกัน...น่ารักดี แล้วก็มีร้านกาแฟชื่อ ควายคะนอง ไปนั่งดูก็ได้สวยดี
...เพราะฉะนั้นให้ความสำคัญกับข้าวมาก เวลานี้ข้าวเราก็แย่ไป ยิ่งน้ำท่วมขังหายไปกี่ล้านไร่ก็ไม่รู้ เมื่อสองวันนี้เห็นข่าวที่ออกมาเป็นโฆษณา ข้าวผัดจานนั้นของกระทรวงพลังงาน แล้วเขาไปหาดาราหรือคนแสดง คนหน้าเหมือนผมเด๊ะเลย (หัวเราะ) แต่ไม่หล่อเท่านะ...คล้ายๆวันหนึ่งเสด็จฯไปที่เขาค้อ ที่เพชรบูรณ์ ไปเปิดอนุสาวรีย์ จนกระทั่งล่วงบ่ายสองโมง พระองค์ท่านก็บอกว่า ไม่อยากเสียเวลา เดี๋ยวขอกลับไปที่ตำหนัก เปิดอนุสาวรีย์เสร็จที่อยู่ในชุดใหญ่ ก็ขอไปเปลี่ยนฉลองพระบาทก่อน เปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าผ้าใบ...ฉลองพระบาทใบ ก็เข้าไป...พอเข้าไปเราก็หิวข้าว ไม่ได้กินตั้งแต่เช้านี่ร่วมบ่ายสองโมงแล้ว
...ก็วิ่งไปที่โรงอาหาร มีข้าวเหลืออยู่ในกระบะสังกะสี ตักๆก็มีจานอยู่หนึ่งจาน...จานนี่ละวางอยู่ อันนี้ Simulate นะไม่ใช่จานจริงๆ ไม่ได้ถ่ายไว้ในวันนั้น อีกคนหนึ่งก็เข้าไปหยิบ มหาดเล็กบอกห้าม...พระเจ้าอยู่หัวบอกหิว อยากได้ข้าวผัดสักจาน ก็ขอดมาจากกระบะที่เหลือ พอเราเห็นที่วางแบบนี้ ก็สภาพแบบนี้ มีต้นหอมมีไข่ดาว พระองค์ท่านทรงเป็นมนุษย์ ทรงหิว ทรงเหนื่อย พระองค์ท่านไม่ยอมให้เสียเวลา ระหว่างที่ทรงเปลี่ยนฉลองพระบาท จะได้อัญเชิญไปให้รีบเสวย เสร็จแล้วพระองค์ท่านก็ทรงงานต่อ นี่คือพระเจ้าอยู่หัว ผมเขียนเล่าให้ฟัง เขาชอบใจเลยขออนุญาตไปทำหนังโฆษณาสั้นๆ ตอนนี้เห็นมั้ย!!! พระเจ้าแผ่นดิน Save Energy
...พระองค์ท่านจะทรงให้ปรุงใหม่ ผัดใหม่ เปิดเตาใหม่อะไรก็ได้...ไม่ต้อง มีไว้ให้ก็ตักมาเถอะ...ประหยัด เรื่องประหยัดนี่ประหยัดจริงๆ พ.ศ.2514 ผมจ้องไปที่ข้อพระหัตถ์ อยากรู้ว่าทรงใช้นาฬิกาอะไร จ้องจนกระทั่งทรงรู้พระองค์ อยากรู้เหรอ อยากเห็นอ่ะดูซะ ยี่ห้อใส่แล้วโก้ (หัวเราะ) ยี่ห้อนี่มันออกเสียงอย่างนี้ละ ราคา 750 บาท ไม่เห็นจะต้องโรเล็กซ์อย่างของเราเลย พวกเรานี่ต้องโรแหลก ซื้อทีไรกระเป๋าแหลกทุกที ขอให้เดินตรงไม่เป็นไร ดินสอใช้จนกุด...ไม่เปลี่ยน ปีหนึ่งใช้ 2 แท่ง ยาสีฟันบีบจนหมด พอมหาดเล็กอัญเชิญหลอดใหม่วาง...กริ้วมาก บอกให้กลับไปเอามา พระองค์ท่านรับสั่งว่า เหลือตรงกระเปาะนี่ใช้ต่อได้อีก 3 วัน
...ทรงเอาด้ามแปรงดันเข้าไปหรือยังไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) ดันจนเกลี้ยง พระเจ้าแผ่นใช้อย่างไรก็ได้...ทรงไม่ ละเอียด ประหยัด ฉลองพระบาทนี่ ไม่กี่ร้อยบาท Made in Thailand พวกที่ตามเสด็จไนกี้ อาดีดาส พูม่า แบบเด้งได้ มีแรงส่งดึ๊ง มีอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปโน้นแล้ว นี่ยังเด้งดึ๋งดั๋งๆอยู่เลย...ไปไม่ทันสักคู่ คู่ละสองพันสามพัน ของพระองค์ท่านไม่กี่ร้อยบาท เห็นไหมครับ!!! เราคอยเอาอย่างพระองค์ท่าน ฉลองพระบาทข้างบนยังดีอยู่ ข้างล่างเปลี่ยนซ่อม ร้านอยู่ที่ราชวัตรนี่แหละ เจ้าของร้านเอาของเก่าขึ้นแท่น...กราบสามครั้ง ทรงเปลี่ยนใหม่แล้วให้ใช้ได้ต่อ เป็นเราๆก็ทิ้งแล้ว
...โปรดสุนัขเลี้ยงของพระองค์ท่าน...ทองแดง ลูกๆนี่ผมจำไม่ได้ มีสองครอก ครอกละเก้า (หัวเราะ) กลุ่มหนึ่งชื่อ ทองชมพูนุท ทองเอก ทองม้วน ทองอัฐ ทองพลุ ทองหยิบ ทองนพคุณ ทองทัด ทองหยอด แล้วเก้าตัว...เก้าสุนัขนั้น...ท่านเชื่อมั้ยครับ พระองค์ท่านจำได้หมดเลย ตัวไหนเกิดก่อนตัวไหน ตัวไหนเกิดทีหลัง ห่างกันกี่นาที จำได้หมด แล้วอีกครอกหนึ่งก็ 9 เหมือนกัน แปลกมาก ทองแดงนี่ออกทีละ 9 ไม่ต้องไปแทงหวยนะครับ อีกครอบครัวอันนี้เป็นขนม แต่ว่าอีกครอกหนึ่งเป็นทองเหมือนกัน เป็นชื่อดอกไม้ ทองกวาว ทองอะไรต่อมิอะไรไม่รู้ เป็นชื่อดอกไม้หมดเลย
...พระองค์ท่านได้รับดุษฎีบัณฑิตเยอะมาก วันหนึ่งได้รับเรื่องเกษตร พระองค์ท่านบอกว่า อ้าว!!! เป็นหมอดิน ถัดมาอีกปีหนึ่งได้รับเรื่องนิติศาสตร์ ท่านก็บอกปีที่แล้วเป็นหมอดิน ปีนี้เป็นหมอความ แล้วพออีกปีได้แพทยศาสตร์ ท่านบอกปีนี้เป็นหมอยานะ ปีหลังๆนี่ได้ทางด้านดนตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ท่านบอกว่า เออ!!! เป็นหมอดิน หมอยา หมอความ ปีนี้เป็นหมอลำแล้วนะ (หัวเราะ) ทรงมีพระอารมณ์ขันมาก พวกเราก็สนุกตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตลอดระยะ 65 ปีนั้น เหงื่อหยดแล้วหยดเล่า อาบแผ่นดินเพื่อรักษาแผ่นดิน ที่มีดิน น้ำ ลม ไฟ พูดง่ายๆว่า รักษาไว้ให้อยู่บนฐานของประโยชน์สุขของแผ่นดิน
...แล้วเราจะไม่ทำอะไรกันเชียวหรือครับ เราจะไม่ยอมเป็นทหารในกองทัพของพระองค์ท่านรึ ในธงกระบี่ธุชของมูลนิธิฯ ถ้าหากสองมือของเรานะครับ และคนแต่ละคนช่วยกัน ทำคนละมือคนละไม้ เพื่อรักษาแผ่นดินนี้เอาไว้ ผมว่า ในหลวงคงเหนื่อยน้อยกว่านี้เยอะนะครับ ก็คิดว่าต่อไปนี้ พวกเราคงจะนึกถึงชีวิตของเรา แล้วไปนึกถึงประเทศชาติและรักษาไว้ เพื่อนำประเทศชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไปให้ลูกหลานของเราได้อยู่ ก็ขอจบเพียงแค่นี้ แล้วขอให้ทุกท่านมีความสุข...ขอบคุณครับ"
แม้ว่า...นิทรรศการ "ภัทรมหาราช ธนบัตรชาติไทย" ที่จัดโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย จะผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานนี้ บรรดาพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ต่างได้น้อมรำลึกถึงตลอดเวลา ในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสร้างประโยชน์สุขอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 65 ปี แห่งการเสด็จขึ้นครองราชย์...ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน...

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

การเสวนา "พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รัก"