รอยรำลึก

ที่ผ่านเลย
หนังสือคือแสงจันทร์

เรียวกัน เขียน พระมหาสมภาร พรมทา แปลและเรียบเรียง

กระแสแห่งวันเวลา

ผ่านไปดุจความฝัน

ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว

ความฝันนั้นก็ลอยล่อง

ลับหายไปในความว่างเปล่า

บทกวีที่แสดงออกถึงความจริงอยู่บนปกหลังของหนังสือเล่มหนึ่งซึ่ง ในราวสามทศวรรษก่อนซึ่งมีหนังสือบทกวีตีพิมพ์ออกมามากมาย บทกวีแปลเล่มนี้ชื่อ รอยรำลึกที่ผ่านเลย เขียนโดย เรียวกัน พระมหาสมภาร พรมทา เป็นผู้แปลและเรียบเรียง พร้อมทั้งวาดภาพประกอบ สำนักพิมพ์จตุจักร พิมพ์ครั้งแรก เมื่อสิงหาคม พ.ศ. 2526

เนื่องจากหนังสือพิมพ์มาหลายปีแล้ว กระดาษกลายเป็นสีน้ำตาลเหลือง มีร่องรอยขีดเขียนจากอ่านครั้งก่อนๆ เส้นดินสออ่อนจาง สิ่งภายนอกที่เห็นถูกกลืนกินตามเวลา แต่ความหมายของถ้อยคำยังคงอยู่ เพราะความจริงความงามอันประณีตทางอารมณ์ยังไม่สูญสลาย ฉันเชื่อว่าเป็นที่ต้องการมากขึ้นด้วยซ้ำไปหากผู้คนในยุคนี้จะมองเห็น

และตระหนักว่า ความงามเรียบง่ายในธรรมชาตินั้นทรงพลัง ทั้งยังช่วยไขกุญแจเปิดเส้นทางลี้ลับอันจะนำไปสู่แสงฉายฉานของปัญญา

ในหนังสือเล่มนี้นอกจากจะได้อ่านบทกวีเซนของเรียวกันแล้ว ยังมีคำนำและคำตามท้ายเล่มชื่อ "เซนกับทรรศนะต่อความรัก บางเสี้ยวจากชีวิตของ เรียวกัน" เขียนโดยผู้แปลผู้มีความเข้าใจในศาสนาและปรัชญาอย่างลึกซึ้ง ผู้อ่านจะสามารถเข้าถึงความหมายและแนวความคิดรวมถึงการปฏิบัติของพุทธแบบเซนมากยิ่งขึ้น

"พระเซนทุกรูปนั้นเป็นผู้ผ่านการฝึกฝนในขั้นต้นของการบวชมาอย่างหนักและการฝึกฝนนั้นก็ไม่จำกัดอยู่เฉพาะแต่เรื่องหลักธรรมเท่านั้น เซนให้ความสำคัญแก่ศิลปะพอๆกับการฝึกปรือการใช้แรงงานในชีวิตประจำวัน เรียวกันสนใจศิลปะการเขียนอักษรด้วยพู่กันกับแต่งบทกวีมาตั้งแต่ยังไม่บวช เมื่อบวชแล้วก็เอาใจใส่หมั่นฝึกฝนอยู่เสมอยามที่ว่างเว้นจากการปฏิบัติธรรม"

"เซนอาจไม่ใช่เข็มทิศชี้ทางชีวิต ไม่ใช่ประทีปชวาลาสำหรับส่องไล่ความมืดมน แต่เซนเอื้ออำนวย เสมอที่จะเป็นเพื่อนของนักเดินทางที่เหนื่อยล้าบนถนนชีวิตที่แห้งผากร้อนระอุยามกลางวันและหนาวเยือกจับขั้วใจยามรัตติกาลผ่านมาเยือน"

เรียวกัน เกิดเมื่อ พ.ศ.2301 ที่หมู่บ้านอิสึโมซากิ จังหวัดเอชิโกะ เรียวกันเป็นพระเซนนิกายโซโต นิกายโซโตถือว่าการบรรลุสัจธรรมนั้นคือตัวชีวิตเอง

"ดังนั้น ความเป็นอริยะหรือผู้พ้นแล้วจากกิเลสโดยสิ้นเชิงจึงไม่มีคำสอนในนิกายนี้ ในความคิดเห็นของอาจารย์เซนนิกายโซโต ชิวิตและปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ว่าจะเป็นความรัก ความโลภ ความโกรธ ความเกลียด ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องไปวุ่นวายสะสางหรือพยายามขจัดมัน หากแต่ควรศึกษามัน เฝ้ามองมันอย่างรู้ทัน ไม่ให้สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลครอบงำความคิดอ่านจนจิตใจเสียดุลยภาพไป"

บั้นปลายชีวิตเรียวกันได้ปลูกกระท่อมเล็กๆอยู่บนหน้าผาสูงชัน ใช้ชีวิตสันโดษท่ามกลางธรรมชาติ และจากโลกนี้ไปเมื่ออายุ ๗๓ ปี

"รอยรำลึกที่ผ่านเลย รวมบทกวีของเรียวกันเล่มนี้คือบันทึกความรู้สึกและอารมณ์ของท่านผู้ร้อยกรองขณะใช้ชีวิตบั้นปลายเพียงลำพัง ณ ชนบทแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเมื่อสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา งานเหล่านี้แฝงไว้ซึ่งความเศร้า ความอ้างว้าง ความชื่นบาน ตลอดจนความครุ่นคำนึงถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอันยาวนาน

"ถ้อยความอันกลั่นกรองออกมาเป็นบทกวีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงสัจจะของชีวิตที่ว่า ตราบใดที่โลกนี้ยังมีมนุษย์อาศัยอยู่ ตราบนั้นสิ่งที่เป็นภาระหน้าที่ของมนุษย์จะยังเกาะเกี่ยวอยู่กับการพยายามเข้าหาความดีงามและแก่นแท้ของชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"

รอยรำลึกที่ผ่านเลย แบ่งเนื้อหาร้อยรองออกเป็นห้าภาค ภาคหนึ่งถึงสี่เขียนถึงฤดูกาล บทร้อยกรองแห่งฤดูใบไม้ผลิ คิมหันตฤดู ฤดูใบไม้ร่วง และเหมันตฤดู ส่วนบทที่ห้าชื่อ บทร้อยกรองปกิณกะ ปิดท้ายด้วยภาคผนวกชื่อ เซนกับทรรศนะต่อความรัก บางเสี้ยวจากชีวิตของเรียวกัน

บทกวีเซนเกิดขึ้นในความคิดคำนึงจากดวงตาเห็นลุ่มลึก ถ่ายทอดความคิดมาจากธรรมชาติและกิจวัตรประจำวัน ถ้อยคำธรรมดาๆในบทกวีจะนำผู้อ่านไปสู่ความจริงความงาม สิ่งแวดล้อมภายนอกหรือฤดูกาลล้วนมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

การที่โลกเปลี่ยนแปรหมุนเวียนทำให้โลกสมบูรณ์ ทุกอย่างเป็นวัฏจักรเดินทางเวียนซ้ำสืบเนื่องสืบเริ่มแรกจากดวงตะวันสีทองขึ้นและตกกระทั่งเป็นฤดูกาลต่างๆ ในแต่ละฤดูมีบริสุทธิ์งดงามลึกซึ้ง บทกวีในฤดูใบไม้ผลิบทหนึ่งที่เรียวกันถ่ายทอดออกมา และผู้อ่านก็สามารถสัมผัสมนต์ขลังของความงามขณะนั้นได้

วันนี้ฉันเข้าไปนั่งเล่นในสวน

ทอดอารมณ์อยู่ใต้ต้นเชอร์รี่

เนิ่นนานที่ฉันปล่อยความคิดนึก

ให้ลอยล่องไปกับธรรมชาติรอบกาย

กว่าจินตนาการจะย้อนกลับ

เสื้อคลุมของฉัน

ก็พราวเต็มด้วยกลีบดอกไม้

ที่ร่วงหล่นมาพร้อมกับสายลมโชย

นี่คือความงามที่กลั่นกรองออกมาจากใจบริสุทธิ์ ฉันเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดสามารถมอบความสุขสงบแก่จิตวิญญาณมนุษย์ได้เท่าเทียมกับธรรมชาติอันงดงาม ความงามใดๆที่มนุษย์พยายามสร้างสรรค์เพื่อทำให้มีความสุข ชั่วตลอดระยะเวลาสังคมมนุษย์ ยิ่งทำให้เห็นคำตอบชัดว่า วัตถุเลอเลิศใดๆ ไม่ว่าจะดี สวยงามและใช้ประโยชน์ได้มากมายเพียงไหน ก็ไม่สามารถชดเชย ไม่สามารถให้ความสุขได้เท่าเทียมกับธรรมชาติและสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์

และทุกวันนี้โลกมีวัฒนธรรมนั่งก้มหน้าก้มตาสนใจเครื่องมือสื่อสารเล็กๆในอุ้งมือ สิ่งนี้จะยิ่งทำให้มนุษย์สูญเสียการเฝ้ามอง ทั้งการเฝ้ามองภายนอกและภายในตนเอง การเฝ้ามองมีความสำคัญเพราะทำให้มนุษย์รู้จักครุ่นคิด หากผู้คนลุ่มหลงเครื่องมือสื่อสารหลงใหลมายาซ้อนมายานี้ ในที่สุดแล้วสังคมมนุษย์อาจจะต้องสูญเสีย สิ้นเปลืองเวลาและไร้ประโยชน์

นั่นเพราะ....ผู้คนได้สูญเสียการเข้าถึงความจริง

ความงามเรียบง่ายคือความศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ย่อมมีใจรักธรรมชาติเป็นอารมณ์เก่าแก่ เพราะธรรมชาติเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด นานเพียงใดที่ผู้คนทอดทิ้งทำลายแหล่งกำเนิดความงามที่ยิ่งใหญ่ เรามัวแต่ก้มหน้าก้มตาเสพโลกวัตถุ หลงความสุขฉาบฉวยตื้นเขิน

รอยรำลึกที่ผ่านเลย หนังสือเล่มบางๆ จะปลุกจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์อีกครั้ง ทำให้หวนกลับสู่ความงามเรียบง่าย เพ่งพินิจความจริงแท้ บทกวีเรียวกันในฤดูกาลต่างๆบนหน้ากระดาษสีน้ำตาลแห้งจะทำให้ดวงตาภายในสุกสว่าง ทำให้ทุ่งดอกไม้ในใจผลิบาน และหวนกลับสู่ความงามเรียบง่ายอีกครั้ง

ฉันคอยจันทร์กระจ่าง

ที่ลอยพ้นเหลี่ยมเขาขึ้นมา

เป็นโคมส่องทางขึ้นภูสูง

สองข้างทางที่ทอดเลื้อย

ขึ้นไปยังขุนเขาเวลานี้

รายเรียงด้วยต้นเกาลัด

ที่ผลัดใบสีเหลืองหม่น

ใบแล้วใบเล่า

ลงบนพื้นถนนขรุขระ

ถ้อยคำของบทกวีนี้นอกจากจะรู้สึกได้ถึงความงามอันสงัดแล้ว ขณะเดียวกันบทกวีก็เจือความโศกเศร้า ทำให้หวนนึกถึงชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงคืนกระจ่างตา ยังมีบางคืนต้องเดินใต้แสงดาวในเส้นทางมืดมนกับหัวใจแห้งแล้งห่อเหี่ยว เพราะโลกมีทั้งทุกข์และสุข ชีวิตมนุษย์ต้องพานพบขั้วตรงกันข้าม ไม่ว่าดีหรือร้าย แจ่มใสหรือโศกเศร้า มนุษย์ต้องรู้จักเรียนรู้ว่าโลกมีความจริงอยู่ในขั้วตรงกันข้าม ลมหายใจเข้าออกจะไม่ว่างเปล่าหากคิดแสวงหา....

นอกจากเรียวกันจะช่วยเปิดดวงตาภายนอกให้มองความงามและพินิจธรรมชาติตามความจริงแล้ว จินตภาพในบทร้อยกรองเซน รอยรำลึกที่ผ่านเลย ช่วยเปิดดวงตาภายในให้สว่าง ส่องลึกลงปลุกภาวะภายในให้ตื่นขึ้น เป็นความจริงแท้เสมอว่า ความอิ่มเอมภายในจะทำให้หัวใจนุ่มนวล รากฐานของความงามเรียบง่ายช่วยให้หัวใจมนุษย์เกิดสำนึกทางปัญญา

ทำไมหนอ

ท่านจึงระหกระเหิน

ไปไกลเช่นนั้น

เพียงเพราะเหตุว่า

ท่านนั้นต้องการ

เข้าสู่แก่นแห่งพุทธสัจจะ

หยุดมองกลับเข้าไป ในตัวเองบ้างเถิด

ท่ามกลางความปั่นป่วน

แห่งคลื่นลมชีวิต

ท่านจะมองเห็นความสงบเงียบ

ของมันด้วยตัวท่านเอง

"ทุกอย่างที่ผ่านมาเข้าสู่การรับรู้ล้วนเป็นบทเรียนต่อการทำความเข้าใจตัวของชีวิตเอง เพราะฉะนั้นต่อความสมหวังหรือพลาดหวังที่ประสบพบผ่าน มนุษย์จึงไม่ควรตีโพยตีพายหรือแสดงอาการระริกระรื่นยินดี หากแต่ควรตริตรองด้วยปัญญาว่านั่นเป็นเพียงฉากหนึ่งหรือด้านหนึ่งของชีวิตที่สามารถพลิกผลันได้ทันที"

คุณค่าและความงดงามสูงสุดของบทกวีคือการกล่อมเกลาจิตวิญญาณ การไม่ใส่ใจต่อจิตวิญญาณ

จะทำให้ความหมายของความงามความดีถูกทำลาย จิตใจหยาบกระด้างก็จะทำให้สังคมหยาบช้า การอ่านบทกวีทำให้อารมณ์ละเมียดละไม และความงามความดีตื่นตัว เพราะที่สุดแล้ว มนุษย์จะต้องคิดเพื่อผู้อื่น เพราะนี่คือความงามสูงสุดที่โลกมนุษย์จะพึงมี

คราที่ฉันครุ่นคำนึง

ถึงความเป็นไปของฝูงชน

บนผืนดินวิปโยคผืนนี้

ราตรีกาลดูผ่านผันไป

ด้วยความเหนื่อยหน่าย

และมึนซึมเหลือเกิน

ฉันครุ่น ฉันคิด

แล้วหยาดน้ำตาก็ไหลริน จนชุ่มอาบแขนเสื้อคลุม