สังคมรู้คิด รู้ทำ

คิดเห็นประเด็นข่าว

นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการศึกษาเรื่องผลกระทบของโทรศัพท์มือถือต่อภาวการณ์รู้คิดของเด็กและวัยรุ่น รู้จักกันในชื่อ สแคมป์ โดยมีศูนย์สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของอังกฤษเป็นเจ้าภาพ ใช้เวลาดำเนินการ3ปี

เป็นงานที่แตกต่างจากการศึกษาทั่วไปเพราะเน้นที่การทดสอบการรับรู้หรือการรู้คิดที่จะเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการคิด กระบวนการตัดสินใจ การไตร่ตรองใคร่ครวญและรำลึกถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ เชื่อมโยงกับภูมิปัญญา ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ซึ่งจะก่อรูปเป็นพื้นฐานของความคิดและศักยภาพในการสร้างสรรค์ของบุคคลแต่ละบุคคล

ก่อนหน้านี้การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือจะเน้นไปที่การศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพอันเกิดจากการแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งจากมือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่การอยู่ใกล้เสาอากาศเซลล์ไซต์ ด้วยข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่าเนื้อเยื่อของคนเราสามารถดูดซับรังสีได้ ผลการศึกษาเหล่านั้นแม้ทั้งหมดจะไม่แสดงให้เห็นถึงความที่น่าจะเป็นข้อกังวลเชิงสุขภาพในทันที อาทิ ยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้โทรศัพท์มือถือกับมะเร็งในสมองอย่างที่เคยกังวล แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เวลานี้โทรศัพท์มือถือมีการใช้อย่างแพร่หลายมาก และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆในขณะเดียวกันผู้ผลิตก็ยิ่งพัฒนาให้เครื่องรุ่นใหม่ แรงขึ้นตามลำดับทุกปี ผู้ใช้ที่เป็นวัยรุ่นและเด็กไม่เพียงมีจำนวนมากขึ้นยังมีอายุน้อยลงตามลำดับ ผลการศึกษาล่าสุดของอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอนพบว่า วัยรุ่นอายุระหว่าง 11-12 ปี ในอังกฤษมีโทรศัพท์มือถือถึงร้อยละ70 ยังไม่นับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามระดับราคาที่ถูกลงเป็นเงาตามตัว ทำให้ในชั่วชีวิตคนคนหนึ่งจะใช้โทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ายาวนานมากขึ้น จึงเป็นเหตุผลให้ ในค.ศ.2010 องค์การอนามัยโลกออกมาเรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบจากการใช้งานมือถือนานๆต่อโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์คินสัน โดยยืนยันว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการศึกษาผลกระทบของมือถือในเด็กและวัยรุ่นด้วย

สนามฟุตบอลชั้นนำในยุโรปอย่างสนามเวมบลีย์ กรำงานหนักอยู่ตลอดทั้งปี แถมยังตกอยู่ในสภาพอากาศที่ทั้งเย็นจัดและไม่มีแสงแดดที่จำเป็นต่อการเติบโตของหญ้า แต่สนามยังคงสดใหม่ เรียบ ไม่มีหลุมบ่อและใช้งานได้สารพัดรูปแบบตลอดทั้งปี ตั้งแต่ฟุตบอล รักบี้ ไปจนถึงคอนเสิร์ต ความลับของสนามเวมบลีย์ ก็คือ เทคโนโลยีการสร้างสนามหญ้าแบบลูกผสม หรือสนามไฮบริดที่นำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้เพื่อให้สนามยังคงให้ความรู้สึกเป็นสนามจริง แต่คงทนในทุกสภาพดินฟ้าอากาศ สามารถใช้งานได้หลากหลายแบบเดียวกับสนามหญ้าเทียมนั่นเอง เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้กับสนามอารีนา เดอ เซาเปาโล ที่รองรับพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล เป็นผลงานการคิดค้นของ เดสโซ กราสมาสเตอร์ สาขาย่อยของบริษัทเดสโซ เนเธอร์แลนด์ หัวใจสำคัญของสนามหญ้าไฮบริดอยู่ที่การฉีดแนวหญ้าเทียมทำด้วยไฟเบอร์ความสูง 20 เซนติเมตร ให้ทั่วสนามหญ้าจริง เพื่อทำหน้าที่เป็นทั้งแนวป้องกันและแนวเสริมทำให้หญ้าธรรมชาติสามารถพื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน สโมสรฟุตบอลดังๆหลายแห่งในอังกฤษ รวมทั้ง แอนฟิลด์ ของลิเวอร์พูล เอติฮัดของแมนเชสเตอร์ซิตี้ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เอมิเรสต์สเตเดียมของอาร์เซนอลที่เคยมีปัญหาหญ้าตายเพราะขยายอัฒจันทร์จนแสงสว่างส่องไม่ถึงสนาม ต่างหันมาเปลี่ยนเป็นพื้นสนามไฮบริดแบบนี้ไปแล้วทั้งหมด

ผลการสำรวจระดับสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กไทย ซึ่งเปิดเผยโดย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุว่าจากการสำรวจระดับสติปัญญาหรือไอ.คิว.นักเรียนไทยทั่วประเทศ เมื่อปี 2554 พบไอ.คิว.เฉลี่ย 98.59 ต่ำกว่าค่ากลางมาตรฐานสากลซึ่งอยู่ที่ 100 และเมื่อดูภาพรวมของประเทศพบว่าเด็กร้อยละ 48.5 มีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และมีระดับสติปัญญาบกพร่องอยู่ที่ค่า 70 พบถึงร้อยละ6 สูงกว่าค่ามาตรฐานที่ไม่ควรเกินร้อยละ2 ขณะที่ความฉลาดทางอารมณ์หรืออี.คิว.เด็กไทยวัย 3-5 ปี ที่สำรวจเมื่อปี 2545 พบว่ามีเกณฑ์ปกติ และลดลงเป็น 125-198 คะแนนในปี 2550 ทั้งนี้ด้านที่ลดคือด้านการปรับตัวต่อปัญหาและความกระตือรือร้น ส่วนเด็กวัย 6-11 ปี มีเกณฑ์ปกติ 148-225 คะแนน จากการสำรวจเมื่อปี 2545และลดลงเป็น 129-218 คะแนน ในปี 2550 ด้านที่ลดคือความมุ่งมั่นพยายาม ดังนั้น ปีนี้กรมสุขภาพจิตจึงเตรียมลงสำรวจ

ไอ.คิว.-อี.คิว.กลุ่มตัวอย่างเด็กชั้นป.1ในสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ประมาณ 6,000 คน ทั่วประเทศระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมศกนี้ เพื่อนำไปวางแผนส่งเสริมและพัฒนาเด็กไทยต่อไป

ภายหลังเยาวชนในจังหวัดสุพรรณบุรีเข้าไปเล่นเกมคุกกี้รันผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจนทำให้ค่าบริการปรากฏในใบแจ้งหนี้เป็นเงินถึง 203,150 บาท และต่อมาเป็นเยาวชนอีกรายที่จังหวัดเพชรบุรีโดนเรียกเก็บเงินจากค่ายโทรศัพท์มือถือ 163,405 บาท และบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ยอมยกหนี้ให้เนื่องจากเล็งเห็นว่าเยาวชนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคต้องออกมากำชับผู้ให้บริการทุกรายว่าจะต้องมีข้อตกลงเบื้องต้นร่วมกันในการจำกัดวงเงินการใช้งานบริการเสริม อาทิ ซื้อแอพพลิเคชั่นสติ๊กเกอร์ในแอพพลิเคชั่นไลน์ และสินค้าในแอพพลิเคชั่นเกม เป็นต้นในอัตราไม่เกินรายละ 1,000 บาทต่อเดือน พร้อมทั้งให้ผู้ให้บริการส่งข้อความเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าและบริการเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนยอดการใช้บริการเสริมรายเดือนและแจ้งเตือนกรณีมียอดการใช้งานเต็มวงเงินที่กำหนดไว้

ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง ด.ช.ธนวิทย์ หวังวงศ์ศิริ หรือน้องบุ๊ค วัย 12 ปี นักเรียนชั้น ป.6/1 โรงเรียนอนุบาลพระนครศรีอยุธยา โพสต์เฟซบุ๊คภาพต้นไม้งอกขึ้นบนองค์เจดีย์วัดสามปลื้มหรือเจดีย์วงเวียนกลางถนนโรจนะ พร้อมระบุข้อความว่า... "ถ้ามีต้นไม้ขึ้นอย่างนี้เจดีย์ต้องพังแน่ เพราะรากมันชอนไช..." ทำให้ได้รับความสนใจในโลกอินเทอร์เน็ต เจ้าตัวเปิดเผยถึงแรงบันดาลใจว่าต้องเดินทางจากบ้านผ่านเจดีย์ดังกล่าวทุกวันทั้งเช้าและเย็น ระหว่างทางมารดาขับรถยนต์ติดไฟแดงตรงวงเวียน จึงได้ถ่ายภาพและโพสต์ลงเฟซบุ๊ค เห็นต้นไม้ขึ้นองค์เจดีย์นานแล้วแต่ไม่มีใครดึงออกจึงคิดว่าอีกไม่นานรากของต้นไม้จะชอนไชเข้าไปในองค์เจดีย์สร้างความเสียหายต่อเจดีย์อย่างแน่นอน ซึ่ง คุณครูอัจฉรีย์ คงเจริญเขตต์ อายุ 57 ปี ครูประจำชั้นและสอนวิชาประวัติศาสตร์ของน้องบุ๊คให้ทัศนะในเรื่องนี้ ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่สะท้อนมุมมองของเด็กต่อสภาพความจริงที่พบเห็น ถือเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ และนำเสนอความคิดเชิงให้เกิดการพัฒนาและแก้ไขปัญหา ที่สำคัญเกิดจากความรักและหวงแหนโบราณสถานอันเป็นสมบัติของชาติ

กระทรวงศึกษาธิการยุค คสช. เข้าบริหารกำลังปรับเปลี่ยนการทำงาน เริ่มจากยกเลิกโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตที่ค้างอยู่ล็อตสุดท้าย ขณะเดียวกันให้มีการฟื้นฟูวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองมาเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้ทันใช้ในภาคเรียนที่ 2 ของปี 2557 ปีละ 40 ชั่วโมง ทั้งนี้อาจจะออกเป็นแนวปฏิบัติหรือประกาศกระทรวงศึกษาธิการให้โรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกแห่ง รวมถึงโรงเรียนนานาชาติที่เดิมไม่เคยมีการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาโรงเรียนนานาชาติมีเด็กไทยที่พ่อแม่มีฐานดีเข้าเรียนเกือบครึ่ง ส่วนวิชาหน้าที่พลเมืองจะเน้นการสอนเรื่องของสิทธิหน้าที่ การเคารพสิทธิของผู้อื่น ความมีวินัย ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่คอรัปชั่น เน้นการสร้างความรักความสามัคคีและความปรองดอง ไอเดียบรรเจิดถึงขั้นเปิดเพลงปลุกใจรักชาติในสถานศึกษา

ผ่านมาหลายทศวรรษ กระบวนทัศน์ในการสร้างคุณภาพประชากรของประเทศไทยตามนโยบายปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงเสมาจึงไม่เคยสัมฤทธิผล เพราะนอกจากขาดความชัดเจนยังหมุนเปลี่ยนไปตามกระแสการเมืองอยู่ตลอดเวลา ครั้งนี้หลายฝ่ายจึงเชื่อเช่นกันว่า กว่าจะทำให้สังคมรู้คิดรู้ทำคงเป็นงานใหญ่ที่ต้องอาศัยโร้ดแม็ป เป็นบันไดไปสู่ความสำเร็จอีกยาวไกล มากกว่าจะเป็นเพียงไฟไหม้ฟางเหมือนที่ชอบทำกันเสมอ

คงต้องยืมคำพูดเท่ๆของ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าด้านกฎหมายและความยุติธรรมของ คสช.ที่ประกาศว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาของคนเก่ง แต่เป็นเวลาของคนกล้า...

ถึงนาทีที่ประเทศไทยจะต้องได้คนกล้าที่รู้คิดและรู้ทำ เพื่อให้ได้สังคมที่ดีกว่า...กลับคืนมา

การติดอาวุธทางความคิดเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาการได้ ไม่ว่าจะประชานิยมแค่ไหน ก็รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ยาก