ภก. สงกรานต์ ภาคโชคดี คนดีจากกรุงเก่า

นัดพบ

 พี่สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) พูดเสมอว่า "น้ำเมา คือ มะเร็งร้ายที่คอยกัดกร่อนสังคม" ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมาพี่ใหญ่ใจดีคนนี้จึงอุทิศตัวเพื่อต่อสู้กับระบบทุนนิยมที่เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ในคราบของธุรกิจน้ำเมา และผลักดันให้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตราออกมาเป็นกฎหมายเพื่อใช้ควบคุมการจำหน่ายสุรา

 ความเป็นผู้ที่มีนิสัยอารีอารอบ พี่สงกรานต์จึงเป็นเสาหลักสำคัญของเครือข่ายรณรงค์ให้งดดื่มสุรา และเป็นพี่ใหญ่ที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้แก่คนหนุ่มสาว และเครือข่ายภาคประชาชน ได้เข้ามาร่วมคลี่คลายปัญหาน้ำเมาให้ขยายวงกว้างมากขึ้น แม้จะถูกต้านจากบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำเมา แต่เภสัชกรจากรั้วจามจุรี คนดีจากกรุงเก่าผู้นี้ก็หาได้ประหวั่นพรั่นพรึง เพราะเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือ การป้องกันมิให้น้ำเมามาสร้างความล่มสลายให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะเยาวชน 

คุณสงกรานต์ใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างไรคะ 

สนุกสนานมากเลยครับ ผมเป็นคนอยุธยา คุณพ่อรับราชการกรมสรรพกรจึงต้องย้ายที่ทำงานบ่อย ส่วนคุณแม่เป็นแม่ค้า แต่ไม่มีหน้าร้าน ต้องพายเรือขายของไปตามชุมชน บ่อยครั้งที่ผมต้องอยู่บ้านคนเดียว กิจกรรมอันสนุกสนานของผมคือยิงนกตกปลา กระโดดน้ำไปตามประสาเด็กผู้ชาย เพราะบ้านผมเป็นเรือนแพอยู่ในแม่น้ำป่าสัก 

สมัยก่อนอยุธยาก็ถูกน้ำท่วมไม่ต่างกับปัจจุบัน พอถึงฤดูน้ำหลากโรงเรียนจะต้องปิดโดยปริยาย เพราะโรงเรียนประตูชัยที่ผมเรียนตอนชั้นประถมอยู่ในตัวเมืองก็จริง แต่ก็ไม่ไกลจากแม่น้ำ ความทะโมนของผมทำให้คุณพ่อห่วงมาก ผมจึงถูกส่งมาเข้าโรงเรียนประจำที่ ภปร. ราชวิทยาลัย นครปฐม เพราะท่านเกรงว่าผมจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันและยาเสพติด สมัยก่อนบ้านเราหุงข้าวด้วยเตาถ่าน ไม้ขัดหมดคือไม้เรียวชั้นดีที่พ่อใช้ทำโทษลูกๆทั้งสี่ เวลาทำผิด ผมเรียนที่ ภปร. แค่ ม.ศ.3 ก็มาต่อที่เตรียมอุดมจนจบชั้น ม.ศ.5 แล้วก็เอ็นทร้านซ์เข้าคณะเภสัชจุฬาฯ เพราะรั้วติดกัน

มีความฝันในวัยเด็กบ้างมั้ยคะว่าอยากเป็นอะไร

ไม่เลยครับ พ่ออยากให้เรียนอะไร ฃเป็นอะไรก็ตามนั้น ตอนเด็กๆว่างเมื่อไหร่เป็นต้องออกไปยิงนกตกปลาไปเรื่อย จึงมีผมเพียงคนเดียวซึ่งเป็นพี่ชายคนโต ที่ทำงานเพื่อสังคม ส่วนน้องๆทำธุรกิจกันหมด

ถามว่าทำไมถึงเลือกเรียนเภสัช ตอบแบบตรงไปตรงมาคือ เลือกเพราะคะแนนถึง เด็กสายวิทย์ที่ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีจะเลือกแพทย์เป็นอันดับ 1 ตามด้วยคณะเภสัชเป็นอันดับ 2 

โดยส่วนตัวชอบที่จะเรียนเภสัชหรือเปล่าคะ

ผมมองว่าไม่เรียกว่าความชอบ เพราะจริงๆแล้วตัวผมเองให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องช่างมากกว่า แต่พ่ออยากให้เรียน เพราะสมัยที่รับราชการเป็นสมุหบัญชีอยู่ตามต่างจังหวัด อาชีพเสริมของท่านคือหมอ พอที่จะดูแลคนป่วยได้เล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ถึงขั้นมีใบประกอบโรคศิลป์

นิสิตเภสัชสมัยก่อนเป็นอย่างไรบ้าง

ผมเข้าเรียน ปี  2513 จบปี 2518 เป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่ช่วงนั้นผมยังไม่สนใจเรื่องการเมือง แต่ให้น้ำหนักไปทางด้านกีฬา เพราะมีพื้นมาจาก ภปร. ราชวิทยาลัย ซึ่งส่งเสริมด้านกีฬามาก โดยเฉพาะรักบี้ พอมาเป็นนิสิตจุฬาฯ ผมก็ยังเล่นกีฬาอยู่กระทั่งเคยได้เหรียญทองเทนนิสประเภทคู่ผสม

ย้อนกลับมาถึงเรื่องเหตุการณ์ 14 ตุลา สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นคือนักศึกษาตื่นตัวกันมาก โดยเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม มีการออกค่าย และออกไปทำวิจัยและศึกษาดูงานในชนบท เรียกว่ากิจกรรมเต็มไปหมด โดยมี อาจารย์สำลี ใจดี ซึ่งท่านสอนเกี่ยวกับสรีรวิทยา เป็นตัวตั้งตัวตี ซึ่งทำให้ผมเริ่มสนใจเรื่องเกี่ยวกับสังคมขึ้นมาบ้างตามลำดับ

แต่ถ้าถามว่าผมมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือไม่อย่างไร ผมเกือบจะกลายเป็นวีรชนคนกล้าแล้วครับ เพราะผมมีเพื่อนรุ่นพี่ที่เล่นเทนนิสด้วยกันเขาเรียนหมอ ซึ่งเขาเข้าไปร่วมในฐานะขบวนการนักศึกษาช่วยดูแลนักศึกษาด้วยกันที่เดินอยู่กลางแดดแล้วเป็นลม ผมก็เข้าไปช่วยเขาแจกยาดม ยาหม่อง แต่โชคดีในวันที่เกิดปะทะกันผมไม่สบายก็เลยไม่ได้ไปร่วมในเหตุการณ์ ครั้งนั้นน่าจะเป็นมูลเหตุที่ทำให้ผมเริ่มสนใจในปัญหาสังคมมากขึ้น

ส่วนเรื่องการเรียนผมแทบเอาตัวไม่รอดในปีแรกๆ เพราะมัวแต่ไปทำกิจกรรม เล่นกีฬา ดีที่ได้เพื่อนช่วยคอยติวให้ตอนไปออกค่าย หรือบางครั้งก็ไปกินนอนอยู่ด้วยกันก่อนสอบ

นอกจากคุณสงกรานต์แล้วเพื่อนกลุ่มที่เรียนด้วยกันมีใครบ้างที่ทำงานเพื่อสังคม

มีคนเดียวครับคือ ดร.วิยะดา เกียรติยิ่งอังสุรี ทำเรื่องศึกษาปัญหายา เคยรณรงค์คัดค้านสู้กับธุรกิจยาข้ามชาติ พวกยาที่ไม่ถูกต้อง ยาที่อันตรายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ด้วยกันที่ สสส. เธอช่วยเรื่องการเขียนแผน คนอื่นๆนอกจากนั้นก็แยกย้ายกันไปหมด เพิ่งจะมารวมกลุ่มกันได้ผ่านโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้เอง

หลังจากเรียนจบเภสัชกรคุณสงกรานต์ก็ตั้งร้านขายยาด้วยเช่นกัน

ใช่ครับ ผมเปิดร้านขายยาอยู่ชั้นล่างของบ้าน ได้ประมาณ 4-5 ปี ก็หันไปทำงานด้านชนบทเพราะมีความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างรุนแรง ผมจึงตัดสินใจไปหาคนอื่นมาทำแทน พ่อกับแม่ก็บ่นเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจเรา ธุรกิจขายยาช่วงนั้นก็พอไปได้ เพราะเราเน้นขายถูกกว่าคนอื่น ประกอบกับมีงานเขียนหนังสือเรื่องยาไปด้วย แต่เรารู้สึกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดเท่าไหร่ เพราะหากปล่อยให้ชาวบ้านป่วยแล้วมาพึ่งร้านขายยามันไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง เล่าข้ามไปนิดหนึ่ง หลังจากเรียนจบผมมีโอกาสไปฝึกงานตามโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลบางปะอิน ที่อยุธยา ซึ่งที่นี่ทำให้ผมรู้จักกับหมอหลายท่าน เช่น หมอสุรเกียรติ อาชานุภาพ ผู้ที่เขียนคู่มือตรวจโรคให้กับหมอชาวบ้าน เพื่อสอนให้ประชาชนดูแลตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่งแพทย์ไปเสียทุกเรื่อง

สมัยก่อนการสาธารณสุขบ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง

เข้าถึงยากมาก คนจนจึงต้องหันไปพึ่งสมุนไพรพื้นบ้าน หรือแพทย์ทางเลือก เพราะการเดินทางค่อนข้างลำบาก ต่างกับปัจจุบัน มีทั้งประกันสุขภาพ สามารถสืบค้นเรื่องสุขภาพได้จากอินเทอร์เน็ต มี Call Center ระดับชุมชน เพียงแค่ยกหูแล้วเล่าอาการคุณหมอก็จะคอยตอบคำถามให้โดยที่ไม่ต้องมาโรงพยาบาล แผนงานของ สสส. ก็กำลังจะดำเนินงานเรื่องนี้อยู่เช่นกัน โดยมีแนวร่วมอย่าง หมอประเวศ วะสี  หมอวิชัย โชควิวัฒน์ หมอสำเริง แหยงกระโทก หมอสงวน 

ความรู้สึกต้องการจะเปลี่ยนสังคมอย่างรุนแรง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งสหกรณ์ยา

เป็นสาเหตุหนึ่งครับ แต่ส่วนหนึ่งมันสะสมมาจากการออกค่ายอาสาตอนสมัยเรียนด้วย เพราะการได้ออกไปสัมผัสชีวิตชาวบ้านในชนบท มันทำให้เราเห็นถึงปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องปากท้อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องยาเพียงอย่างเดียว 

สหกรณ์ยาที่อุบล ผมใช้วิธีชวนให้ชาวบ้านมาลงขันกันเพื่อจัดตั้งร้านยาในชุมชน เมื่อไหร่ที่ต้องการซื้อยาก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางออกไปนอกหมู่บ้าน เป็นการช่วยประหยัดค่าเดินทาง รวมทั้งซื้อยาได้ในราคาถูก ส่วนคนดูแลผมใช้ครูเกษียณราชการ ซึ่งผมได้ให้ความรู้เรื่องยาเบื้องต้นอย่างละเอียด ซึ่งโดยส่วนมากยาที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำก็พวกยาบรรเทาอาการปวดหัวตัวร้อน ท้องเสีย เพราะถ้าไม่มีสหกรณ์ยาที่พึ่งของเขาก็คือหมอตี๋ ตอนนั้นสหกรณ์ยามีหมู่บ้านละ 1 แห่ง

คนไทยมีปัญหาเรื่องการใช้ยามากน้อยแค่ไหนคะ

ผมว่ามาก คนไทยมีปัญหาเรื่องการใช้ยาผิดประเภท สมัยก่อนใครไม่สบายก็ต้องไปหาซื้อยาทัมใจ ยาแอสไพริน ยาชุด สมัยนั้นตัวที่เป็นปัญหาคือยา "ทัมใจ" หรือ "ยาปวดหาย" ซึ่งยาตัวนี้เป็นสาเหตุทำให้คนชนบทติดยาและเป็นโรคกระเพาะทะลุ เพราะแอสไพรินกัดกระเพาะ ทำลายไต และขณะเดียวกันก็มีคาเฟอิน ทำให้ติดยาแอสไพรินต่างประเทศเขาเลิกใช้ไปนานแล้ว แต่ประเทศไทยยังปล่อยให้ใช้ ตอนนี้เลิกกินกันแล้วมั้ง มากินยาแอสไพรินกันหมด สมัยก่อนกินกันทั้งวัน อ้างว่าถ้าไม่กินก็จะไม่มีแรงเหมือนคนติดกาแฟ ตอนเช้าตื่นมาก็ต้องกินกาแฟ วิธีแก้ปัญหาของเราตอนนั้นคือ รณรงค์กดดันให้กระทรวงสาธารณสุขเปลี่ยนนโยบายและปรับสูตรยา ครั้งแรกคือเอาตัวยาเอพีโนตินออกไปจากสูตรยาก่อน ต่อมาจึงเอาคาเฟอินออกไป ปรับสูตรยาให้เหลือเพียงแอสไพรินอย่างเดียว จนสำเร็จซึ่งถือเป็นผลงานสำคัญของกลุ่มศึกษาปัญหายา 

การรณรงค์ให้ปรับสูตรยาในครั้งนั้นต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายไหนบ้าง

ไม่ครับ เพราะเราทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเอาออกที่ละตัว สังเกตว่าเมื่อก่อนคนติดยาประเภทนี้เยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้น้อยลง และเป็นที่น่ายินดีว่ายาประเภทนี้ไม่ได้ขายในประเทศไทยแต่ลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ติดกันไปทั่วเพราะ 1. กินง่าย ราคาถูก ซองละประมาณหนึ่งสลึงเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นยาที่ชาวบ้านหาซื้อมาทานเองได้ 2. ร้านค้าหรือร้านชำมีขายหมด

ผมว่าสาเหตุสำคัญเรื่องการใช้ยา คือชาวบ้านเองก็ยังขาดความรู้และเชื่อคำโฆษณาตามฉลากยา เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ลักษณะการใช้ยาของคนไทยคือ หมอสั่งยาให้ก็เออออตามหมอ การควบคุมใบอนุญาตก็ไม่มี ขาดแคลนบุคลากร จะไปโทษชาวบ้านฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะสมัยนั้นแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ ขาดแคลนมาก ชาวบ้านแยกแยะไม่ออกว่าใครคือแพทย์ ใครคือพยาบาล พอไปโรงพยาบาล เค้าจึงเรียกหมอหมดทุกคน แม้กระทั่งคนทำความสะอาดในโรงพยาบาลสำหรับชาวบ้านคนๆนั้นก็คือหมอ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหมอตี๋จึงเกิดขึ้นที่ร้านขายของชำ

ภาคไหนของประเทศไทยที่คุณสงกรานต์มองว่าขาดความรู้เรื่องยามากที่สุด

สำหรับผมภาคอีสาน ภาคเหนือ เพราะมีคนใช้แรงงานเยอะ เมื่อมีอาการปวดเมื่อย ก็จะไปหาซื้อยาชุดมากิน โดยหารู้ไม่ว่ายาซอง ยาชุด เหล่านี้ล้วนแต่ผสมสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาครอบจักรวาลคนซื้อก็ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร แต่ที่แน่ๆ คือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทราบว่าคุณสงกรานต์เคยไปบวชที่สวนโมกข์ 

ใช่ครับ และผมถือว่าช่วงนั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ ผมไปบวชสวนโมกข์ ในระหว่างที่รอรับปริญญาเพราะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีชมรมพุทธ นักศึกษาที่บวชจะต้องลงไปอยู่ที่สวนโมกข์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และได้ศึกษาธรรมะกับท่านพุทธทาสตามท่านขึ้นไปเทศน์ตามเขา ผมบวชอยู่ 1 เดือน ความจริงไม่อยากสึก แต่พ่อกับแม่ขอร้องให้ขึ้นมารับปริญญา ผมยังศึกษาธรรมะอยู่นะ รักษาศีล 5 ความจริงอยากลงไปสวนโมกข์ แต่ติดที่ไกลเกินไปเพราะเราเองก็ยังต้องทำงานอยู่ งานพัฒนาชนบทต้องลงพื้นที่

 ส่วนสันติอโศกรู้จักตอนที่เปิดร้านขายยา เพราะมีน้องคนหนึ่งเขามีปัญหาแล้วชวนไปฟังท่านโพธิลักษณ์เทศน์ โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าท่านเป็นคนเก่ง ท่านเป็นดาราเก่า เป็นนักจัดรายการทีวี ทำหนังเรื่องโทน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนังที่ดังมากเลย หนังทำเงินในสมัยนั้น หลังจากฟังท่านเทศนาธรรม ผมเห็นว่าแนวทางของท่านคล้ายคลึงกับสวนโมกข์ ไม่เน้นเรื่องงมงาย ไม่แน้นเรื่องของวัตถุ จะเน้นปฏิบัติมากกว่า 

คุณสงกรานต์จึงใช้สันติอโศกเป็นสถานที่ศึกษาธรรมเรื่อยมา

ใช่ครับ เพราะสันติอโศกใกล้ สอนเรื่องประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ผมขอเล่าเรื่องนี้ก่อน พุทธมี 2 สาย คือเถรวาทและมหายาน มหายานเน้นเรื่องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่เถรวาทจะเน้นเรื่องวิถีทางที่ทำให้ตัวเองหลุดพ้นเพื่อไปนิพพาน สันติอโศกเน้นว่าทั้งสองเรื่องนี้ต้องไปด้วยกัน ผมคิดว่ามันน่าสนใจ พอได้เข้าไปอยู่ จึงได้ฝึกเรื่องประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน เรื่องมักน้อย สันโดษ กินน้อยใช้น้อย นี่คือจุดเด่นของสันติอโศก ยกตัวอย่าง พระฉันอาหารเพียงวันละมื้อเดียว ไม่มีสมบัติส่วนตัว ใครมาบวชที่นี่ส่วนใหญ่มาบวชตลอดชีวิต ไม่มีมาบวชแค่หนึ่งหรือสองอาทิตย์ ชั่วคราวไม่มี มีภรรยาก็ต้องหย่า มีสมบัติก็ต้องสละหรือโอนให้คนอื่นไปเลย คือเป็นพระที่ไม่ต้องมีสมบัติ แม้แต่คนที่ไปอยู่ในชุมชนก็ไม่มีเงินเดือนไปอยู่ก็ทำงานฟรี ดูแลคน ดูแลคนรอบชุมชน เหมือนเราทำงานร้านขายยาก็ช่วยเหลือคนอื่นไปด้วย ตอนนี้ก็เลยทำให้ชุมชนสันติอโศก งานที่เป็นอุตสาหกรรมก็มี เป็นพาณิชย์ เป็นร้านค้าก็มี อย่างข้างหน้าก็มีร้านพลังชีวิต คนทำงานที่นี่ก็จะทำงานแบบไม่มีเงินเดือนจนถึงเงินเดือนน้อย อย่างผู้จัดการร้านค้าข้างหน้าสูงสุดคือเงินเดือน 3,000 บาท นี่ถือว่าเงินเดือนสูงสุดแล้ว คนส่วนใหญ่ที่นี่จะมีเสื้อผ้าน้อยชุด ผลผลิตเป็นของส่วนกลาง เรียกว่า "สาธารณะโพธิ์คี" นี่ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์อีกนะ ที่นี่ทำแบบสมัครใจ จึงทำให้เค้ามีเงินส่วนกลางเยอะ หรือกงสีทั้งชุมชน ชุมชนไหนขาดแคลนเราจ แบ่งปันกันไปได้ 

ที่นี่ทำให้ผมได้หลักคิดเรื่อง "ประโยชน์สูงประหยัดสุด" เพื่อนำมาปรับใช้กับการทำงาน ประโยชน์ตน คือไม่มีความทุกข์ ประโยชน์ท่านคือทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นสองเรื่องที่สามารถทำไปพร้อมๆกันได้หากเราใช้ชีวิตที่ถูกต้อง หลักการบุญนิยมแนวคิดจะตรงข้ามกับทุนนิยมทุนนี่เน้นกำไรสูงสุด แต่บุญนิยมเน้นการให้ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวง คือ "ยิ่งให้ยิ่งได้ กำไรก็คือบุญ" สันติอโศกใช้แนวทางนี้ ทุกอย่างในสันติอโศกจึงแจกฟรี ขายต่ำกว่า ยกตัวอย่างเช่น ร้านพลังบุญของสันติอโศกจะติดราคาต้นทุนไว้เลยว่าซื้อมาเท่าไหร่ โปร่งใสมาก สังคมในลักษณะนี้ไปไหนจะอบอุ่นมากเพราะเรามีพันธมิตรกระจายอยู่ทั่วทุกภาค มีบ้านมีชุมชนอยู่ทั่วประเทศ

สันติอโศกทำให้คุณเข้ามาสู่แวดวงการเมือง

สันติอโศกทำให้ผมได้รู้จักกับ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะท่านไปปลูกบ้านหลังแรกที่นั่น แล้วท่านก็ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. เราในฐานะเพื่อนบ้านกัน ก็เลยช่วยท่านหาเสียง พอท่านได้รับเลือก ท่านก็ให้ผมเป็นเลขาฯส่วนตัว คอยดูแลเรื่องนัดหมาย หลังจากนั้นจึงต่อเนื่องมาจนถึงการก่อตั้งพรรคพลังธรรม และช่วงหลังๆก็เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม พันเอกวินัย สมพงษ์ เพราะเคยเป็นเลขาธิการพรรคมาก่อน เป็นที่ปรึกษาให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมทำงานการเมืองอยู่ระยะหนึ่งจึงถอยออกมา

คุณสงกรานต์เข้ามาทำงานด้านรณรงค์การงดดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างไร

ผมสนิทกับ ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการพรรคพลังธรรมและเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกว่าเราเคยทำงานด้วยกัน ท่านจึงชวนผมมาทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์งดเหล้า เมื่อปี 2546 ให้กับ สสส. โดยมีพื้นฐานมาจากการรณรงค์งดสูบบุหรี่ของ อาจารย์หมอประกิต วาทีสาธกกิจ เพราะเรื่องบุหรี่กับเหล้าถูกบังคับไว้ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติการก่อตั้ง สสส. ว่าอย่างน้อย สสส.ต้องทำสองเรื่องนี้ให้ได้

ได้มีการวางเป้าหมายของโครงการบ้างมั้ยคะว่าตัวเลขจะต้องลดลงเหลือเท่าไหร่

ในกฎหมายไม่ได้ตั้งเป้าไว้ขนาดนั้น แต่ตอนนี้ตั้งแล้วเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ พอปี 2546 ก็เริ่มที่จะรณรงค์เรื่องของเข้าพรรษาปลอดเหล้า โดยผมไปชวนคุณสุดารัตน์มาเป็นประธานโครงการ ครั้งแรกทำเรื่องงดเหล้าเข้าพรรษาแล้วได้ผล ตอนนั้นมีการทำโพลล์จากเอแบคช่วยประเมินให้ว่ามีคนงดเหล้าเท่าไหร่ เริ่มมาตั้งแต่ 30% จนมาถึง 50% เริ่ม เราทำต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี ตั้งแต่ 2546 แต่ไม่ได้ทำเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ตอนนี้เราพยายามรณรงค์ทุกเทศกาลให้ปลอดเหล้า โดยใช้ต้นทุนทางสังคมและศาสนาเข้ามาร่วมผลักดัน จนมีคนต้นแบบเลิกเหล้า และคนที่เลิก 3เดือน ก็มีเป็นจำนวนมากเพราะเขาใช้ช่วงเวลาเข้าพรรษาเป็นจุดเริ่มต้น

ผลของการรณรงค์เรื่องเหล้าทำให้เกิดสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะ สคล.รับทุนทำงานจาก สสส. เพื่อทำงานรณรงค์งดเหล้า เราจึงเหมือนกับองค์กรลูก รับทุนเพื่อมารณรงค์และไปหาเครือข่ายให้เข้ามาทำงานทั่วประเทศ ซึ่งบทบาทหลักของ สคล. คือประสานงานกับกลุ่มคนที่พร้อมจะมาช่วยเรารณรงค์เพื่อ ลด ละ เลิก 

ยุทธศาสตร์ของเราคือเน้นอิงกับเทศกาล เช่น เทศกาลเข้าพรรษาจะเน้นไปที่คนชนบทอายุ 30 ขึ้นไป วันวาเลนไทน์จะลงไปกลุ่มวัยรุ่น เพราะต้องแล้วแต่เทศกาลว่าจะเน้นกลุ่มเป้าหมายไหน หรือวาระสำคัญ เช่น ปีใหม่ไม่ให้เหล้า งานศพปลอดเหล้า งานบวชปลอดเหล้า งานแต่งงานปลอดเหล้า เพราะถ้าปลอดเหล้าก็คืนเงินสู่กระเป๋าของชาวบ้าน

ความคืบหน้าของการณรงค์ ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างคะ 

หลักๆที่เห็นเลย คือตัวเลของผู้ดื่มแอลกอฮอล์ค่อยๆลดลง สมัยก่อนอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลมีผู้เสียชีวิต 800-900 คน พอเรารณรงค์อย่างจริงจังทุกอย่างก็ค่อยๆดีขึ้น มีเครือข่ายจำนวนมากที่พร้อมจะช่วยเรา และเมื่อเกิดการลด ละ เลิก ก็จะทำให้เกิดกระแสสังคม เพราะคนส่วนใหญ่ที่เห็นปัญหาจะเป็นกลุ่มที่ผลักดันให้เกิดนโยบายทางด้านสาธารณะ เช่น พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ปกติจะตราออกมายากมาก เพราะเน้นควบคุมขอบเขตการขาย หรือดีมานด์ และซัฟพลาย การเข้าถึงการดื่ม และบทลงโทษ แต่กฎหมายยังไม่ถึงกับสมบูรณ์มาก เพราะข้อบัญญัติที่ว่าด้วยการโฆษณาถูกแก้ไข ดังนั้น จึงเห็นเวลาที่เราจะไปเคลื่อนไหวเรื่องเหล้า ก็จะถูกต่อต้านจากบริษัทเหล้า ซึ่งกฎหมายพวกนี้ก็จะผลักดันยาก เหล้านี้ยากกว่าบุหรี่อีก บุหรี่มีแค่โรงงานยาสูบอย่างเดียวแล้วก็เป็นหน่วยงานรัฐ จะมาเคลื่อนไหวอะไรใต้ดินเค้าก็ไม่กล้าเท่าไหร่ แต่บริษัทเหล้ามีอิทธิพลต่อเรื่องนี้มาก รวยระดับชาติกันทั้งนั้น รวมถึงบริษัทเหล้าข้ามชาติอีกอิทธิพลสูงมากกว่าองค์การอนามัยโลกซึ่งตั้งมาเป็น100 ปี แต่ไม่มีการควบคุมเรื่องเหล้าเลย เพิ่งจะมียุทธศาสตร์ เมื่อ 2-3 ปีนี้เอง ทั้งๆที่มีข้อบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดโรค เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ มีปัญหาหลายมิติมากกว่า และพ.ร.บ.นี้ก็มีการออกกฎหมายลูก ในเรื่องของการห้ามดื่ม ห้ามขาย ในสถานที่ ช่วงเวลาการขาย อายุการขาย และตอนนี้เราก็พยายามผลักดันว่าห้ามดื่มในรถ ซึ่งต่างประเทศห้ามแล้วถ้าขับต้องไม่ดื่ม

ทราบว่าความเข้มแข็งของการรณรงค์ทำให้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุราระดับโลก

หากเปรียบเทียบกันระหว่างบุหรี่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ก่อให้เกิดปัญหาหลายมิติมากกว่า เพราะเหล้าทำให้เกิดทั้งอุบัติเหตุ อาชญากรรม ปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีกฎหมายระดับโลกเข้ามาควบคุม แต่จะมีเพียงบุ รี่เท่านั้น ซึ่งเราก็พยายามผลักดันให้เกิดกฎหมายโลกในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเมื่อวันที่ 13-15 ก.พ.ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพประชุมนโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลก (Global Alcohol Policy Conference : GAPC) ภายใต้หัวข้อ "จากแผนยุทธศาสตร์ระดับโลกสู่การปฏิบัติระดับชาติและท้องถิ่น" ถือว่าเป็นประเทศแรกที่ได้จัดงานเรื่องนี้ ซึ่งเป็นงานระดับโลกที่มีชื่อเสียงมาก โดยมีนักวิชาการด้านสาธารณสุขเข้าร่วม 500 กว่าคน จาก 59 ประเทศ ต่างประเทศเขาชื่นชมบทบาทของเรามาก โดยเฉพาะตอนที่ช่วยผลักดันนโยบายระดับโลก ซึ่งคนไทยที่เข้าไปทำให้เกิดการผลักดันเชิงยุทธศาสตร์ คือ นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผอ.ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา และไปเรียนต่อปริญญาเอกอยู่ที่นิวซีแลนด์ เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง โดยได้รับทุนจาก สสส. และได้รับเกียรติ ให้เข้าไปพูดในองค์การอนามัยโลกในหลายประเด็น กระทั่งผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์เรื่องแอลกอฮอล์ ประเทศจึงได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม และได้มีการช่วยเหลือให้กลุ่มประเทศที่เข้าร่วมประชุมผลักดันให้ตั้งกลุ่ม สสส.ในประเทศของตน โดยมีการเก็บภาษีเหล้าบุหรี่เพิ่ม อีก 7 บาท โดยกัน 2 บาท มาตั้งเป็นกองทุนของสสส. เพื่อมาทำงานสร้างเสริมสุขภาพ หลักนี่จริงๆได้มาจากออสเตรเลีย มีหลายประเทศที่ให้ความสนใจอยากทำ เช่น เวียดนาม ลาว มาดูงาน สสส.ที่บ้านเรา ภูฏานก็สนใจเพราะยังไม่เป็นทุนนิยมมากเท่าเรา สิ่งแบบนี้จะมาพร้อมความเจริญ

การคลี่คลายเรื่องแอลกอฮอล์ได้ดี แสดงว่า สสส. ก็มีหลักในการทำงานที่ดีทีเดียว

เราได้หลักการทำงานมาจาก นพ.ประเวศ วะสี ชื่อว่า "ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คือ1. ใช้องค์ความรู้และข้อมูลจริงเชื่อถือได้ 2. ทำให้เกิดนโยบายสาธารณะ 3. ต้องมีภาคประชาชน ประชาสังคม ให้เกิดกระแสสังคมเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาใหญ่ได้ การผลักดันแก้ปัญหาใหญ่ๆได้ ถึงจะได้เกิดกฎหมายเกิดนโยบาย สสส. ใช้เรื่องนี้เป็นหลัก เครือข่ายองค์ตอนนี้เรายังไม่กล้าพูดว่าลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะมันไปแก้ค่านิยมไม่ได้ แต่พยายามไม่ให้การดื่มเพิ่มขึ้น เราก็พยายามใช้แบบมาจากบุหรี่ การเริ่มดื่มเพราะเพื่อนชวน กลัวเสียเพื่อน ประกอบกับมีค่านิยมเรื่องเท่ แหกพรรษาเพราะเพื่อนเพราะสังคม 

สังเกตว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสุรามักทุ่มโฆษณา คุณสงกรานต์คิดว่ามีผลต่อการกระตุ้นให้เกิดการดื่มสุรามากน้อยอย่างไร

การทำโฆษณาของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่อการดื่ม ทั้งการเริ่ม และทำให้มีคนดื่มมากขึ้น การโฆษณาสมัยก่อนเปิดแบบเสรี ธุรกิจเหล่านี้ก็จะพยายามนำเสนอเรื่องที่เยาวชน หรือประชาชนชอบ เพื่อใช้ในการโฆษณา เช่น เรื่องเพื่อน เรื่องเพศ ความสำเร็จ ความสนุกสนาน และธุรกิจเหล่านี้มีเม็ดเงินในการทำโฆษณาอย่างมหาศาล สามารถใช้ดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อจูงใจให้เยาวชนเข้ามาเป็นนักดื่ม ซึ่งเราก็ได้ควบคุมไปได้ในระดับหนึ่ง โดยใช้กฎหมายบังคับ และมีงานวิจัยพบว่า หากธุรกิจเหล่านี้มาทำเรื่องดีๆก็จะทำให้เด็กเยาวชนคล้อยตามได้ เช่น เบียร์ยี่ห้อหนึ่ง ไม่มีโฆษณาแต่มีแค่แบรนด์ติดไว้ตรงมุมจอ เมื่อไปสอบถามเยาวชนพบว่าโตขึ้นต้องดื่มเบียร์ยี่ห้อนี้ ดังนั้น โฆษณาจะมีผลกับเด็กมากว่าผู้ใหญ่ แต่บริษัทเหล้าก็พยายามแย้งว่าไม่มีผล ซึ่งบริษัทเหล่านี้ ก็พยายาม ลด แลก แจก แถม มีสาวเชียร์เบียร์ 

อายุของผู้เริ่มดื่มสุราอายุเฉลี่ยประมาณเท่าไหร่

ผมห่วงมากเรื่องนี้ เพราะตอนนี้ มีนักดื่มหน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก มีงานวิจัยบอกว่า ระดับเด็กประถมก็ดื่มสุรากันแล้ว ในเด็กมัธยมปลาย 50% ขึ้น อาชีวะ ประมาณ 70-80%  กันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะแอลกอฮอล์ทำลายสมอง แล้วเขาก็จะเป็นประชาชนที่ด้อยคุณภาพ และตกเป็นภาระของสังคมตามมา สิ่งที่เราต้องสู้อยู่ตอนนี้คือ สู้กับกระแสของเยาวชนที่อยู่วัยอยากรู้อยากลอง อยากเข้าสังคม

หากมองย้อนกลับไปเยาวชนที่ดื่มประจำมากขึ้น อาทิตย์หนึ่ง 2-3 ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% จากเมื่อ 10 ปีก่อน กลุ่มเยาวชนคือกลุ่มเป้าหมายที่เรามองว่าต้องทำให้สำเร็จ แม้จะต้องใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น 

แต่ขณะเดียวกันธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีเป้าหมายทางการตลาดกับเยาวชน อันนี้คือสิ่งที่เราเรียกร้องต่อสังคม คุณอย่าเอาเด็กไปเป็นเป้าหมายทางสังคม เพราะถ้าเริ่มจากแบรนด์ไหนก็จะดื่มแบรนด์นั้นตลอด นี่คือสิ่งที่เราเรียกร้องว่าบริษัทต้องรับใช้สังคม ไม่ต้องมาแจกของก็ได้แต่ต้องมารับใช้สังคม เพราะเค้าเองก็รู้ว่าธุรกิจเค้ามันเป็นธุรกิจสีดำ ไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ

สรุปแล้ว สคล. ใช้ยุทธศาสตร์ใดบ้างเพื่อปกป้องกลุ่มเยาวชน

สคล. มียุทธศาสตร์หลักๆในการทำงาน คือ 1. เน้นเรื่องของเทศกาล เข้าพรรษา แต่งงาน งานบวชและพยายามที่จะให้เป็นงานศพปลอดเหล้า ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ผลดี มีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เพราะต่างจังหวัดเวลามีคนตายต้องไปกู้เงินทำศพ และถ้ามีเหล้าต้องจ่ายมาเป็น 2 เท่าจากงานที่ไม่มีเหล้า ตอนนี้กระแสมันไปทั่วประเทศมีจังหวัดที่ผู้ว่าฯ เอาจริง ปีเดียวที่รณรงค์ให้จัดงานศพปลอดเหล้า ประหยัดเงินเป็น 100 ล้านเงินจะกลับสู่กระเป๋าชาวบ้านได้เยอะ 2. เราให้ความสำคัญกับเยาวชนที่ชอบดื่ม นอกจากนี้เรายังเน้นรณรงค์ในกลุ่มผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ผู้ชายดื่ม 2-3 เท่า ผู้หญิงจะดื่มมากขึ้น 5-6 เท่า นักดื่มผู้หญิงก็เยอะขึ้นด้วย

ปัจจุบันธุรกิจสุราไม่เพียงวางเป้าหมายที่กลุ่มเยาวชน เขายังพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้หญิง ทำแบรนด์ ทำแพ็คเกจ จุดเริ่มคือ เหล้าปั่น ที่เอาเหล้ามาผสมกับน้ำหวานแล้วเอามาปั่นแอลกอฮอล์ให้ต่ำลง ขายใกล้สถานศึกษา ตอนนี้ยังไม่ผิดกฎหมายแต่เรากำลังตั้งกฎหมายลูกอยู่ ซึ่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำลังร่างกฎหมายเพื่อควบคุม และพยายามชวนเด็กเข้ามาเป็นนักรณรงค์ โดยให้นักรณรงค์เหล่านี้ทั่วประเทศหลายพันคนทำกิจกรรม เช่น จังหวัดขอนแก่นที่จัดงานสงกรานต์ที่ถนนข้าวเหนียวทีไรเป็นต้องมีเหตุทะเลาะวิวาท เดี๋ยวนี้เทศบาลเค้าณรงค์รงค์กับเราจัดงานถนนข้าวเหนียวปลอดเหล้า ที่มีคนเล่นมากที่สุด ในจังหวัดขอนแก่น ได้ลงกินเนสส์บุ๊คด้วย 

 นอกจากนี้ก็เริ่มมีการนำนวัตกรรมของ สสส. ไปบอกต่อประเทศเพื่อนบ้านให้มีการรณรงค์เรื่องนี้ เช่น คอนเสิรต์ปลอดเหล้า เพราะส่วนใหญ่สปอนเซอร์ คือบริษัทเหล้า อย่างมากคือเราจะใช้เรื่องของกฎหมาย ถ้าคุณใช้ที่สาธารณะมาจัดงานที่มีเหล้าก็ผิดกฎหมาย เงินโฆษณาเหล้าอย่างเดียว 2,000 ล้าน เท่ากับเงิน สสส. ได้พอๆกันแต่ต้องทำทุกเรื่อง ตั้งแต่เด็กแรกเกิดถึงคนตายกันเลยทีเดียว นมเด็ก การออกกำลังกาย สุขสภาวะทางเพศ คือการตีความสุขภาวะเป็น 4 มิติ สุขภาพทางกาย สุขภาพทางใจ สุขภาพทางสังคม และสุขภาพทางจิตตะปัญญา 

ความสำเร็จของ สสส. ในวันนี้เกิดขึ้นได้เพราะ

เราเน้นการทำงานเรื่องยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน เพราะ สสส. และ สคล. ไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว แต่มีเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันจนสามารถทำให้งานเดินหน้าได้ และเป็นการท้าทาย แม้จะเป็นปัญหายาก ส่วนที่เราทำแล้วได้ผลคือการคลอด พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก พอคลอดเสร็จก็ปิดสภากันเลย เพราะมีแรงต้านจากบริษัท ก่อนจะยื่นร่างกฎหมายเราทำงานหนักมาก เพราะต้องล่ารายชื่อมาถึง 13 ล้านคน เป็นการลงนามกฎหมายที่มีคนลงนามมากที่สุดในประเทศ เพราะเรามุ่งมั่นที่จะต้องทำงานต่อสู้กับอิทธิพลใหญ่ให้ได้ ความสำเร็จคงอีกยาว เพราะจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ และการดื่มต้องมีค่านิยมที่ลดลงตอนนี้มีคนที่เห็นปัญหาของเครืองดื่มเยอะขึ้น สู้กับอิทธิพลใหญ่มากขึ้น สมัยก่อนหาคนดื่มเหล้า สักคนหนึ่งในชุมชนยังหาไม่ได้ ผมว่าเรื่องของการดื่มเหล้ามันมาพร้อมกับการค้าขายการทำธุรกิจมากกว่า ข้าราชการถ้าดื่มเหล้า หาไม่ได้เลยสมัยก่อน ผู้หญิงก็ไม่มี ต่อมาเป็นเรื่องของค่านิยมสังคม การสังสรรค์ ฝรั่งก็เป็นผู้บันทึกว่าคนไทยน้อยมาที่จะมีการสังสรรค์ ดื่มเหล้า ก็ยังบันทึกแบบนี้ไว้เลย 

คุณสงกรานต์ทำงานหนักจนได้รับรางวัล โกมลคีมทอง

ผมมองว่าเป็นเรื่องกระแสการขับเคลื่อน รางวัลนี้จึงไม่ใช่สำหรับผมคนเดียวแต่ผมถือว่าเป็นรางวัลของเครือข่ายงดเหล้าทั่วประเทศมากกว่า การขับเคลื่อนเรื่องของเหล้ามีอุปสรรคในการทำงานเยอะมากมาย เพราะธุรกิจแอลกอฮอล์มีอิทธิพลมาก ทางมูลนิธิเค้าเล็งเห็นความสำคัญก็เลยให้รางวัลผมมา เพราะถ้าเป็นผมคนเดียวผมคงไม่สามารถทำงานได้ แต่ละปีมูลนิธิโกมลคีมทองเขาก็จะให้รางวัลกับคนที่ทำงานเพื่อสังคม ในประเทศไทยแล้วนำมาประกาศให้เป็นบุคคลเกียรติยศ แต่ผมไม่ทราบว่าเค้าเลือกกันอย่างไร แต่ผมคิดว่ามีคนเสนอชื่อเข้าไปให้ ผมจึงพูดเสมอว่าผมไม่ใช้เจ้าของรางวัล แต่เป็นการขึ้นไปรับรางวัลแทน สคล. ทุกคนทั่วประเทศ

เป็นอีกหนึ่งคนคุณภาพที่อุทิศตนเพื่อสังคม เห็นด้วยอย่างยิ่งกับพี่สงกรานต์ในข้อที่ว่า การรณรงค์เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ต้องอาศัยเครือข่ายที่มีพลังเข้มแข็งมากพอ จึงจะสามารถต่อกรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจน้ำเมาได้ แม้จะลุล่วงแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ตราบเท่าที่สังคมยังมีกลุ่มคนที่เห็นโทษของแอลกอฮอล์ ตัวเลขของนักดื่มก็คงจะค่อยๆลดลงตามลำดับ  พี่สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) พูดเสมอว่า "น้ำเมา คือ มะเร็งร้ายที่คอยกัดกร่อนสังคม" ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมาพี่ใหญ่ใจดีคนนี้จึงอุทิศตัวเพื่อต่อสู้กับระบบทุนนิยมที่เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์ในคราบของธุรกิจน้ำเมา และผลักดันให้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตราออกมาเป็นกฎหมายเพื่อใช้ควบคุมการจำหน่ายสุรา

 ความเป็นผู้ที่มีนิสัยอารีอารอบ พี่สงกรานต์จึงเป็นเสาหลักสำคัญของเครือข่ายรณรงค์ให้งดดื่มสุรา และเป็นพี่ใหญ่ที่พร้อมจะเปิดโอกาสให้แก่คนหนุ่มสาว และเครือข่ายภาคประชาชน ได้เข้ามาร่วมคลี่คลายปัญหาน้ำเมาให้ขยายวงกว้างมากขึ้น แม้จะถูกต้านจากบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำเมา แต่เภสัชกรจากรั้วจามจุรี คนดีจากกรุงเก่าผู้นี้ก็หาได้ประหวั่นพรั่นพรึง เพราะเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือ การป้องกันมิให้น้ำเมามาสร้างความล่มสลายให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะเยาวชน 

คุณสงกรานต์ใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างไรคะ 

สนุกสนานมากเลยครับ ผมเป็นคนอยุธยา คุณพ่อรับราชการกรมสรรพกรจึงต้องย้ายที่ทำงานบ่อย ส่วนคุณแม่เป็นแม่ค้า แต่ไม่มีหน้าร้าน ต้องพายเรือขายของไปตามชุมชน บ่อยครั้งที่ผมต้องอยู่บ้านคนเดียว กิจกรรมอันสนุกสนานของผมคือยิงนกตกปลา กระโดดน้ำไปตามประสาเด็กผู้ชาย เพราะบ้านผมเป็นเรือนแพอยู่ในแม่น้ำป่าสัก 

สมัยก่อนอยุธยาก็ถูกน้ำท่วมไม่ต่างกับปัจจุบัน พอถึงฤดูน้ำหลากโรงเรียนจะต้องปิดโดยปริยาย เพราะโรงเรียนประตูชัยที่ผมเรียนตอนชั้นประถมอยู่ในตัวเมืองก็จริง แต่ก็ไม่ไกลจากแม่น้ำ ความทะโมนของผมทำให้คุณพ่อห่วงมาก ผมจึงถูกส่งมาเข้าโรงเรียนประจำที่ ภปร. ราชวิทยาลัย นครปฐม เพราะท่านเกรงว่าผมจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันและยาเสพติด สมัยก่อนบ้านเราหุงข้าวด้วยเตาถ่าน ไม้ขัดหมดคือไม้เรียวชั้นดีที่พ่อใช้ทำโทษลูกๆทั้งสี่ เวลาทำผิด ผมเรียนที่ ภปร. แค่ ม.ศ.3 ก็มาต่อที่เตรียมอุดมจนจบชั้น ม.ศ.5 แล้วก็เอ็นทร้านซ์เข้าคณะเภสัชจุฬาฯ เพราะรั้วติดกัน

มีความฝันในวัยเด็กบ้างมั้ยคะว่าอยากเป็นอะไร

ไม่เลยครับ พ่ออยากให้เรียนอะไร ฃเป็นอะไรก็ตามนั้น ตอนเด็กๆว่างเมื่อไหร่เป็นต้องออกไปยิงนกตกปลาไปเรื่อย จึงมีผมเพียงคนเดียวซึ่งเป็นพี่ชายคนโต ที่ทำงานเพื่อสังคม ส่วนน้องๆทำธุรกิจกันหมด

ถามว่าทำไมถึงเลือกเรียนเภสัช ตอบแบบตรงไปตรงมาคือ เลือกเพราะคะแนนถึง เด็กสายวิทย์ที่ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีจะเลือกแพทย์เป็นอันดับ 1 ตามด้วยคณะเภสัชเป็นอันดับ 2 

โดยส่วนตัวชอบที่จะเรียนเภสัชหรือเปล่าคะ

ผมมองว่าไม่เรียกว่าความชอบ เพราะจริงๆแล้วตัวผมเองให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องช่างมากกว่า แต่พ่ออยากให้เรียน เพราะสมัยที่รับราชการเป็นสมุหบัญชีอยู่ตามต่างจังหวัด อาชีพเสริมของท่านคือหมอ พอที่จะดูแลคนป่วยได้เล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ถึงขั้นมีใบประกอบโรคศิลป์

นิสิตเภสัชสมัยก่อนเป็นอย่างไรบ้าง

ผมเข้าเรียน ปี  2513 จบปี 2518 เป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลา แต่ช่วงนั้นผมยังไม่สนใจเรื่องการเมือง แต่ให้น้ำหนักไปทางด้านกีฬา เพราะมีพื้นมาจาก ภปร. ราชวิทยาลัย ซึ่งส่งเสริมด้านกีฬามาก โดยเฉพาะรักบี้ พอมาเป็นนิสิตจุฬาฯ ผมก็ยังเล่นกีฬาอยู่กระทั่งเคยได้เหรียญทองเทนนิสประเภทคู่ผสม

ย้อนกลับมาถึงเรื่องเหตุการณ์ 14 ตุลา สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นคือนักศึกษาตื่นตัวกันมาก โดยเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม มีการออกค่าย และออกไปทำวิจัยและศึกษาดูงานในชนบท เรียกว่ากิจกรรมเต็มไปหมด โดยมี อาจารย์สำลี ใจดี ซึ่งท่านสอนเกี่ยวกับสรีรวิทยา เป็นตัวตั้งตัวตี ซึ่งทำให้ผมเริ่มสนใจเรื่องเกี่ยวกับสังคมขึ้นมาบ้างตามลำดับ

แต่ถ้าถามว่าผมมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือไม่อย่างไร ผมเกือบจะกลายเป็นวีรชนคนกล้าแล้วครับ เพราะผมมีเพื่อนรุ่นพี่ที่เล่นเทนนิสด้วยกันเขาเรียนหมอ ซึ่งเขาเข้าไปร่วมในฐานะขบวนการนักศึกษาช่วยดูแลนักศึกษาด้วยกันที่เดินอยู่กลางแดดแล้วเป็นลม ผมก็เข้าไปช่วยเขาแจกยาดม ยาหม่อง แต่โชคดีในวันที่เกิดปะทะกันผมไม่สบายก็เลยไม่ได้ไปร่วมในเหตุการณ์ ครั้งนั้นน่าจะเป็นมูลเหตุที่ทำให้ผมเริ่มสนใจในปัญหาสังคมมากขึ้น

ส่วนเรื่องการเรียนผมแทบเอาตัวไม่รอดในปีแรกๆ เพราะมัวแต่ไปทำกิจกรรม เล่นกีฬา ดีที่ได้เพื่อนช่วยคอยติวให้ตอนไปออกค่าย หรือบางครั้งก็ไปกินนอนอยู่ด้วยกันก่อนสอบ

นอกจากคุณสงกรานต์แล้วเพื่อนกลุ่มที่เรียนด้วยกันมีใครบ้างที่ทำงานเพื่อสังคม

มีคนเดียวครับคือ ดร.วิยะดา เกียรติยิ่งอังสุรี ทำเรื่องศึกษาปัญหายา เคยรณรงค์คัดค้านสู้กับธุรกิจยาข้ามชาติ พวกยาที่ไม่ถูกต้อง ยาที่อันตรายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ด้วยกันที่ สสส. เธอช่วยเรื่องการเขียนแผน คนอื่นๆนอกจากนั้นก็แยกย้ายกันไปหมด เพิ่งจะมารวมกลุ่มกันได้ผ่านโลกออนไลน์เมื่อไม่นานมานี้เอง

หลังจากเรียนจบเภสัชกรคุณสงกรานต์ก็ตั้งร้านขายยาด้วยเช่นกัน

ใช่ครับ ผมเปิดร้านขายยาอยู่ชั้นล่างของบ้าน ได้ประมาณ 4-5 ปี ก็หันไปทำงานด้านชนบทเพราะมีความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างรุนแรง ผมจึงตัดสินใจไปหาคนอื่นมาทำแทน พ่อกับแม่ก็บ่นเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจเรา ธุรกิจขายยาช่วงนั้นก็พอไปได้ เพราะเราเน้นขายถูกกว่าคนอื่น ประกอบกับมีงานเขียนหนังสือเรื่องยาไปด้วย แต่เรารู้สึกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดเท่าไหร่ เพราะหากปล่อยให้ชาวบ้านป่วยแล้วมาพึ่งร้านขายยามันไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง เล่าข้ามไปนิดหนึ่ง หลังจากเรียนจบผมมีโอกาสไปฝึกงานตามโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลบางปะอิน ที่อยุธยา ซึ่งที่นี่ทำให้ผมรู้จักกับหมอหลายท่าน เช่น หมอสุรเกียรติ อาชานุภาพ ผู้ที่เขียนคู่มือตรวจโรคให้กับหมอชาวบ้าน เพื่อสอนให้ประชาชนดูแลตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่งแพทย์ไปเสียทุกเรื่อง

สมัยก่อนการสาธารณสุขบ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง

เข้าถึงยากมาก คนจนจึงต้องหันไปพึ่งสมุนไพรพื้นบ้าน หรือแพทย์ทางเลือก เพราะการเดินทางค่อนข้างลำบาก ต่างกับปัจจุบัน มีทั้งประกันสุขภาพ สามารถสืบค้นเรื่องสุขภาพได้จากอินเทอร์เน็ต มี Call Center ระดับชุมชน เพียงแค่ยกหูแล้วเล่าอาการคุณหมอก็จะคอยตอบคำถามให้โดยที่ไม่ต้องมาโรงพยาบาล แผนงานของ สสส. ก็กำลังจะดำเนินงานเรื่องนี้อยู่เช่นกัน โดยมีแนวร่วมอย่าง หมอประเวศ วะสี  หมอวิชัย โชควิวัฒน์ หมอสำเริง แหยงกระโทก หมอสงวน 

ความรู้สึกต้องการจะเปลี่ยนสังคมอย่างรุนแรง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งสหกรณ์ยา

เป็นสาเหตุหนึ่งครับ แต่ส่วนหนึ่งมันสะสมมาจากการออกค่ายอาสาตอนสมัยเรียนด้วย เพราะการได้ออกไปสัมผัสชีวิตชาวบ้านในชนบท มันทำให้เราเห็นถึงปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องปากท้อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องยาเพียงอย่างเดียว 

สหกรณ์ยาที่อุบล ผมใช้วิธีชวนให้ชาวบ้านมาลงขันกันเพื่อจัดตั้งร้านยาในชุมชน เมื่อไหร่ที่ต้องการซื้อยาก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางออกไปนอกหมู่บ้าน เป็นการช่วยประหยัดค่าเดินทาง รวมทั้งซื้อยาได้ในราคาถูก ส่วนคนดูแลผมใช้ครูเกษียณราชการ ซึ่งผมได้ให้ความรู้เรื่องยาเบื้องต้นอย่างละเอียด ซึ่งโดยส่วนมากยาที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำก็พวกยาบรรเทาอาการปวดหัวตัวร้อน ท้องเสีย เพราะถ้าไม่มีสหกรณ์ยาที่พึ่งของเขาก็คือหมอตี๋ ตอนนั้นสหกรณ์ยามีหมู่บ้านละ 1 แห่ง

คนไทยมีปัญหาเรื่องการใช้ยามากน้อยแค่ไหนคะ

ผมว่ามาก คนไทยมีปัญหาเรื่องการใช้ยาผิดประเภท สมัยก่อนใครไม่สบายก็ต้องไปหาซื้อยาทัมใจ ยาแอสไพริน ยาชุด สมัยนั้นตัวที่เป็นปัญหาคือยา "ทัมใจ" หรือ "ยาปวดหาย" ซึ่งยาตัวนี้เป็นสาเหตุทำให้คนชนบทติดยาและเป็นโรคกระเพาะทะลุ เพราะแอสไพรินกัดกระเพาะ ทำลายไต และขณะเดียวกันก็มีคาเฟอิน ทำให้ติดยาแอสไพรินต่างประเทศเขาเลิกใช้ไปนานแล้ว แต่ประเทศไทยยังปล่อยให้ใช้ ตอนนี้เลิกกินกันแล้วมั้ง มากินยาแอสไพรินกันหมด สมัยก่อนกินกันทั้งวัน อ้างว่าถ้าไม่กินก็จะไม่มีแรงเหมือนคนติดกาแฟ ตอนเช้าตื่นมาก็ต้องกินกาแฟ วิธีแก้ปัญหาของเราตอนนั้นคือ รณรงค์กดดันให้กระทรวงสาธารณสุขเปลี่ยนนโยบายและปรับสูตรยา ครั้งแรกคือเอาตัวยาเอพีโนตินออกไปจากสูตรยาก่อน ต่อมาจึงเอาคาเฟอินออกไป ปรับสูตรยาให้เหลือเพียงแอสไพรินอย่างเดียว จนสำเร็จซึ่งถือเป็นผลงานสำคัญของกลุ่มศึกษาปัญหายา 

การรณรงค์ให้ปรับสูตรยาในครั้งนั้นต้องเผชิญกับแรงกดดันจากฝ่ายไหนบ้าง

ไม่ครับ เพราะเราทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเอาออกที่ละตัว สังเกตว่าเมื่อก่อนคนติดยาประเภทนี้เยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้น้อยลง และเป็นที่น่ายินดีว่ายาประเภทนี้ไม่ได้ขายในประเทศไทยแต่ลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ติดกันไปทั่วเพราะ 1. กินง่าย ราคาถูก ซองละประมาณหนึ่งสลึงเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นยาที่ชาวบ้านหาซื้อมาทานเองได้ 2. ร้านค้าหรือร้านชำมีขายหมด

ผมว่าสาเหตุสำคัญเรื่องการใช้ยา คือชาวบ้านเองก็ยังขาดความรู้และเชื่อคำโฆษณาตามฉลากยา เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ลักษณะการใช้ยาของคนไทยคือ หมอสั่งยาให้ก็เออออตามหมอ การควบคุมใบอนุญาตก็ไม่มี ขาดแคลนบุคลากร จะไปโทษชาวบ้านฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะสมัยนั้นแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ ขาดแคลนมาก ชาวบ้านแยกแยะไม่ออกว่าใครคือแพทย์ ใครคือพยาบาล พอไปโรงพยาบาล เค้าจึงเรียกหมอหมดทุกคน แม้กระทั่งคนทำความสะอาดในโรงพยาบาลสำหรับชาวบ้านคนๆนั้นก็คือหมอ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหมอตี๋จึงเกิดขึ้นที่ร้านขายของชำ

ภาคไหนของประเทศไทยที่คุณสงกรานต์มองว่าขาดความรู้เรื่องยามากที่สุด

สำหรับผมภาคอีสาน ภาคเหนือ เพราะมีคนใช้แรงงานเยอะ เมื่อมีอาการปวดเมื่อย ก็จะไปหาซื้อยาชุดมากิน โดยหารู้ไม่ว่ายาซอง ยาชุด เหล่านี้ล้วนแต่ผสมสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาครอบจักรวาลคนซื้อก็ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร แต่ที่แน่ๆ คือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทราบว่าคุณสงกรานต์เคยไปบวชที่สวนโมกข์ 

ใช่ครับ และผมถือว่าช่วงนั้นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ ผมไปบวชสวนโมกข์ ในระหว่างที่รอรับปริญญาเพราะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีชมรมพุทธ นักศึกษาที่บวชจะต้องลงไปอยู่ที่สวนโมกข์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และได้ศึกษาธรรมะกับท่านพุทธทาสตามท่านขึ้นไปเทศน์ตามเขา ผมบวชอยู่ 1 เดือน ความจริงไม่อยากสึก แต่พ่อกับแม่ขอร้องให้ขึ้นมารับปริญญา ผมยังศึกษาธรรมะอยู่นะ รักษาศีล 5 ความจริงอยากลงไปสวนโมกข์ แต่ติดที่ไกลเกินไปเพราะเราเองก็ยังต้องทำงานอยู่ งานพัฒนาชนบทต้องลงพื้นที่

 ส่วนสันติอโศกรู้จักตอนที่เปิดร้านขายยา เพราะมีน้องคนหนึ่งเขามีปัญหาแล้วชวนไปฟังท่านโพธิลักษณ์เทศน์ โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าท่านเป็นคนเก่ง ท่านเป็นดาราเก่า เป็นนักจัดรายการทีวี ทำหนังเรื่องโทน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนังที่ดังมากเลย หนังทำเงินในสมัยนั้น หลังจากฟังท่านเทศนาธรรม ผมเห็นว่าแนวทางของท่านคล้ายคลึงกับสวนโมกข์ ไม่เน้นเรื่องงมงาย ไม่แน้นเรื่องของวัตถุ จะเน้นปฏิบัติมากกว่า 

คุณสงกรานต์จึงใช้สันติอโศกเป็นสถานที่ศึกษาธรรมเรื่อยมา

ใช่ครับ เพราะสันติอโศกใกล้ สอนเรื่องประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ผมขอเล่าเรื่องนี้ก่อน พุทธมี 2 สาย คือเถรวาทและมหายาน มหายานเน้นเรื่องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่เถรวาทจะเน้นเรื่องวิถีทางที่ทำให้ตัวเองหลุดพ้นเพื่อไปนิพพาน สันติอโศกเน้นว่าทั้งสองเรื่องนี้ต้องไปด้วยกัน ผมคิดว่ามันน่าสนใจ พอได้เข้าไปอยู่ จึงได้ฝึกเรื่องประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน เรื่องมักน้อย สันโดษ กินน้อยใช้น้อย นี่คือจุดเด่นของสันติอโศก ยกตัวอย่าง พระฉันอาหารเพียงวันละมื้อเดียว ไม่มีสมบัติส่วนตัว ใครมาบวชที่นี่ส่วนใหญ่มาบวชตลอดชีวิต ไม่มีมาบวชแค่หนึ่งหรือสองอาทิตย์ ชั่วคราวไม่มี มีภรรยาก็ต้องหย่า มีสมบัติก็ต้องสละหรือโอนให้คนอื่นไปเลย คือเป็นพระที่ไม่ต้องมีสมบัติ แม้แต่คนที่ไปอยู่ในชุมชนก็ไม่มีเงินเดือนไปอยู่ก็ทำงานฟรี ดูแลคน ดูแลคนรอบชุมชน เหมือนเราทำงานร้านขายยาก็ช่วยเหลือคนอื่นไปด้วย ตอนนี้ก็เลยทำให้ชุมชนสันติอโศก งานที่เป็นอุตสาหกรรมก็มี เป็นพาณิชย์ เป็นร้านค้าก็มี อย่างข้างหน้าก็มีร้านพลังชีวิต คนทำงานที่นี่ก็จะทำงานแบบไม่มีเงินเดือนจนถึงเงินเดือนน้อย อย่างผู้จัดการร้านค้าข้างหน้าสูงสุดคือเงินเดือน 3,000 บาท นี่ถือว่าเงินเดือนสูงสุดแล้ว คนส่วนใหญ่ที่นี่จะมีเสื้อผ้าน้อยชุด ผลผลิตเป็นของส่วนกลาง เรียกว่า "สาธารณะโพธิ์คี" นี่ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์อีกนะ ที่นี่ทำแบบสมัครใจ จึงทำให้เค้ามีเงินส่วนกลางเยอะ หรือกงสีทั้งชุมชน ชุมชนไหนขาดแคลนเราจ แบ่งปันกันไปได้ 

ที่นี่ทำให้ผมได้หลักคิดเรื่อง "ประโยชน์สูงประหยัดสุด" เพื่อนำมาปรับใช้กับการทำงาน ประโยชน์ตน คือไม่มีความทุกข์ ประโยชน์ท่านคือทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นสองเรื่องที่สามารถทำไปพร้อมๆกันได้หากเราใช้ชีวิตที่ถูกต้อง หลักการบุญนิยมแนวคิดจะตรงข้ามกับทุนนิยมทุนนี่เน้นกำไรสูงสุด แต่บุญนิยมเน้นการให้ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวง คือ "ยิ่งให้ยิ่งได้ กำไรก็คือบุญ" สันติอโศกใช้แนวทางนี้ ทุกอย่างในสันติอโศกจึงแจกฟรี ขายต่ำกว่า ยกตัวอย่างเช่น ร้านพลังบุญของสันติอโศกจะติดราคาต้นทุนไว้เลยว่าซื้อมาเท่าไหร่ โปร่งใสมาก สังคมในลักษณะนี้ไปไหนจะอบอุ่นมากเพราะเรามีพันธมิตรกระจายอยู่ทั่วทุกภาค มีบ้านมีชุมชนอยู่ทั่วประเทศ

สันติอโศกทำให้คุณเข้ามาสู่แวดวงการเมือง

สันติอโศกทำให้ผมได้รู้จักกับ พลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะท่านไปปลูกบ้านหลังแรกที่นั่น แล้วท่านก็ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. เราในฐานะเพื่อนบ้านกัน ก็เลยช่วยท่านหาเสียง พอท่านได้รับเลือก ท่านก็ให้ผมเป็นเลขาฯส่วนตัว คอยดูแลเรื่องนัดหมาย หลังจากนั้นจึงต่อเนื่องมาจนถึงการก่อตั้งพรรคพลังธรรม และช่วงหลังๆก็เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม พันเอกวินัย สมพงษ์ เพราะเคยเป็นเลขาธิการพรรคมาก่อน เป็นที่ปรึกษาให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผมทำงานการเมืองอยู่ระยะหนึ่งจึงถอยออกมา

คุณสงกรานต์เข้ามาทำงานด้านรณรงค์การงดดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างไร

ผมสนิทกับ ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการพรรคพลังธรรมและเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกว่าเราเคยทำงานด้วยกัน ท่านจึงชวนผมมาทำงานเกี่ยวกับการรณรงค์งดเหล้า เมื่อปี 2546 ให้กับ สสส. โดยมีพื้นฐานมาจากการรณรงค์งดสูบบุหรี่ของ อาจารย์หมอประกิต วาทีสาธกกิจ เพราะเรื่องบุหรี่กับเหล้าถูกบังคับไว้ในกฎหมายตามพระราชบัญญัติการก่อตั้ง สสส. ว่าอย่างน้อย สสส.ต้องทำสองเรื่องนี้ให้ได้

ได้มีการวางเป้าหมายของโครงการบ้างมั้ยคะว่าตัวเลขจะต้องลดลงเหลือเท่าไหร่

ในกฎหมายไม่ได้ตั้งเป้าไว้ขนาดนั้น แต่ตอนนี้ตั้งแล้วเพื่อเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ พอปี 2546 ก็เริ่มที่จะรณรงค์เรื่องของเข้าพรรษาปลอดเหล้า โดยผมไปชวนคุณสุดารัตน์มาเป็นประธานโครงการ ครั้งแรกทำเรื่องงดเหล้าเข้าพรรษาแล้วได้ผล ตอนนั้นมีการทำโพลล์จากเอแบคช่วยประเมินให้ว่ามีคนงดเหล้าเท่าไหร่ เริ่มมาตั้งแต่ 30% จนมาถึง 50% เริ่ม เราทำต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี ตั้งแต่ 2546 แต่ไม่ได้ทำเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ตอนนี้เราพยายามรณรงค์ทุกเทศกาลให้ปลอดเหล้า โดยใช้ต้นทุนทางสังคมและศาสนาเข้ามาร่วมผลักดัน จนมีคนต้นแบบเลิกเหล้า และคนที่เลิก 3เดือน ก็มีเป็นจำนวนมากเพราะเขาใช้ช่วงเวลาเข้าพรรษาเป็นจุดเริ่มต้น

ผลของการรณรงค์เรื่องเหล้าทำให้เกิดสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะ สคล.รับทุนทำงานจาก สสส. เพื่อทำงานรณรงค์งดเหล้า เราจึงเหมือนกับองค์กรลูก รับทุนเพื่อมารณรงค์และไปหาเครือข่ายให้เข้ามาทำงานทั่วประเทศ ซึ่งบทบาทหลักของ สคล. คือประสานงานกับกลุ่มคนที่พร้อมจะมาช่วยเรารณรงค์เพื่อ ลด ละ เลิก 

ยุทธศาสตร์ของเราคือเน้นอิงกับเทศกาล เช่น เทศกาลเข้าพรรษาจะเน้นไปที่คนชนบทอายุ 30 ขึ้นไป วันวาเลนไทน์จะลงไปกลุ่มวัยรุ่น เพราะต้องแล้วแต่เทศกาลว่าจะเน้นกลุ่มเป้าหมายไหน หรือวาระสำคัญ เช่น ปีใหม่ไม่ให้เหล้า งานศพปลอดเหล้า งานบวชปลอดเหล้า งานแต่งงานปลอดเหล้า เพราะถ้าปลอดเหล้าก็คืนเงินสู่กระเป๋าของชาวบ้าน

ความคืบหน้าของการณรงค์ ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้างคะ 

หลักๆที่เห็นเลย คือตัวเลของผู้ดื่มแอลกอฮอล์ค่อยๆลดลง สมัยก่อนอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลมีผู้เสียชีวิต 800-900 คน พอเรารณรงค์อย่างจริงจังทุกอย่างก็ค่อยๆดีขึ้น มีเครือข่ายจำนวนมากที่พร้อมจะช่วยเรา และเมื่อเกิดการลด ละ เลิก ก็จะทำให้เกิดกระแสสังคม เพราะคนส่วนใหญ่ที่เห็นปัญหาจะเป็นกลุ่มที่ผลักดันให้เกิดนโยบายทางด้านสาธารณะ เช่น พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ปกติจะตราออกมายากมาก เพราะเน้นควบคุมขอบเขตการขาย หรือดีมานด์ และซัฟพลาย การเข้าถึงการดื่ม และบทลงโทษ แต่กฎหมายยังไม่ถึงกับสมบูรณ์มาก เพราะข้อบัญญัติที่ว่าด้วยการโฆษณาถูกแก้ไข ดังนั้น จึงเห็นเวลาที่เราจะไปเคลื่อนไหวเรื่องเหล้า ก็จะถูกต่อต้านจากบริษัทเหล้า ซึ่งกฎหมายพวกนี้ก็จะผลักดันยาก เหล้านี้ยากกว่าบุหรี่อีก บุหรี่มีแค่โรงงานยาสูบอย่างเดียวแล้วก็เป็นหน่วยงานรัฐ จะมาเคลื่อนไหวอะไรใต้ดินเค้าก็ไม่กล้าเท่าไหร่ แต่บริษัทเหล้ามีอิทธิพลต่อเรื่องนี้มาก รวยระดับชาติกันทั้งนั้น รวมถึงบริษัทเหล้าข้ามชาติอีกอิทธิพลสูงมากกว่าองค์การอนามัยโลกซึ่งตั้งมาเป็น100 ปี แต่ไม่มีการควบคุมเรื่องเหล้าเลย เพิ่งจะมียุทธศาสตร์ เมื่อ 2-3 ปีนี้เอง ทั้งๆที่มีข้อบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดโรค เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ มีปัญหาหลายมิติมากกว่า และพ.ร.บ.นี้ก็มีการออกกฎหมายลูก ในเรื่องของการห้ามดื่ม ห้ามขาย ในสถานที่ ช่วงเวลาการขาย อายุการขาย และตอนนี้เราก็พยายามผลักดันว่าห้ามดื่มในรถ ซึ่งต่างประเทศห้ามแล้วถ้าขับต้องไม่ดื่ม

ทราบว่าความเข้มแข็งของการรณรงค์ทำให้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุราระดับโลก

หากเปรียบเทียบกันระหว่างบุหรี่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ก่อให้เกิดปัญหาหลายมิติมากกว่า เพราะเหล้าทำให้เกิดทั้งอุบัติเหตุ อาชญากรรม ปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีกฎหมายระดับโลกเข้ามาควบคุม แต่จะมีเพียงบุ รี่เท่านั้น ซึ่งเราก็พยายามผลักดันให้เกิดกฎหมายโลกในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเมื่อวันที่ 13-15 ก.พ.ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพประชุมนโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลก (Global Alcohol Policy Conference : GAPC) ภายใต้หัวข้อ "จากแผนยุทธศาสตร์ระดับโลกสู่การปฏิบัติระดับชาติและท้องถิ่น" ถือว่าเป็นประเทศแรกที่ได้จัดงานเรื่องนี้ ซึ่งเป็นงานระดับโลกที่มีชื่อเสียงมาก โดยมีนักวิชาการด้านสาธารณสุขเข้าร่วม 500 กว่าคน จาก 59 ประเทศ ต่างประเทศเขาชื่นชมบทบาทของเรามาก โดยเฉพาะตอนที่ช่วยผลักดันนโยบายระดับโลก ซึ่งคนไทยที่เข้าไปทำให้เกิดการผลักดันเชิงยุทธศาสตร์ คือ นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผอ.ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา และไปเรียนต่อปริญญาเอกอยู่ที่นิวซีแลนด์ เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง โดยได้รับทุนจาก สสส. และได้รับเกียรติ ให้เข้าไปพูดในองค์การอนามัยโลกในหลายประเด็น กระทั่งผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์เรื่องแอลกอฮอล์ ประเทศจึงได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม และได้มีการช่วยเหลือให้กลุ่มประเทศที่เข้าร่วมประชุมผลักดันให้ตั้งกลุ่ม สสส.ในประเทศของตน โดยมีการเก็บภาษีเหล้าบุหรี่เพิ่ม อีก 7 บาท โดยกัน 2 บาท มาตั้งเป็นกองทุนของสสส. เพื่อมาทำงานสร้างเสริมสุขภาพ หลักนี่จริงๆได้มาจากออสเตรเลีย มีหลายประเทศที่ให้ความสนใจอยากทำ เช่น เวียดนาม ลาว มาดูงาน สสส.ที่บ้านเรา ภูฏานก็สนใจเพราะยังไม่เป็นทุนนิยมมากเท่าเรา สิ่งแบบนี้จะมาพร้อมความเจริญ

การคลี่คลายเรื่องแอลกอฮอล์ได้ดี แสดงว่า สสส. ก็มีหลักในการทำงานที่ดีทีเดียว

เราได้หลักการทำงานมาจาก นพ.ประเวศ วะสี ชื่อว่า "ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คือ1. ใช้องค์ความรู้และข้อมูลจริงเชื่อถือได้ 2. ทำให้เกิดนโยบายสาธารณะ 3. ต้องมีภาคประชาชน ประชาสังคม ให้เกิดกระแสสังคมเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาใหญ่ได้ การผลักดันแก้ปัญหาใหญ่ๆได้ ถึงจะได้เกิดกฎหมายเกิดนโยบาย สสส. ใช้เรื่องนี้เป็นหลัก เครือข่ายองค์ตอนนี้เรายังไม่กล้าพูดว่าลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะมันไปแก้ค่านิยมไม่ได้ แต่พยายามไม่ให้การดื่มเพิ่มขึ้น เราก็พยายามใช้แบบมาจากบุหรี่ การเริ่มดื่มเพราะเพื่อนชวน กลัวเสียเพื่อน ประกอบกับมีค่านิยมเรื่องเท่ แหกพรรษาเพราะเพื่อนเพราะสังคม 

สังเกตว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสุรามักทุ่มโฆษณา คุณสงกรานต์คิดว่ามีผลต่อการกระตุ้นให้เกิดการดื่มสุรามากน้อยอย่างไร

การทำโฆษณาของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่อการดื่ม ทั้งการเริ่ม และทำให้มีคนดื่มมากขึ้น การโฆษณาสมัยก่อนเปิดแบบเสรี ธุรกิจเหล่านี้ก็จะพยายามนำเสนอเรื่องที่เยาวชน หรือประชาชนชอบ เพื่อใช้ในการโฆษณา เช่น เรื่องเพื่อน เรื่องเพศ ความสำเร็จ ความสนุกสนาน และธุรกิจเหล่านี้มีเม็ดเงินในการทำโฆษณาอย่างมหาศาล สามารถใช้ดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อจูงใจให้เยาวชนเข้ามาเป็นนักดื่ม ซึ่งเราก็ได้ควบคุมไปได้ในระดับหนึ่ง โดยใช้กฎหมายบังคับ และมีงานวิจัยพบว่า หากธุรกิจเหล่านี้มาทำเรื่องดีๆก็จะทำให้เด็กเยาวชนคล้อยตามได้ เช่น เบียร์ยี่ห้อหนึ่ง ไม่มีโฆษณาแต่มีแค่แบรนด์ติดไว้ตรงมุมจอ เมื่อไปสอบถามเยาวชนพบว่าโตขึ้นต้องดื่มเบียร์ยี่ห้อนี้ ดังนั้น โฆษณาจะมีผลกับเด็กมากว่าผู้ใหญ่ แต่บริษัทเหล้าก็พยายามแย้งว่าไม่มีผล ซึ่งบริษัทเหล่านี้ ก็พยายาม ลด แลก แจก แถม มีสาวเชียร์เบียร์ 

อายุของผู้เริ่มดื่มสุราอายุเฉลี่ยประมาณเท่าไหร่

ผมห่วงมากเรื่องนี้ เพราะตอนนี้ มีนักดื่มหน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก มีงานวิจัยบอกว่า ระดับเด็กประถมก็ดื่มสุรากันแล้ว ในเด็กมัธยมปลาย 50% ขึ้น อาชีวะ ประมาณ 70-80%  กันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะแอลกอฮอล์ทำลายสมอง แล้วเขาก็จะเป็นประชาชนที่ด้อยคุณภาพ และตกเป็นภาระของสังคมตามมา สิ่งที่เราต้องสู้อยู่ตอนนี้คือ สู้กับกระแสของเยาวชนที่อยู่วัยอยากรู้อยากลอง อยากเข้าสังคม

หากมองย้อนกลับไปเยาวชนที่ดื่มประจำมากขึ้น อาทิตย์หนึ่ง 2-3 ครั้ง เพิ่มขึ้น 7% จากเมื่อ 10 ปีก่อน กลุ่มเยาวชนคือกลุ่มเป้าหมายที่เรามองว่าต้องทำให้สำเร็จ แม้จะต้องใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น 

แต่ขณะเดียวกันธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีเป้าหมายทางการตลาดกับเยาวชน อันนี้คือสิ่งที่เราเรียกร้องต่อสังคม คุณอย่าเอาเด็กไปเป็นเป้าหมายทางสังคม เพราะถ้าเริ่มจากแบรนด์ไหนก็จะดื่มแบรนด์นั้นตลอด นี่คือสิ่งที่เราเรียกร้องว่าบริษัทต้องรับใช้สังคม ไม่ต้องมาแจกของก็ได้แต่ต้องมารับใช้สังคม เพราะเค้าเองก็รู้ว่าธุรกิจเค้ามันเป็นธุรกิจสีดำ ไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ

สรุปแล้ว สคล. ใช้ยุทธศาสตร์ใดบ้างเพื่อปกป้องกลุ่มเยาวชน

สคล. มียุทธศาสตร์หลักๆในการทำงาน คือ 1. เน้นเรื่องของเทศกาล เข้าพรรษา แต่งงาน งานบวชและพยายามที่จะให้เป็นงานศพปลอดเหล้า ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้ผลดี มีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เพราะต่างจังหวัดเวลามีคนตายต้องไปกู้เงินทำศพ และถ้ามีเหล้าต้องจ่ายมาเป็น 2 เท่าจากงานที่ไม่มีเหล้า ตอนนี้กระแสมันไปทั่วประเทศมีจังหวัดที่ผู้ว่าฯ เอาจริง ปีเดียวที่รณรงค์ให้จัดงานศพปลอดเหล้า ประหยัดเงินเป็น 100 ล้านเงินจะกลับสู่กระเป๋าชาวบ้านได้เยอะ 2. เราให้ความสำคัญกับเยาวชนที่ชอบดื่ม นอกจากนี้เรายังเน้นรณรงค์ในกลุ่มผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ผู้ชายดื่ม 2-3 เท่า ผู้หญิงจะดื่มมากขึ้น 5-6 เท่า นักดื่มผู้หญิงก็เยอะขึ้นด้วย

ปัจจุบันธุรกิจสุราไม่เพียงวางเป้าหมายที่กลุ่มเยาวชน เขายังพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้หญิง ทำแบรนด์ ทำแพ็คเกจ จุดเริ่มคือ เหล้าปั่น ที่เอาเหล้ามาผสมกับน้ำหวานแล้วเอามาปั่นแอลกอฮอล์ให้ต่ำลง ขายใกล้สถานศึกษา ตอนนี้ยังไม่ผิดกฎหมายแต่เรากำลังตั้งกฎหมายลูกอยู่ ซึ่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำลังร่างกฎหมายเพื่อควบคุม และพยายามชวนเด็กเข้ามาเป็นนักรณรงค์ โดยให้นักรณรงค์เหล่านี้ทั่วประเทศหลายพันคนทำกิจกรรม เช่น จังหวัดขอนแก่นที่จัดงานสงกรานต์ที่ถนนข้าวเหนียวทีไรเป็นต้องมีเหตุทะเลาะวิวาท เดี๋ยวนี้เทศบาลเค้าณรงค์รงค์กับเราจัดงานถนนข้าวเหนียวปลอดเหล้า ที่มีคนเล่นมากที่สุด ในจังหวัดขอนแก่น ได้ลงกินเนสส์บุ๊คด้วย 

 นอกจากนี้ก็เริ่มมีการนำนวัตกรรมของ สสส. ไปบอกต่อประเทศเพื่อนบ้านให้มีการรณรงค์เรื่องนี้ เช่น คอนเสิรต์ปลอดเหล้า เพราะส่วนใหญ่สปอนเซอร์ คือบริษัทเหล้า อย่างมากคือเราจะใช้เรื่องของกฎหมาย ถ้าคุณใช้ที่สาธารณะมาจัดงานที่มีเหล้าก็ผิดกฎหมาย เงินโฆษณาเหล้าอย่างเดียว 2,000 ล้าน เท่ากับเงิน สสส. ได้พอๆกันแต่ต้องทำทุกเรื่อง ตั้งแต่เด็กแรกเกิดถึงคนตายกันเลยทีเดียว นมเด็ก การออกกำลังกาย สุขสภาวะทางเพศ คือการตีความสุขภาวะเป็น 4 มิติ สุขภาพทางกาย สุขภาพทางใจ สุขภาพทางสังคม และสุขภาพทางจิตตะปัญญา 

ความสำเร็จของ สสส. ในวันนี้เกิดขึ้นได้เพราะ

เราเน้นการทำงานเรื่องยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน เพราะ สสส. และ สคล. ไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว แต่มีเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันจนสามารถทำให้งานเดินหน้าได้ และเป็นการท้าทาย แม้จะเป็นปัญหายาก ส่วนที่เราทำแล้วได้ผลคือการคลอด พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก พอคลอดเสร็จก็ปิดสภากันเลย เพราะมีแรงต้านจากบริษัท ก่อนจะยื่นร่างกฎหมายเราทำงานหนักมาก เพราะต้องล่ารายชื่อมาถึง 13 ล้านคน เป็นการลงนามกฎหมายที่มีคนลงนามมากที่สุดในประเทศ เพราะเรามุ่งมั่นที่จะต้องทำงานต่อสู้กับอิทธิพลใหญ่ให้ได้ ความสำเร็จคงอีกยาว เพราะจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ และการดื่มต้องมีค่านิยมที่ลดลงตอนนี้มีคนที่เห็นปัญหาของเครืองดื่มเยอะขึ้น สู้กับอิทธิพลใหญ่มากขึ้น สมัยก่อนหาคนดื่มเหล้า สักคนหนึ่งในชุมชนยังหาไม่ได้ ผมว่าเรื่องของการดื่มเหล้ามันมาพร้อมกับการค้าขายการทำธุรกิจมากกว่า ข้าราชการถ้าดื่มเหล้า หาไม่ได้เลยสมัยก่อน ผู้หญิงก็ไม่มี ต่อมาเป็นเรื่องของค่านิยมสังคม การสังสรรค์ ฝรั่งก็เป็นผู้บันทึกว่าคนไทยน้อยมาที่จะมีการสังสรรค์ ดื่มเหล้า ก็ยังบันทึกแบบนี้ไว้เลย 

คุณสงกรานต์ทำงานหนักจนได้รับรางวัล โกมลคีมทอง

ผมมองว่าเป็นเรื่องกระแสการขับเคลื่อน รางวัลนี้จึงไม่ใช่สำหรับผมคนเดียวแต่ผมถือว่าเป็นรางวัลของเครือข่ายงดเหล้าทั่วประเทศมากกว่า การขับเคลื่อนเรื่องของเหล้ามีอุปสรรคในการทำงานเยอะมากมาย เพราะธุรกิจแอลกอฮอล์มีอิทธิพลมาก ทางมูลนิธิเค้าเล็งเห็นความสำคัญก็เลยให้รางวัลผมมา เพราะถ้าเป็นผมคนเดียวผมคงไม่สามารถทำงานได้ แต่ละปีมูลนิธิโกมลคีมทองเขาก็จะให้รางวัลกับคนที่ทำงานเพื่อสังคม ในประเทศไทยแล้วนำมาประกาศให้เป็นบุคคลเกียรติยศ แต่ผมไม่ทราบว่าเค้าเลือกกันอย่างไร แต่ผมคิดว่ามีคนเสนอชื่อเข้าไปให้ ผมจึงพูดเสมอว่าผมไม่ใช้เจ้าของรางวัล แต่เป็นการขึ้นไปรับรางวัลแทน สคล. ทุกคนทั่วประเทศ

เป็นอีกหนึ่งคนคุณภาพที่อุทิศตนเพื่อสังคม เห็นด้วยอย่างยิ่งกับพี่สงกรานต์ในข้อที่ว่า การรณรงค์เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ต้องอาศัยเครือข่ายที่มีพลังเข้มแข็งมากพอ จึงจะสามารถต่อกรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจน้ำเมาได้ แม้จะลุล่วงแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ตราบเท่าที่สังคมยังมีกลุ่มคนที่เห็นโทษของแอลกอฮอล์ ตัวเลขของนักดื่มก็คงจะค่อยๆลดลงตามลำดับ