วัดพุทธบูชา วัดป่าในเมืองกรุง

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 เราสองคนมีโอกาสได้ไปร่วมงานบุญอายุวัฒนมงคล 80 ปี หลวงปู่สนธิ์ อนาลโย วัดพุทธบูชา บางมด กทม.มาค่ะ โดยมีการวางศิลาฤกษ์วิหาร 100 ปี พระพุทธวิริยากร (เพิ่ม กตปุญโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทธบูชารูปแรก ในเวลา 06.51 น. จากนั้นเป็นการตักบาตรอาหารแห้ง และถวายภัตตาหารพระกัมมัฏฐาน 32 รูป และพระติดตาม แล้วจึงเข้าสู่พิธีเปิดป้ายอาคาร "โรงเรียนพระปริยัติธรรมอนาลโย 80 ปี" (อาคาร 5 ชั้น) เวลา 09.39 น. และมีพิธีทอดผ้าป่าการศึกษาอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมอนาลโย 80 ปี ตามลำดับ

หลายท่านอาจไม่ทราบว่า วัดพุทธบูชา ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 172 หมู่ที่ 3 แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ เป็น "วัดป่า" สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต เมื่อประมาณ พ.ศ.2497 คหบดีชาวสวนชื่อ เล็ก เหมือนโค้ว และภรรยาชื่อ ทองดำ (นามสกุลเดิม ตันเปาว์) ไม่มีบุตรสืบตระกูล บ้านอยู่ริมคลองบางมด และเป็นผู้มีพื้นเพเดิมมาจาก จังหวัดสมุทรสงคราม มีศรัทธาคิดถวายที่ดินสร้างวัด จึงปรึกษากับ ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) รองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (ในสมัยนั้น) ซึ่งเป็นผู้ที่มีพื้นเพเดิมมาจากจังหวัดสมุทรสงคราม เช่นเดียวกัน ซึ่งท่านก็สนับสนุนและอนุโมทนาในจิตกุศลของ นายเล็ก นางทองดำ สองสามีภรรยาผู้ใจบุญจึงได้บริจาคที่ดินหนึ่งแปลง มีเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา สร้างวัดแล้ว ชาวบ้านก็ไปนิมนต์ พระปลัดทองสุก ธมฺมคุตฺโต มาอยู่จำพรรษา ต่อมาประมาณ พ.ศ.2497 นายเล็ก เหมือนโค้ว จึงไปขอพระวัดบวรนิเวศวิหาร กับท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เพื่อให้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธบูชา ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี ได้แนะนำพระภิกษุให้เลือก 2 รูป คือ รูปหนึ่งเก่งทางการศึกษา (ไม่ทราบนามของท่าน) อีกรูปหนึ่งคือ พระมหาเพิ่ม กตปุญฺโญ (เพิ่ม แผนดี) อายุ 37 พรรษา 17 เก่งทางการก่อสร้าง

นายเล็กนิมนต์ พระมหาเพิ่ม มาเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธบูชารูปแรก ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี จึงได้มีบัญชาให้พระมหาเพิ่ม มาเริ่มดูแลและก่อสร้างสถานที่แห่งนี้ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 และนายเล็ก ได้สร้างศาลาบำเพ็ญกุศลชั่วคราวขึ้น 1 หลัง ตั้งอยู่ริมคลองบางมด เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับทำบุญใส่บาตรในวันธรรมสวนะ (วันพระ) และใช้เป็นที่บำเพ็ญกุศลในเทศกาลงานบุญและงานมงคล-อวมงคลต่างๆ เมื่อพระมหาเพิ่ม ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ใน พ.ศ.2499 แล้ว ได้เร่งการก่อสร้าง ต่อจากที่มีอยู่เดิม คือเมื่อปรับพื้นที่จากร่องสวนให้เป็นที่เรียบเสมอกันแล้ว ได้สร้างศาลาบำเพ็ญกุศลใหม่แทนศาลาชั่วคราว และต่อมาใน พ.ศ.2498-2499 ได้เริ่มสร้างกุฏิขึ้น 8 หลัง เป็นกุฏิไม้ โดย นายเล็ก-นางทองดำ เหมือนโค้ว ได้ชักชวนญาติๆ และผู้คุ้นเคยมาสร้าง และใช้ชื่อกุฏิตามนามสกุลของท่านผู้สร้าง ตั้งอยู่ในแถวเดียวกันบนที่ดินแปลงที่ 1 ของวัด คือตั้งอยู่ทางด้านขวา (ทิศใต้) ของอุโบสถหลังใหม่ 4 หลัง (นับจากคลองบางมดเข้ามา) ตั้งอยู่ทางด้านซ้าย (ทิศเหนือ) ของอุโบสถหลังใหม่ 4 หลัง (นับจากคลองบางมดเข้ามา) ใน พ.ศ.2503

ในปีต่อๆมา มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์เพื่อก่อสร้าง ศาลาท่าน้ำ 1 หลัง กุฏิไม้ 2 หลัง และศาลาธรรมสังเวช 1 หลัง พระมหาเพิ่ม ท่านเล็งเห็นว่าเนื้อที่ของวัดยังคับแคบ จึงได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อขยายอาณาเขตของวัด และส่วนใหญ่เจ้าของที่เดิมจะขายให้กับทางวัดในราคาแบบกึ่งขายกึ่งถวาย เป็นการร่วมกุศลกับทางวัดด้วย เมื่อสรุปที่ดินที่ท่านเจ้าอาวาสจัดซื้อไว้ รวมกับที่ซึ่งได้รับบริจาค จึงรวมเป็นที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งวัดทั้งหมด 46 ไร่ 3 งาน ตารางวา และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา วัดพุทธบูชา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2499 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2499 กำหนดเขตกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร พระประธานในอุโบสถ คือ พระพุทธชินราชจำลอง พุทธลักษณะงดงามขนาดเท่าองค์จริง มีหน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว (2.875 เมตร) หล่อด้วยทองสำริด น้ำหนักประมาณ 3 ตัน

เจ้าอาวาสวัดพุทธบูชาองค์ปัจจุบัน คือ พระราชภาวนาพินิจ (หลวงปู่สนธิ์ อนาลโย) ท่านเข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ 16 มกราคม 2542 ท่านปรารภว่า วัดพุทธบูชา ควรมีเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ประชาชนได้เคารพสักการะ และจัดเป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์ และฆราวาสปฏิบัติธรรม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เป็นผู้ออกแบบพระมหาเจดีย์พุทธบูชา ซึ่งมีขนาดกว้าง 16x16 เมตร สูง 38 เมตร มีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันตธาตุ ชั้นที่ 2 เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน ชั้นที่ 1 เป็นสถานที่ทำวิปัสสนากรรมฐานของพุทธศาสนิกชนทั่วไป เริ่มการก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ.2550 ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 30 ล้านบาท แล้วเสร็จใน พ.ศ.2553

สำหรับประวัติพระราชภาวนาพินิจ (หลวงปู่สนธิ์ อนาลโย) นามเดิมท่านชื่อ สุเต นามสกุล คำมั่น เกิด เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2477ตรงกับวันอาทิตย์ ที่บ้านโนนชาติ อำเภอเลิงนกทา ซึ่งปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร บิดาชื่อ นายเป คำมั่น มารดาชื่อ นางกัน คำมั่น อาชีพทำนา ท่านมีพี่น้อง 6 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 ต่อมา เพราะท่านเป็นคนที่ชอบสังเกต ผู้ใหญ่จึงเรียกท่านว่า สนธิ์ คือมีสิ่งใหม่ให้สังเกตพิจารณา ท่านเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดบ้านสร้างมิ่ง ท่านเป็นผู้มีนิสัยรักสงบ เชื่อฟังผู้ใหญ่ กลัวต่อความผิด มีอุปนิสัยแตกต่างจากเด็กในวัยเดียวกัน ชอบในการเป็นผู้ให้ เช่น เมื่อคุณแม่ใส่บาตรแก่พระที่มาบิณฑบาต ท่านมีความอิ่มใจ สุขใจ ท่านมีจิตใจที่โน้มเอียงไปในทางออกบวช ชอบไปอยู่วัด เพื่อเป็นผู้คอยรับใช้พระผู้มีอาวุโส เช่น ต้มน้ำร้อนถวายพระ

แม่ทุกคนหวังจะได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูก หวังให้ลูกได้บวชเรียนเขียนอ่าน ท่านจึงเดินทางกลับไปขอบวชที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร โดยมี พระอาจารย์มหาทองสุก เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์มหากว่า สุมโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสนธิ์ ขนฺตยาคโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านบวชเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2497 และได้อยู่อุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์และอาจารย์ ฝึกกัมมัฏฐานกับท่าน ใน พ.ศ.2498 กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสุทธาวาส เพื่ออุปัฏฐากพระอาจารย์กว่า และเรียนหนังที่วัดป่าสุทธาวาส การบวชในอดีต เป็นความลำบากมาก คือไฟฟ้าก็ไม่มี มีแต่ตะเกียง จุดไต้ หรือนำเอายางไม้มาผสมกับไม้ที่ผุแล้ว นำมาทำเป็นคบเพลิงจุดส่องสว่างกันเท่านั้น การท่องบ่นสาธยายต่างๆก็มีตำราน้อย บางวัดต้องมาเรียกปากต่อปาก เป็นแบบมุขปาถะ การทำกัมมัฏฐานในสมัยก่อน ทำอย่างเรียบง่าย แต่ก็เข้มข้น เนื่องจากธรรมารมณ์ที่จะมากระทบจิตมีน้อยกว่าสมัยนี้มาก การพิจารณาในสรีระร่างกาย ก็จะทำให้จิตสลดสังเวชลงได้ง่าย เพราะคนในสมัยก่อนไม่มีการแต่งตัวมากเหมือนสมัยนี้ ความลำบากปรากฏแก่จิตได้ง่าย ด้านอาหารก็ฉันตามชาวบ้าน โดยเฉพาะภาคอีสานจะเป็นอาหารที่เหมาะแก่การภาวนามาก เรียกว่าอาหารสัปปายะ เช่น แกงหน่อไม้ แกงเห็ด หลวกผักตามธรรมชาติ ทำให้ผู้ภาวนาธรรมจิตลงง่าย ในยามนั้นหลวงพ่อสนธิ์จึงมีความสุข เย็นสบาย จิตจะมีเมตตาธรรม จิตจะปรารภความเพียรอย่างเข้มแข็งมาก ธรรมปรากฏแก่จิต จิตถึงธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรม จึงเป็นจิตที่สลัดทิ้งจากราคะ โทสะ โมหะ ได้

ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่านาภู จังหวัดสกลนคร บังเอิญหลวงปู่เทสก์ เทสรังษี ได้เดินทางมาที่จังหวัดสกลนคร และหลวงพ่อก็เดินทางร่วมไปกับหลวงปู่เทสก์ เพื่อไปจำพรรษากับหลวงปู่ที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 และได้รับรู้ถึงปฏิปทาของหลวงปู่มั่นเป็นอย่างดี เพราะหลวงปู่เทสก์เล่าให้ฟังถึงการปฏิบัติของหลวงปู่มั่น การได้อยู่ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ ทำให้หลวงพ่อได้เห็นตัวอย่างการปฏิบัติตนของท่าน การภาวนาจะเริ่มได้ดีก็ต่อเมื่อเรามีกัลยาณมิตรที่ดี ติดขัดในข้อปฏิบัติใดๆ ก็สามารถสอบถามได้ หลวงปู่เทสก์เล่าถึงวัตรปฏิบัติให้ฟัง จึงทำให้จิตใจได้กำลัง มีความเพียรในการปฏิบัติ เมื่อเข้าอยู่จำพรรษาโดยธรรมเนียมสายปฏิบัติ ก็จะพากันเร่งความเพียร อย่างอุกฤษฏ์ บางรูปก็อดอาหาร พระทุกรูปปรารภความเพียรเพื่อให้แจ้งในวิมุติธรรม พระกัมมัฏฐาน จึงได้รับความเคารพบูชาอย่างสูง

ด้วยว่าสมัยนั้น หลวงปู่สนธิ์อายุยังน้อย จึงอยากจะเรียนพระปริยัติธรรมเพื่อเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติ ท่านจึงกราบเรียนให้หลวงปู่เทสก์ทราบ หลวงปู่เทสก์อนุญาตให้มาเรียนบาลีที่กรุงเทพฯได้ ใน พ.ศ.2500 โดยมี พระอาจารย์วัน อุตฺตโม ได้ฝากให้มาจำพรรษาที่วัดพุทธบูชา ซึ่งเป็นสาขาของวัดบวรนิเวศวิหาร และได้อยู่จำพรรษาที่วัดพุทธบูชา เป็นเวลาถึง 8 ปี และใน พ.ศ.2508 โดย พระอาจารย์สุวัจน์ ก็พามาฝากที่วัดบรมนิวาส ต่อมา หลวงปู่สนธิ์เริ่มการอบรมพระกัมมัฏฐานที่วัดบรมนิวาส เมื่อท่านกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านก็ได้เปิดการอบรมกัมมัฏฐาน ใน พ.ศ.2526 โดยได้นิมนต์หลวงปู่พุธ ฐานิโย มาเป็นองค์แสดงธรรม ได้รับความนิยมจากญาติโยมเป็นอย่างดี ต่อมา ท่านก็ได้ปรารภกับพระมหาประกอบ วัดป่ามหาชัย ว่าเราเปิดการฝึกอบรมกัมมัฏฐานที่วัดเลย โดยใช้ที่กุฏิหลวงพ่อ (กุฏิผ่องดำรงค์) เมื่อพ.ศ.2527เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เริ่มเวลา 18.00 น. ถึง19.00น. โดยมี อุบาสก อุบาสิกา พระ เณรมาปฏิบัติกันเป็นประจำ เมื่อหลวงปู่มาอยู่ที่วัดพุทธบูชา ใน พ.ศ.2542 ท่านก็ใช้พระอุโบสถเป็นสถานที่ในการอบรมปฏิบัติธรรม จนถึงปัจจุบัน

จากนั้นท่านได้ริเริ่มในการบูรณะเสนาสนะภายในวัด ซึ่งแต่เดิม หลวงพ่อเพิ่มท่านได้ก่อสร้างไว้นาน สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายก็ดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เมื่อหลวงปู่สนธิ์ได้มาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดพุทธบูชาอีก ท่านได้เริ่มก่อสร้าง กำแพงวัดให้เป็นสัดส่วน แบ่งเป็นเขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และได้ก่อสร้างซุ้มประตูโขงหน้าวัดอีกสองที่ และได้บูรณะปิดทองพระพุทธชินราชใหม่ก่อนที่จะทำการผูกพัทธสีมาใหม่ และได้ก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ศรีพุทธบูชา ขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ได้ก่อสร้างกุฏิเพิ่มเติมขึ้นมาอีก 3 หลัง เช่น กุฏิอนาลโย กุฏิ 72 ปี เป็นต้น กระนั้นท่านยังมีเมตตาธรรมรับเป็นภาระธุระให้การสนับสนุนในการก่อสร้างวัดอีกมาก เช่น วัดป่าภูปัง จังหวัดอุบลราชธานี วัดป่าอนาลโย จังหวัดนครปฐม และจังหวัดราชบุรี ญาติโยมผู้มีความเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของหลวงปู่ต่าง ก็ได้ถวายที่ดินเป็นพุทธบูชาอีกหลายแห่ง นี้คือคุณธรรมของท่านในด้านการส่งเสริมบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะในทางพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้า และเป็นที่สัปปายะแก่ทุกท่านที่มาปฏิบัติธรรม

ธรรมะที่หลวงปู่สนธิ์ได้อบรมสั่งสอนไว้ "...พระกรรมฐาน5 เกศา คือผมทั้งหลาย โลมา คือขนทั้งหลาย นะขา คือเล็บทั้งหลาย ทันตะ คือฟันทั้งหลาย ตะโจ คือผิวหนังทั้งหลาย ให้พิจารณาไปตามลำดับ โดยย้อนกลับไปกลับมา ในสี่อิริยาบถ หรือใช้ท่องบริกรรมภาวนา เป็นสมถะภาวนา ย่อมทำให้ท่านผู้บริกรรมอย่างนี้ทำใจของตนเอง เข้าถึงฌานทั้ง 5 คือ วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข และเอกัคคตารมณ์ได้ง่าย

...กิเลสจะดับ หรือพอกพูน ก็อยู่ที่เรา อันนี้เป็นเรื่องละเอียดมากทีเดียว คนที่ขยันหมั่นเพียรจริงๆ ถึงจะเข้าใจ ถ้าคนเกียจคร้าน ก็จะไม่เข้าใจ ขยันหมั่นเพียร ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ขยันทำความเข้าใจ ขยันละกิเลส ความอยาก เล็กๆ น้อยๆไม่ใช่ว่า อยากเฉพาะในเรื่องอาหาร การอยู่การกิน อยากในรูป ในรส ในกลิ่น ในเสียง ความยินดี ยินร้าย ทั้งผลักไส ทั้งดึงเข้ามา ไม่อยากเอา ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ดับออกให้หมดเลยทีเดียว ทำความเข้าใจให้ถึงธรรมชาติที่แท้จริง ธรรมชาติของจิตที่ไม่มีกิเลส เขาก็สะอาดบริสุทธิ์ ธรรมชาติของโลกภายนอก เขาก็หลงอยู่กับโลกธรรม 8 อยู่อย่างนั้นเราก็ยังอาศัยโลกอยู่ เราก็ต้องทำความเข้าใจกับโลก โลกในที่นี้หมายถึงความคิด หมายถึงอารมณ์ที่อยู่ในกายของเรา ซึ่งเรียกว่า รอบรู้ในโลก รอบรู้ในกองสังขารของตัวเอง รู้จักทำความเข้าใจแล้ว ค่อยละออกจากที่นั่น ที่นี่ กิเลสก็จะเหือดแห้งไปๆ?"

วัดพุทธบูชา พัฒนาขึ้นทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ พระราชภาวนาพินิจ (หลวงปู่ สนธ์ อนาลโย) ท่านริเริ่มพัฒนาทางด้านจิตใจโดยเปิดสถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 2 มีพุทธศาสนิกชน เข้ามาศึกษาปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังดำเนินการจัดตั้งสถานีวิทยุคลื่นพุทธบูชา fm 100.25mhz ซึ่งเป็นสถานี เสียงธรรมเพื่อประชาชน โดยปลอดจากการโฆษณาต่างๆ และมีกิจกรรมนิมนต์พระกัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาฉันภัตตาหารทุกๆ สัปดาห์แรกของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เวลา 07.00-10.00 น. ?ท่านใดต้องการสะสมเสบียงบุญเชิญได้นะคะ