มาสุดแผ่นดิน ถิ่นกระเจียวบาน แลลานหินงาม

1...
โลกสวยด้วยพรรณไม้

มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง พร้อมกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนมาปกคลุมประเทศไทย ทำให้สภาพอากาศโดยรวม ยังคงมีฝนอยู่ในเกณฑ์กระจาย หรือตกหนักในบางแห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

และด้วยเหตุนี้ ฝนจึงตกมาบ๊อยบ่อย

สายฝนพร่างพรม แล้วกระจายความชุ่มชื้น ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ บรรยากาศจึงแลดูเขียวขจี

เทศกาลเที่ยวหน้าฝน...เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ทว่าระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนสิงหาคม ตามอาณาบริเวณอุทยานฯมีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า "กระเจียว" เบ่งบานเต็มทุ่งกว้าง

ความสวยงามของพันธุ์ไม้ ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้มาชื่นชมกันจำนวนมาก กระทั่งจัดงาน "เทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวบาน"

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วฟ้าเมืองไทย และจากประเทศสมาชิกอาเซียน ทางองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงร่วมมือกันจัดงานปีนี้ว่า "ดอกกระเจียวเริงร่า...สู่อาเซียน"

เมื่อผมได้ทราบข่าว ก็ใคร่อยากทัศนาด้วยคน จึงตอบรับมิตรไมตรีกับ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทันที

สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวนั้น ผมมาจากกรุงเทพมหานคร แล่นรถไปตามทางหลวงหมายเลข 1 เมื่อถึงพุแคเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 21 จนกระทั่งถึงอำเภอชัยบาดาล แล้วค่อยเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 205 เมื่อคนขับมาถึงอำเภอเทพสถิต ก็พาเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 2354 โดยแล่นไปอีกประมาณ 18 กิโลเมตร เราได้พบทางแยกด้านซ้ายมือ ซึ่งเป็นป้ายบอกไปอุทยานฯ จากนั้นเราก็เลี้ยวซ้ายไปตามถนนลาดยางอีก 13 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการของ อุทยานแห่งชาติป่าหินงามด้วยสวัสดิภาพทุกคน

อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ แต่เดิมเรียกกันว่า "ป่าเทพสถิต" โดยมีความเชื่อถือต่อมาว่า อำเภอเทพสถิตนั้น เคยเป็นที่สถิตของทวยเทพ เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษาคราใด จะมีดอกบัวสวรรค์บานทั่วไป อันถือเป็นการบูชาเทพยดา ซึ่งมีเนื้อที่ก็ราวๆ 62,437.50 ไร่ หรือประมาณ 99.9 ตารางกิโลเมตร พร้อมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในลำดับที่ 105 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2550

ส่วนพิกัดอุทยานฯนั้นได้ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเทพสถิต และอำเภอซับใหญ่ ภายในจังหวัดชัยภูมิ โดยมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ อันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ทั้งของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีจุดเด่นทางธรรมชาติ ที่สวยงามหลากหลายแห่ง

ผมมาถึงในยามบ่ายๆ ก็เริ่มจัดตั้งโปรแกรมการท่องเที่ยว โดยมีจุดหมายแรกเริ่มที่ "ผาสุดแผ่นดิน" ทีแรกที่ได้ยินก็ฉงนหน่อย แต่พอล่วงรู้ถึงเหตุผลก็ทำให้เข้าใจชัดเจนว่า เกิดจากการดันตัวของแผ่นดินภาคกลาง (แผ่นดินฉานไทย) ซุกเข้าใต้แผ่นดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือแผ่นดินอินโดไชน่า ทำให้เกิดการยกตัวของแผ่นดินที่สูงชันขึ้น โดยแบ่งกั้นแดนระหว่างภาคกลาง จังหวัดลพบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดชัยภูมิ

พึ่บ!!! เสียงกางร่มจากผมก่อนก้าวออกจากรถตู้ แน่นอน!!! ไม่กลัวเปียกหรอก ด้วยเดี๋ยวตัวก็แห้งสนิท แต่เกรงใจกล้องจะชื้นซะมากกว่า

มาท่องเที่ยวหน้าฝน ก็มักได้เจอกับฝน

แต่บางคน...ก็มิได้อยากประสบกับฝน

ผิดกับแมกไม้ตามผืนป่า...ที่ชื่นชอบฝน

ธรรมชาติที่สมบูรณ์...ก่อเกิดจากน้ำฝน

หลังจากจ่ายค่าเข้าชมแล้ว ก็มีเสียงเชื้อเชิญที่ไพเราะให้เราขึ้นไปประจำที่ในรถราง แล้วรถก็แล่นฝ่าละอองฝน มาจอดสนิทให้ลงที่ลาน

เราลงเดินเท้าตามทางกรวดแล้วให้เพื่อนช่วยถ่ายภาพหน้าหล่อ กับป้ายที่เขียนว่า ผาสุดแผ่นดิน ดินแดน 3 ภาค-อีสาน-กลาง-เหนือ Thailandเพื่อยืนยันการมาเยือนของเรา ก็ทำทีท่าเป็นพระเอกหลายรูป จนลืมไปว่าฝนได้หยุดตก

เก็บร่ม...แล้วก็เริ่มกราดมองธรรมชาติ

ผาสุดแผ่นดิน...มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน แล้วยังถือว่าเป็นจุดที่สูงที่สุด จึงเรียกกันว่า สุดแผ่นดิน โดยมีระดับความสูง 846 เมตร จากน้ำทะเลปานกลาง แล้วก็ ณ หน้าผาสุดแผ่นดินจุดนี้ จะแลเห็นทิวทัศน์ของสันเขาพังเหย และพื้นที่ป่าอันสมบูรณ์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา อีกทั้งเป็นแนวแบ่งกั้นเขตระหว่างภาคอีกด้วย

เดินตามเพื่อนมาที่หน้าผา ซึ่งด้านตะวันตกของผานั้น จะมีชั้นหินที่รองรับอยู่ แต่ผุกร่อนออกไปมากแล้ว จนทำให้ชั้นหินบริเวณหน้าผาด้านบนพังถล่มลงไปส่วนใหญ่ จากรอยแตกและรอยเลื่อนต่างๆ กลายเป็นหน้าผาชัน ทอดตัวยาวสุดสายตา ส่วนชั้นหินที่แข็งแกร่ง ยังไม่พังลงไป บางส่วนเป็นชะง่อนหินยื่นออกไปเหนือชั้นผา

ถ่ายภาพตรงบริเวณหน้าผาก็ใช้เวลาอยู่นานพอควร แล้วหันไปถ่ายต้นไม้ใบหญ้าบ้าง ซึ่งมีให้เห็นแปลกตาอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้รู้จักชื่อเล้ย

ก่อนผละจากผาสุดแผ่นดิน ผมขอสูดอากาศเข้าปอดให้ความชื่นใจอีกสักครั้ง เป็นอากาศบริสุทธิ์ที่มีโอโซนที่ดีที่สุดอีกแห่งของเมืองไทย

เดี๋ยวจะพาไปชมกระเจียว...พี่บอย-อุภัย สาระศาลิน หัวหน้างานสื่อมวลชนสัมพันธ์ในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำก๊วนเที่ยวครั้งนี้ หันมาเปรยกับเราก่อนมีเสียงสตาร์ทรถกระหึ่มขึ้น

ได้เพลิดเพลินแก่สายตากับธรรมชาติสองฟากถนน กระทั่งรถมาจอดแน่นิ่งอย่างที่ผมไม่ทันรู้ตัวก่อน แล้วก็ตะลีตะลานเตรียมตัวพร้อม

ก่อนเข้าไปชื่นชมกับความงามของดอกไม้และธรรมชาติ ก็มารับทราบกันก่อน กับข้อห้ามในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ว่า 1. ห้ามเดินออกนอกเส้นทาง 2. ห้ามเก็บดอกไม้/พรรณไม้ 3. ห้ามนำสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ต่างถิ่นเข้าไป 4. ห้ามทิ้งขยะ และ 5. ห้ามสูบบุหรี่...ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 500 บาท ชะอุ้ย!!! ผมทำท่าสะดุ้ง ที่เห็นโทษปรับหากฝ่าฝืน

ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต และอุทยานแห่งชาติไทรทอง อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ มีทุ่งกระเจียวเหมือนกัน แต่ที่ผมกำลังจะก้าวเข้าไป เป็นทุ่งกว้างขวางของกระเจียวที่อยู่ภายในอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต ซึ่งปรับภูมิทัศน์ไว้อย่างสวยงาม อย่างที่เห็นชัดๆกันเลยก็ในเรื่องของสะพานทางเดิน มีการปรับเสริมด้วยเหล็กและปูน เพื่อความมั่นคงแก่การสัญจร และลดการบุกฝ่าเข้าไปด้วย

เวลาจวนเจียนใกล้เย็นย่ำทุกที ประหนึ่งย่างเข้าช่วงแห่งการพักผ่อนของเหล่าแมกไม้ในธรรมชาติ แต่ผมกลับยังหรรษาร่าเริงอยู่กับกระเจียวดอกสวยดอกหนึ่ง แล้วอีกสักครู่ก็จำต้องลาไปเช่นกัน เอาเป็นว่า...เรามาเพื่อหามุมเตรียมไว้ก่อนละกัน เพราะยังไม่ได้สำรวจตรวจตราให้ถ้วนทั่วกับความสวยสดของดอกกระเจียว ก็ต้องให้รถตู้มุ่งตรงเข้าที่พัก ณ บ้านไร่อิงดอยที่ได้จับจองไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกับทุ่งกระเจียว

ที่พักบรรยากาศดี๊ดี แถมมีต้นคล้ายกระเจียวปลูกให้ชมเสียด้วย ระหว่างนั้น เฮียภูดิศ ศิริภาณุภัค เจ้าของบ้านไร่อิงดอย มาขอนั่งชี้แจงให้พวกเราฟังว่า "นั่นเป็นสายพันธุ์ลัดดาวัลย์ แต่ที่คุณไปดูเมื่อสักครู่จะเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง แล้วที่วางขายกันเกลื่อนไปนั้น ก็เป็นอีกสายพันธุ์เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเพาะเลี้ยงกันได้ หรือที่เรียกกันว่า 'บัวสวรรค์' จะสังเกตได้ที่ก้านจะใหญ่ คือมีขนาดเท่ากับตะเกียบ ส่วนสายพันธุ์กระเจียวที่มีอยู่ภายในอุทยานฯนั้น จะมีก้านเล็กเท่ากับก้านธูป จึงอ่อนและพลิ้วไหวกว่า ทั้งสีสันก็ยังสดกว่าอีกด้วย

...สรุปสายพันธุ์ที่ปลูกประดับบริเวณบ้านไร่อิงดอยนี้ เป็นสายพันธุ์ที่ค้นคว้าขึ้นใหม่ แล้วยังที่มีอยู่ในป่าลึก ที่เป็นช่อดอกสีชมพูยาวๆ เรียกกันว่า 'พลอยชมพู' เป็นกระเจียวพันธุ์แท้อีกสายพันธุ์หนึ่ง โดยราวปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายน พอมีฝนเริ่มตกลงมา จะแทงหน่อหูกระต่าย ซึ่งเป็นใบขึ้นมาก่อนจะมีสองใบหรือสามใบ พอกลางเดือนมิถุนายน ถึงเริ่มแตกดอกให้เห็น แล้วอยู่ได้แค่สองสามอาทิตย์ จากนั้นเหง้าของกระเจียวจะเริ่มแตกขึ้นมาใหม่ ซึ่งในกอเดียวกันนั้น น่าจะมีสัก 2-3 รุ่น ถึงดูว่าอยู่นาน 3 เดือน

...ส่วนที่อื่นๆมีไม่เยอะ ที่ป่าหินงามและทรายทอง ทั้งหนาแน่นและจำนวน มากที่สุดในประเทศไทย ด้วยอากาศเย็นเกือบตลอดปี เฉพาะกลางคืนน่าจะ 25 องศาบวกลบ ทั้งใต้ผืนดินของที่นี่ บางจุดลึก 10-30 เซนติเมตร หรือราว 1-2 เมตร ก็พบกับแผ่นหินมากมาย ทำให้ดินเย็นและมีความชื้นสูง ส่งผลให้ดอกกระเจียวมีสีเข้มและใหญ่กว่าที่อื่นๆ มีอีกสายพันธุ์ที่ดอกสีขาว ตรงก้านดอกจะสั้น แล้วขนาดดอกเล็กกว่าหน่อย อ้อ!!! กระเจียวที่นี่กินไม่ได้เพราะกลีบดอกแข็ง ที่นำมาต้มจิ้มน้ำพริกกินนั่นเป็นอีกสายพันธุ์"

หลังจากได้ฟังเฮียให้สาระความรู้ดีๆ เราก็ต่างกลับไปหลับนอนฝันหวาน และพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้าตรู่กันเลยละ พวกเราจะเร่งเดินทางไปชื่นชมอย่างใกล้ชิด ให้สมกับการขนานนามต้นกระเจียวไว้ว่า "นางเอกของอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม"

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า