บทเพลงเติมเต็มชีวิต กิตตินันท์ ชินสำราญ

ศิลปบันเทิง

เสียงร้องทรงพลังของผู้เข้าแข่งขัน The Voice Thailand Season 2 กิตตินันท์ ชินสำราญ หรือ "ครูกิต" เคยสร้างความประทับใจให้ผู้ชมรายการ The Voice จนต้องจดจำเขาในฐานะนักร้องเสียงดีที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ สามารถร้องเพลงหลากหลายประเภท ให้ออกมาไพเราะในแบบของเขา

นอกจากการเป็นนักร้องเสียงดีมีความสามารถแล้ว หลายคนยังรู้จักเขาในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาขับร้อง วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือเส้นทางในการเรียนรู้ และฝ่าฟันอุปสรรค เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นสุดยอดฝีมือด้านการร้องเพลงของ "ครูกิต" นั้น ไม่ธรรมดาเลย

เขาเล่าให้ฟังว่าเริ่มต้นร้องเพลงตั้งแต่อายุประมาณ ๒-๓ ขวบ ตั้งแต่ที่ยังไม่รู้ตัว และมารู้ตัวเมื่อคุณแม่ได้เปิดเทปที่เคยบันทึกไว้ให้ดู

"ร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ ประมาณ ๒-๓ ขวบ ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แม่เอาเทปมาเปิดให้ดู ที่บ้านไม่มีใครสนใจเรื่องการร้องเพลงลงรายละเอียดขนาดผม แต่เขาจะชอบฟังเพลง อย่างเช่น คุณแม่ชอบฟังเพลงฝรั่ง มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงเยอะมาก ที่บ้านมีวงดนตรีเล่นๆ ที่บ้าน มีเพลงอัดไว้กับพี่สองสามคน ผมก็ร้องเพลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยก็เลยเลือกเรียนดนตรีเพราะสนใจ และที่บ้านก็ไม่ได้บังคับเรื่องเรียน ก็เลยไปลองสอบที่ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่เราก็ไม่เคยเรียนด้านดนตรีมาก่อน เพราะเมื่อก่อนอยู่ปราจีนบุรี แล้วที่นั่นไม่มีโรงเรียนพิเศษสอนดนตรีเลย ก็อ่านหนังสือที่บอกว่าจะสอบต้องทำอะไรบ้าง แล้วเขาบอกว่าต้องร้องเพลงคลาสสิค ซึ่งเมื่อก่อนก็ไม่รู้ว่าเพลงคลาสสิคคืออะไร ก็เลยมากรุงเทพฯ ไปเดินสยาม ที่ทาวเวอร์เร็คคอร์ด (Tower Records ร้านซีดีชื่อดังในอดีต) เป็นร้านขายซีดี ก็มีโซนซีดีคลาสสิค ก็ไปซื้อมาแผ่นหนึ่ง ชื่อ แอนเดรีย โบเซลลี (Andrea Bocelli) เป็นนักดนตรีตาบอด เป็นป๊อปกึ่งคลาสสิค ก็หัดไปเรื่อยๆ อ่านภาษาอิตาเลี่ยนได้ยังไงก็ไม่รู้ (หัวเราะ) แต่รู้ว่าตอนสอบก็สอบได้ ผ่านการคัดเลือก พอเรียนที่จุฬาฯก็เรียนรู้ทฤษฎี แล้วก็เริ่มเรียนเปียโนด้วยตัวเองครับ"

การศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาด้านดนตรี การร้องเพลงอย่างจริงจัง และทำให้ครูกิตได้เรียนรู้ และรู้จักคนที่เก่งทางด้านนี้จนเกิดความคิดที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

"ช่วง ๒ ปีแรกก็ไม่ได้ชอบดนตรีคลาสสิคมาก มันฟังยาก แต่มีโอกาส คือฟลุคส่งเทปไปออดิชั่นที่ญี่ปุ่นตอนปี ๒ เหมือนเป็นเยาวชนทั่วเอเชีย ที่จุฬาฯ ก็มีผมติดไปคนเดียว ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แล้วเหมือนเปลี่ยนโลก ในสมัยนั้นการฟังดนตรีค่อนข้างจำกัดเพราะยังไม่มียูทูบ (www.youtube.com) แต่พอมาอยู่ญี่ปุ่นแล้วได้เจอคนที่มาสายคลาสสิคจริงๆเยอะ ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจ พอปี ๔ ก็เลยไปเยาวชนโลกแล้วก็ติดอีก ปีนั้นไปออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ยิ่งเจอคนเก่งยิ่งกว่าที่ญี่ปุ่น ก็เลยรู้สึกว่าเราจะหยุดอยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว แล้วก็มีอาจารย์ที่จบจากอเมริกามา Workshop เขาจะมาปีละครั้ง ก็มีโอกาสได้ไปเรียนกับอาจารย์ท่านนั้น เขาสอนที่ลอนดอน ปี ๔ ก็มีออกไปร้องข้างนอกบ้างกับ อาจารย์สมเถา (สมเถา สุจริตกุล)"

จุดสำคัญที่ทำให้ครูกิต ได้ไปเรียนรู้และพัฒนาตนเองในระดับสากล คือหลังจากที่เขาเรียนจบได้ประมาณ ๒ ปี

"พอเรียนจบก็อยู่เมืองไทย ๒ ปี ตอนนั้นก็สับสนเพราะเมืองไทยก็ยังไม่มีอะไรทำ ก็สอนตามโรงเรียนทั่วไป คนรอบข้างอยากให้ไปเรียนต่อนอก แต่ผมยังกลัวๆว่าไปแล้วจะเป็นยังไง แต่มีช่วงหนึ่งที่มีอาจารย์มาจากซานฟานซิสโกมากำกับให้อาจารย์สมเถา ก็ได้ลองเรียนกับเขาแล้วถูกโฉลกกันก็เลยถามเขาว่าจะขอเรียนที่ลอนดอนด้วยได้ไหม เขาก็บอกว่าเขาไม่ได้สอนร้องแต่แนะนำครูให้ได้ ก็เลยบินไปซานฟานซิสโกเพื่อออดิชั่น ผลออกมาว่าได้ สองอาทิตย์ต่อมาบอกว่าได้ทุนด้วย ก็ไปอยู่ที่ซานฟรานฯ เรียนโอเปร่าเลย เรียนโท ๒ ปี แล้วก็ Postgraduate (จบปริญญาโท แล้วทำวิจัยหรือฝึกอบรมขั้นสูงขึ้นไปเรียกว่า เป็นการศึกษาระดับ Postgraduate ) อีก ๑ ปี ช่วงที่เรียนปี ๒ ก็เริ่มทำงานร้องเพลงในคอนเสิร์ต แล้วปี ๓ ก็สอนร้องเพลงที่โรงเรียนมัธยม แล้วก็อยู่ทำงานอีกปีหนึ่ง คือทั้งสอนและแสดง แล้วเคยคุยกับโอเปร่าไดเร็คเตอร์ที่เบลเยี่ยมเอาไว้ว่าอยากให้ไปออดิชั่น ก็เลยลองไปดู ก็ได้อีก ก็ย้ายไปอยู่ยุโรปอีก ๒ ปี ก่อนจะย้ายกลับมาที่นี่ครับ"

ชีวิตในต่างแดนของครูกิต มีการเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่พัฒนาทักษะของเขาให้ก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ คือการทำงาน ทั้งการสอนร้องเพลง และการแสดงโอเปร่า

"โอเปร่า คือร้องและเล่น แสดงหลายบท มีหลายเรื่อง เล่นที่ไทยด้วย แต่ที่ไทยเป็นบทเล็กๆ ออกมาร้อง ๒-๓ นาที แล้วก็หายไป แต่อยู่ที่ซานฟานซิสโกก็ได้ร้องบทนำมากขึ้น ที่ซานฟรานฯ ก็โหดมาก อย่างเช่น ต้องร้องบทหนาๆ เล่มหนึ่งให้ได้ภายในอาทิตย์เดียว โอเปร่ามันจะยากกว่าตรงที่ตอนร้องต้องใส่เทคนิคการแสดงไปด้วย แล้วก็เทคนิคการร้องด้วย เพราะโอเปร่าไม่ใช้ไมโครโฟน"

หลายปีในต่างแดนของครูกิต ไม่ใช่เรื่องที่ผ่านมาอย่างง่ายๆ แต่ถึงแม้จะท้อ ครูกิตก็มีเป้าหมายในการเรียนเป็นแรงผลักดันให้เขาข้ามผ่านทุกช่วงเวลาของความอ่อนแอมาได้

"มีท้อตลอดเวลา อาทิตย์แรกที่ต้องเรียนก็รู้สึกแย่ คือตอนแรกเราไม่รู้ว่าต้องเรียนยังไงบ้าง แล้วทุกวิชาก็ต้องให้ออดิชั่นหมดเลย แล้วครูที่ไปเรียนด้วย จำได้ว่าครั้งแรกที่ไปเรียนได้ร้องแค่ประโยคเดียวแล้วครูก็สั่งแก้ทันที ปิดเทอมแรกหนักมาก แต่ก็อดทน เพราะเห็นว่าคนที่จบจากอาจารย์คนนี้มาเป็นยังไง แต่เป็นปีกว่าจะปรับตัวได้ แต่พอผ่านจุดนั้นเราก็ได้เห็นว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ผมเป็นคนที่ร้องเพลงแล้วอัดเสียงไว้ตลอดเวลาตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทยและหลังไปเรียน แล้วมันจะเห็นพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมต้องอยู่ต่างประเทศนาน เพราะถ้าให้กลับทันทีเลย ผมคิดว่าผมยังร้องไม่ดี ก็เลยเรียนต่อ แล้วทุกอย่างมันก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เลยอยากใช้เวลาอีกปีหนึ่งไม่อยู่ในโรงเรียน แล้วก็เจออาจารย์เดือนละครั้งว่าทักษะที่เรียนไว้จะหายไปไหม เพราะการร้องเพลงเป็นสิ่งที่ต้องมีคนคอยไก๊ด์ตลอดเวลา ซึ่งพอกลับมาอยู่เมืองไทยการสอนมันก็ช่วยได้เยอะเพราะเคยผ่านปัญหาเหล่านั้นมาแล้ว และย้ำว่าตัวเองก็ต้องทำด้วย พอกลับไปอาจารย์ก็บอกว่าผมทำได้ดีขึ้น"

หลังจากได้ไปทำงานในยุโรป อยู่ด้วยตนเอง เรียนด้วยตนเองระยะหนึ่ง ครูกิตก็ได้กลับมาไทยด้วยเหตุการณ์ที่เขาบอกว่าเหมือนโชคชะตากำหนดไว้

"ตอนนั้นก็พยายามอยู่ยุโรป แต่เหมือนดวงชะตาต้องกลับมาไทย ตอนนั้นบินไปออดิชั่นที่ปารีสแล้วเขาก็ดูสนใจ แต่กลับไม่ได้ เขาบอกว่าดีมากแต่เขาเพิ่งรับนักร้องที่เสียงคล้ายผมไป แล้วหลังจากนั้นไปออดิชั่นที่ไหนก็เจอแต่กรรมการบอกว่าอย่างนี้ บางทีก็ไปออดิชั่นไม่ทัน ด้วยความที่เราเป็นคริสเตียนก็เลยลองอธิษฐานถามพระเจ้าว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แล้วอาจารย์เด่น (เด่น อยู่ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต) ซึ่งเคยเจอกันครั้งหนึ่ง ก็ส่งอี-เมลกลับมาว่ามีตำแหน่งเปิดที่รังสิตจะกลับมาสอนไหม ก็เลยกลับมาเมืองไทยเพราะตอนแรกที่ไม่กลับเพราะไม่แน่ใจว่าจะกลับมามีงานทำหรือเปล่า ทั้งที่จริงๆ ก็อยากกลับมาอยู่เมืองไทย จะได้ดูแลพ่อแม่ด้วย ตอนผมบอกสตูดิโอที่เบลเยี่ยมว่าจะกลับเมืองไทยแล้วเขาก็ไม่ให้กลับ แต่ในที่สุดก็ไปสอนและบินกลับมาแสดงสลับกันไปมาอย่างละ ๒-๓ เดือน แต่ตอนนี้ไม่ได้ไปที่นั่นแล้วครับ ก็บอกทางโน้นไปว่าอยากทำอะไรที่มันมั่นคง พอไป The Voice แล้วก็ยุ่งมาก มันจะสอนไม่ทัน แล้วมันมี Summer ด้วย ถ้าสำคัญจริงๆ จะบินกลับไปเล่นให้ แต่อยากจะให้ตั้งรากฐานที่เมืองไทยเป็นหลัก"

ครูกิตเล่าให้ฟังว่านอกจากการเป็นนักร้องแล้ว ปัจจุบันเขาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแขนงวิชาการขับร้อง หัวข้อ Performance (การแสดง) อยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ดูแลเรื่องการร้องเพลงคลาสสิค แจ๊ซซ์ และสาขาที่กำลังจะเปิดใหม่คือ บรอดเวย์ มิวสิคัล ซึ่งการเป็นครูสอนร้องเพลงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เขารักมาก ไม่ต่างจากการร้องเพลง ที่เป็นการเติมเต็มชีวิตของเขา

"ตั้งแต่สอบเข้าจุฬาฯ เขาก็ถามว่าทำไมต้องเข้าครุศาสตร์ทั้งที่เป็นนักร้อง ผมก็บอกว่าผมอยากเป็นครู สงสัยเพราะผมชอบพูด ชอบถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง ทุกวันนี้ก็ยังชอบการสอนอยู่ อยากให้นักเรียนเอารายละเอียดการร้องคลาสสิคไปให้หมด ทั้งที่คลาสก็เยอะแล้วแต่ก็ยังอยากสอนอีก ส่วนการร้องเพลง มันคือทุกสิ่งที่มาเติมอยู่ในชีวิตผม ถ้าผมไม่พูด ผมก็จะทำอะไรสักอย่าง ถึงไม่ได้ร้องออกมาแต่มันก็อยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่มีวันไหนสักวันหนึ่งที่ตื่นมาแล้วไม่มีอะไรอยู่ในหัว มันกลายเป็นทุกอย่างที่มาเติมในทุกช่วงชีวิตที่ไม่ได้ใช้เสียงทำอย่างอื่น ถ้าพูดถึงเสียงในการแสดง มันคงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้แสดงความเป็นตัวเองในหลายๆมุม ถ้าดูใน The Voice จะเห็นว่าผมจะพยายามเปลี่ยนตัวเองไปในสิ่งๆนั้นแล้วผมก็สนุก"

แม้จะประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักจากการประกวด The Voice Thailand Season 2 แต่สิ่งหนึ่งที่ครูกิตแน่วแน่ไม่เปลี่ยนใจ คือการได้ทำงานสอนที่ตัวเองรัก

"เป้าหมายในอนาคต ผมว่าก็คงสอนไปเรื่อยๆ ผมโชคดีตรงที่พอไป The Voice ปุ๊บก็มีงานแสดงเข้ามาให้ทำ แต่อีกหน่อยถ้าเราไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดตอนนี้แล้ว ผมก็อยากจะทุ่มเทให้กับการสอนมากขึ้น เพราะตอนนี้ก็มีหลายๆอย่างที่อยากทำแต่ทำไม่ได้เพราะเวลาจำกัด ถ้าอีกหน่อยงานมันซาๆ ลงแล้วก็คงได้กลับมาทำงานสอนมากขึ้น"

ในฐานะของความเป็นครูสอนร้องเพลง ที่เป็นทั้งครู และลูกศิษย์มาแล้ว ครูกิตฝากถึงคนที่อยากเริ่มต้นร้องเพลงว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรักในการร้องเพลง

"ผมว่าเรื่องร้องเพลงเป็นอะไรที่คุณต้องรักมัน ผมไม่ได้สนับสนุนให้เด็กเริ่มอ้าปากได้แล้วพ่อแม่ต้องส่งให้เรียนร้องเพลง ผมว่าผมโชคดีตรงที่ผมไม่มีอาจารย์จนกระทั่งอายุถึง ๑๘ เพราะมันทำให้เกิดธรรมชาติที่มันติดตัว เพราะบางทีส่งเข้าโรงเรียนตั้งแต่เด็ก ถ้าเจอครูดีก็ดี ส่งไปเรียนดนตรีให้หูดีฟังโน้ตได้ก็ส่งได้ แต่ร้องเพลงน่ะให้เด็กร้องไปก่อน แต่ก็เปิดเพลงให้ฟังได้ ให้ลูกเอ่ยปากเองว่าอยากเรียกดนตรี อย่าไปบังคับ ผมเคยมีช่วงหนึ่งของชีวิตที่สอนร้องเพลงเด็กที่โดนบังคับให้มาเรียนแล้วมันไม่มีความสุขทั้งผมและเด็ก พอโดนบังคับแล้วเขาจะไม่มีวันชอบร้องเพลง คือทุกครั้งที่มีคนโทร.มาขอเรียนร้องเพลงผมก็จะถามเสมอว่าเด็กอยากเรียนร้องเพลงหรือเปล่า"

สำหรับคนที่อยากเรียนร้องเพลงกับครูกิตสามารถติดต่อเข้ามาได้ที่มหาวิทยาลัยรังสิต หรือติดต่อผ่านทางการส่งข้อความในเฟซบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/kitthevoice