มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว...จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ท่องเที่ยวทั่วไทย

2. หาดทรายเม็ดละเอียดขาวกระจ่าง ทอดตัวเป็นแนวยาวสลับกับหัวกรัง ที่เหยียดตัวลงไปในท้องทะเลเป็นตอนๆ เหนือขึ้นมาบนชายฝั่งมีทิวต้นสน ยืนต้นเป็นแผงยาวขนาดไปกับผืนทะเล ต่อเมื่อใดที่น้ำทะเลลดระดับต่ำสุด จะเห็นหาดทรายยาวถึง 150 เมตร ผมมัวแต่สำราญใจไปกับธรรมชาติอันงดงาม เกือบจะหลงลืมกิจกรรมอันสำคัญไปเสียแล้ว เพราะการมาเยือนที่อุทยานแห่งชาติหาดวนกรแห่งนี้ เรามีโปรแกรมจะนั่งเรือออกไปชมเกาะกัน ซึ่งเกาะที่ห่างออกไปไม่ไกลจากนี้ คือ เกาะจาน และ เกาะท้ายทรีย์

เกาะจานเป็นแหล่งสัมปทานทำรังนกนางแอ่น แต่อนุญาติให้ดำน้ำได้เกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงฤดูมรสุมหรือมีคลื่นลมแรง ประมาณช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคมของปี ด้วยบริเวณรอบๆของเกาะ มีแนวปะการังสวยงามหลากสี อาทิ ปะการังเขากวาง ปะการังสมอง รวมทั้งดอกไม้ทะเลและปลาอีกหลากสายพันธุ์ เหมาะสำหรับการดำน้ำลงไปชมอย่างยิ่ง นอกจากกิจกรรมการนั่งเรือไปชมเกาะ ทางอุทยานแห่งชาติหาดวนกร ยังได้มีบริการเต็นท์และบ้านพักสำหรับเอาใจนักท่องเที่ยวไว้ด้วย แล้วก็มีการนำเดินศึกษาธรรมชาติหัวกรังและหินจวง ในลักษณะเป็นห้องเรียนกลางแจ้ง ให้ได้เรียนรู้และทำความเข้าใจ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของธรรมชาติ พร้อมกับสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาธรรมชาติ

โดยแต่ละสถานีในจำนวน 28 สถานี ได้แสดงความสัมพันธ์ที่พึ่งพาอาศัยกันในผืนป่า ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ชนิดต่างๆ โดยเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมี 3 เส้นทางด้วยกัน เส้นทางแรกระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เส้นทางที่ 2 ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง และเส้นทางที่ 4 ระยะทาง 6 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งกิจกรรมการศึกษาธรรมชาตินั้น ผมต้องหาระยะเวลาและโอกาสในคราวหน้า เพื่อมาลองสัมผัสสักครั้งให้ได้ แล้วจะขอเลือกเส้นที่ 3 แบบจัดเต็มเลยละ

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการพักผ่อน ทั้งเป็นเมืองตากอากาศที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งในปัจจุบันยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติ อันงดงามและมีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง หากเคยประทับใจกับความน่าอัศจรรย์ใจ ของเมืองสามอ่าวมาบ้างแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งต่อๆไปจะยิ่งติดใจในภาพความมหัศจรรย์ และความเป็นที่สุดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ยิ่งขึ้นครับ

เมื่อใบพัดเรือได้ฟาดฟันกับน้ำทะเล แล้วเกิดเรี่ยวแรงส่งให้เรือแล่นออกไป มีเสียงกระแทรกจากคลื่นทะเลใต้ท้องเรือดังตั้กๆ ทางด้านหัวเรือก็แหวกระลอกคลื่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมมีกระแสลมโต้เข้ามาโดยตลอด เพียงทนนั่งกระโดกกระเดกในเรือได้ไม่นาน เครื่องยนตร์ที่เคยแผดเสียงดังก็เริ่มเบาลง แล้วในที่สุดมาดับสนิทเมื่อแล่นถึงเกาะ เพื่อนฝูงบางคนเลือกไปดำน้ำดูปะการัง แต่ส่วนมากเลือกลุยน้ำเข้าหาเกาะ แล้วเลือกหาที่นั่งเล่นกินลมทะเลเพลินๆ

ผมไม่ได้เดินไปไหนไกลกว่าชายหาด ก็อย่างว่าละ...เป็นเกาะที่สัมปทานทำธุรกิจกันอยู่ จึงมีคนคอยจับตามองแทบไม่กระพริบตา เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ผมกลับเดินเข้าไปทักทายด้วยไมตรี แล้วชวนพูดคุยอย่างออกรสออกชาติ ซึ่งประทับใจกับบรรดาคนเฝ้าเกาะ ก็ตรงที่หารายได้เสริมด้วยการทำปลาแห้ง ทั้งออกไปหาปลาและนำมาแปรรูปกันเอง เห็นตากแดดกันบนตะแกรงลวดริมหาดเยอะแยะ นี่!!!ถ้าแห้งได้ที่...คงต้องอุดหนุนกันสักหน่อยแน่ๆ เพราะแอบถามถึงราคา...ไม่แพงอย่างที่คาดเอาไว้ ส่วนรังนกที่ออกมาเป็นสินค้านั้น ผมก็ถามไถ่ไปตามเรื่องอีก แต่ได้ความมาว่า ไม่รู้เรื่องราวกันเลย...คอยเฝ้าเกาะให้อย่างเดียว 

เราอยู่บนเกาะจานกันนานเลยละ จนทุกคนพร้อมใจอยากกลับเข้าหาฝั่ง แล้วเมื่อมาถึงฝั่งอย่างปลอดภัยทุกคน เราจะเตร็ดเตร่ไปที่บ้านกรูดกันต่อ แล้วจึงค่อยหาอาหารกลางวันทาน เมื่อท้องอิ่มมีกำลังวังชาเต็มร้อย ผมเลือกไปเดินย่อยอาหารแถวๆชายหาด ซึ่งเป็นหาดทรายที่กว้างและสวยงามอยู่ไม่น้อย แนวของหาดยาวประมาณ 12 กิโลเมตร คู่ขนานไปกับถนนเรียบชายหาด เดิมทีมีต้นมะกรูดขึ้นมากมายแถวนี้ จึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อชายหาด ทางด้านบรรยากาศก็สงบดีครับ ร่มรื่นไปด้วยทิวของต้นมะพร้าว พร้อมกับมีชุมชนประมงกระจายตัวตลอดหาด ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับอาชีพชาวเล และการแปรรูปอาหารทะเลแห้ง

ยามบ่ายแก่ๆของวันเวลานี้ จะมีการทำจิตใจให้ใสสะอาดกันด้วย เพราะโปรแกรมเบื้องหน้าที่รอเราอยู่นั้น คือ เขาธงชัย ซึ่งนอกจากจะมองเห็นเวิ้งอ่าวและทิวไม้สุดสายตา อันเหมาะแก่การชื่นชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกแล้ว ยังเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธกิตติสิริชัย” หรือที่ชาวบ้านเรียนขานกันว่า “หลวงพ่อใหญ่” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิแบบศิลปะคันธาระ ศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากกรีกผ่านมาทางอินเดีย โดยหลวงพ่อใหญ่มีหน้าตักกว้าง 10 เมตร ความสูง 13.82 เมตร และส่วนฐานสูง 4.18 เมตร หันพระพักตร์ออกไปทางอ่าวไทย โดยชาวบางสะพานต่างร่วมใจช่วยกันสร้างขึ้น เพื่อนอมเกล้าฯถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ

ต่อเมื่อได้ก้มลงกราบต่อหลวงพ่อใหญ่ พร้อมกับขอพลังแห่งอานิสงฆ์ ให้ได้บังเกิดศิริมงคลแก่ตัว ผมเดินด้วยความสงบเสงียมเข้าสู่ “พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ” ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 โดยคณะสงฆ์วัดทางสาย คณะกรรมการกองทุนเทิดพระเกียรติ และประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมใจเป็นคณะกรรมการก่อสร้าง ซึ่งสถาปนิกประจำราชสำนักและศิลปินแห่งชาติ หม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ  

พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ ได้ใช้เวลาถึง 9 ปีกว่า ในการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ เป็นสถาปัตยกรรมไทยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 โดยออกแบบเจดีย์ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา องค์พระเจดีย์เป็นทรงระฆังตั้งอยู่บนฐานไพทีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ความกว้างด้านละ 50 เมตร ความสูง 50 เมตร มีหมู่พระเจดีย์จำนวน 9 องค์ ภายในประกอบไปด้วยชั้นต่างๆถึง 5 ชั้น ผมจึงเดินเลาะไปชมทีละชั้นๆ เริ่มในชั้นแรกเป็นชั้นใต้พื้นดิน ใช้เป็นที่เก็บน้ำฝนขนาดใหญ่ มีถังเก็บน้ำและห้องเก็บของ โดยแยกออกเป็น 2 ปีกทางด้านมุขทิศตะวันออกและมุขทางทิศตะวันตก

เดินมาถึงชั้นที่ 2 เป็นโถงอเนกประสงค์และสำนักงานมูลนิธิ เพื่อพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ พื้นที่ในชั้นนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ พื้นที่ภายในอาคารและพื้นที่ลานประทักษิณด้านนอก ซึ่งพื้นที่ลานประทักษิณด้านนอกนี้ มีบันไดต่อขึ้นไปสู่ที่ตั้งของหอกลอง หอระฆัง และศาลา ตรงบริเวณมุขของฐานในชั้นนี้ เป็นที่ตั้งของใบเสมาเก่าแก่รวม 8 ใบ ส่วนบริเวณพื้นที่ภายในอาคารนั้น เป็นห้องโถงโล่งกว้างขนาดใหญ่ สามารถใช้สอยได้อเนกประสงค์ แต่ก็มีส่วนหนึ่งของพื้นที่ ได้ถูกกั้นไว้สำหรับเป็นห้องเครื่องปั้มน้ำและห้องเก็บของ ส่วนชั้นที่ 3 เป็นส่วนของพระวิหาร ตรงบริเวณใจกลางเป็นแท่นประดิษฐาน พระพุทธรูปปางอิริยาบถสี่จำนวน 4 องค์ ทางเข้าไปภายในวิหารทำเป็นซุ้ม จากไม้สักทองแกะสลักงดงาม แท่นและซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป 4 องค์ทำด้วยหินอ่อน ผนังโดยรอบเขียนจิตรกรรมภาพ 5 ธันวามหาราช พระราชพิธีสิบสองเดือน และประเพณีท้องถิ่นต่างๆของประเทศไทย

ลัดเลาะมาถึงชั้นที่ 4 แล้วครับ เป็นพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระประธาน มีชื่อว่า “พระพุทธลีลากาญจนวบพิตร” พระประธานที่จัดสร้างขึ้นมานั้น ได้ยึดถือรูปแบบพุทธลักษณะปางลีลา ที่จำลองแบบมาจากพระพุทธรูปปางลีลาในสมัยสุโขทัย ซึ่งทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ในความงดงามด้านพุทธลักษณะ ด้านหลังของพระประธานเขียนจิตกรรม ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่ภายในกรอบ 12 นักษัตร ส่วนด้านหน้าพระประธานตอนบน เขียนภาพพระพุทธเจ้าเสด็จประทับบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะทรงโปรดพระพุทธมารดา อีกทั้งมีช่อปาริชาติและพระจุฬามณีอีกด้วย

ทางตอนล่างตามช่องหน้าต่างบานใหญ่ เขียนเป็นภาพพระราชนิพนธ์ในเรื่อง พระมหาชนก บนกระจกสีโปร่งแสงแสตนกล๊าส ส่วนบนเป็นพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ทางด้านบานประตูเขียนสีปิดทอง เป็นรูปทวารบาลและเทวดามียักษ์คอยแบก และชั้นที่ 5 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้อยู่ภายในบุษบกไม้สักแกะสลักปิดทอง ตั้งอยู่บนฐานสูงทำด้วยหินอ่อน มีมุขยื่นออกไปทั้งสี่ด้าน ตรงใจกลางประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ ปางประจำพระชนมวารของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ที่สำคัญพื้นที่ชั้นที่ 5 จะเปิดให้เข้าชมเฉพาะวันขึ้น 14 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ต่อเมื่อได้สัมผัสความมหัศจรรย์ ของพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ แต่หากยังหลงเหลือเวลาอยู่บ้างแล้ว ผมกะจะเข้าไปกราบ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กันอีก ซึ่งบนเขาธงชัยยังเป็นสถานที่ตั้งของ ตำหนักกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อันเป็นที่เคารพสักการะยิ่งของชาวเรือลูกน้ำเค็ม เราจะเห็นตำหนักสวยเด่นเป็นสง่าแต่ไกลได้เลย ชาวบ้านต่างมีความเชื่อกันต่อมาว่า กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้เคยเสด็จมาประทับ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อมาพักทอดสมอเรือรบ จึงได้มีการสร้างสมอเรือจำลองไว้ที่พระตำหนัก ซึ่งให้หันหน้าออกไปสู่เวิ้งทะเลกว้างใหญ่ โดยบริเวณรอบๆพระตำหนักกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีการจัดเป็นสวนหย่อมไม้ดอกไม้ประดับ และยังเป็นสำนักสงฆ์อีกด้วย

แม้ไม่ได้แวะเข้าไปกราบไหว้หรือทำความเคารพ ในตำหนักกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ แต่ระหว่างเดินทางนั่งในรถนั้น ก็ได้แต่ส่งต่อกระแสจิตไปแทน อันเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาอย่างยิ่ง แล้วทุกครายามได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเข้าไปเยื้องย่างในพุทธสถาน จะมีความสุขสงบภายในจิตใจบังเกิดขึ้น พร้อมกับเกิดความผ่องแพ้วอย่างไม่รู้ตัว และที่สำคัญรู้สึกมีพลังหรือกำลังใจ ในการไปต่อสู้ฟาดฟันกับการงาน ที่มักจะคลุกเคล้าด้วยปัญหาต่างๆนานา ต่อเมื่อได้ทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นลง ด้วยการได้ไปกราบไหว้พระเป็นครั้งคราว ก็สามารถช่วยให้บรรเทาความตึงเครียตไปได้มาก

การเที่ยวเตร่ในวันนี้จบลงอีกจนได้ เหลือโปรแกรมสุดท้ายอีกเช่นเคย คือ เดินทางเข้าที่พักหลับนอนอย่างสุขสบาย ค่ำคืนนี้นิทราสุขกายและใจกันที่ ศิรารัญ รีสอร์ท อยู่แถวๆริมหาดบ้านกรูด ได้ตกแต่งอย่างหรูหรางามสง่า น่าจะนอนพักแรมกันหลายๆคืน ต่อเมื่อรุ่งสางแห่งวันใหม่มาถึง จึงได้อาวรณ์ห้องพักแรมเสียจริง ด้วยยังเกลือกกลิ้งได้ไม่หนำใจเลย แต่งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกราแน่นอน เพราะโปรแกรมล่องเรือสำราญของเรา มาจอดเทียบท่าเรืออยู่นานแล้ว และเมื่อเราเดินทางมาถึงท่าเรือ ทั้งเจ้าของเรือและพนักงานมาต้อนรับอย่างอุ่นใจ

เรือสำราญที่เรามาล่องในครั้งนี้ เป็นเรือขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัด มีวัตถุประสงค์หลักๆเพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่สำคัญเป็นการสร้างรายได้ให้เกิดขึ้น แก่ประชาชนในพื้นที่อีกด้วย โดยเรือมีขนาดตัวลำเรือยาว 32.75 เมตร ความกว้าง 5 เมตร ความลึก 1.4 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 650 แรงม้า ความเร็วต่อเนื่อง 17 น็อต ต่อเมื่อทราบถึงคุณลักษณะของเรือสำราญ ก็วางใจปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มแน่ๆ และเมื่อลูกเรือนำสะพานที่พาดเดินออกไป ทางกับตันเรือก็เริ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ เรือจึงเคลื่อนอย่างอุ่ยอ่ายไปสู่อ่าวประจวบคีรีขันธ์ แล้วแล่นเนิบนาบเลาะขนาดไปกับฝากฝั่ง พร้อมมีการบรรยายเรื่องราวความหลังและตำนานให้ฟัง

แต่ผมกลับเลือกที่จะเดินออกไปชมวิว ที่บริเวณดาดฟ้าของเรือสำราญ ได้มองเห็นภาพทิวทัศน์สวยงามในแนวระนาบ ดูจะแตกต่างไปจากเมื่อวันก่อน ซึ่งได้มีโอกาสขึ้นไปชมบนบอลลูนลูกโต ตอนมองจากที่สูงเห็นเกาะขนาดจุ๋มจิ๋ม แต่ในมุมองศาแนวระนาบตาสาย แล้วเรือก็ยังแล่นเข้าใกล้ชิดขึ้นอีกด้วย เกาะแก่งจึงดูใหญ่โตสวยงามตระการตา ต่อเมื่อมาประดับประดาอยู่ในอ่าวประจวบคีรีขันธ์ ยิ่งทำให้เกิดความสวยงามน่ามองมากขึ้น ทั้งเกาะหลัก เกาะแรด เกาะไหหลำ เกาะร่ม เกาะแอ่น รวมไปถึงเขาล้อมหมวก ล้วนเป็นภาพที่มีความงดงามแตกต่างกัน และเมื่อเรือสำราญแล่นมาถึงบริเวณเขาล้อมหมวก และนั่นเป็นสัญญาณให้ต้องหันหัวเรือกลับ แล้วแล่นเรือกลับไปตามทางเดิมที่มาเมื่อครู่