สุกัญญา เบาเนิด มิ (ย่า)

มอญผู้หลงใหลการปักสไบ
นัดพบ

ด้วยเครื่องแต่งกายอันมีสีสันฉูดฉาด เกล้าผมมวย มีพวงดอกไม้ประดิษฐ์ประดับอย่างงดงาม ทำให้ นัด-สุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดีชำนาญการ หน่วยศิลปากรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี กรมศิลปากร ตกเป็นเป้าสายตาของผู้ที่มาร่วมกิจกรรมการปักสไบมอญ น้อยครั้งที่เราจะเห็นหญิงไทยแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ แล้วเดินอย่างมั่นใจเข้ามาในวัด กลางกรุงเทพฯ "นัดภูมิใจทุกครั้งที่ได้แต่งชุดสาวชาวมอญ เพราะการแต่งกายถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวมอญ เช่นเดียวกับการปักสไบหรือหญาดฮะเหริ่มโต๊ะ" นักโบราณคดีเชื้อสายมอญตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ นอกจากเครื่องแต่งกายที่เป็นชุดแบบสาวชาวมอญแล้ว สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดคือ "ผ้าสไบ" ที่เธอห่มอยู่ เพราะนอกจากสีสันจัดจ้านแล้ว ลวดลายที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าได้ชวนให้เราต้องพาตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการสอนปักผ้าสไบของมอญโบราณ ซึ่งวิทยากรก็คือเธอนั่นเอง

ไม่ทราบว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับการปักสไบมอญได้อย่างไร

คงต้องเท้าความว่า ตัวนัดเองเป็นลูกหลานชาวมอญอยู่แล้ว เพราะรกรากอยู่ที่ตำบลบางปลา จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นชุมชนชาวมอญขนาดใหญ่ เพราะในละแวกนั้นยังมีตำบลบ้านเกาะ คลองแสม หรือแถววัดศิริมงคล ซึ่งชาวมอญที่มาเป็นแรงงานข้ามชาติ ใช้เป็นที่จัดงานวันชาติมอญ

แม้ว่าเราจะเติบโตมากับชุมชนมอญ สามารถสื่อสารด้วยภาษามอญได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะตั้งแต่เล็กจนโตพ่อกับแม่ก็พูดภาษามอญกับนัด บ้านเราจะใช้ทั้งภาษาไทยและภาษามอญ เพื่อนบ้านซึ่งล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุเวลามาคุยที่บ้านก็ใช้ภาษามอญเป็นหลัก แต่ยอมรับว่าด้วยความที่เราเคยชินกับวิถีชีวิตชาวมอญ พ่อกับแม่เวลาไปทำบุญที่วัดบางปลาก็แต่งกายแบบมอญเราจึงไม่รู้สึกอะไร

ยิ่งเมื่อนัดสอบติดคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ วิถีแบบมอญจึงหายไปจากชีวิตเราช่วงหนึ่ง กอปรกับเมื่อสอบบรรจุได้ต้องไปประจำที่หน่วยศิลปากรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ยิ่งไกลออกไปอีก ต่อเมื่อได้มาเรียนต่อปริญญาโททางด้านมนุษยวิทยา ที่จุฬาฯ และเลือกทำเรื่องวิทยานิพนธ์เรื่อง "แรงงานมอญข้ามชาติในจังหวัดสมุทรสาคร" ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นพม่า แต่ความจริงไม่ใช่แต่เค้าคือชาวมอญกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทางจังหวัดกาญจนบุรี และสามารถสื่อสารกับเราด้วยภาษามอญรู้เรื่องด้วย ทำให้นัดเองเริ่มที่จะกลับเข้าไปสู่วิถีชีวิตแบบมอญอีกครั้ง กระทั่งเกิดการต่อยอดมาเป็นการปักสไบมอญ ( หญาดฮะเหริ่มโต๊ะ) ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวมอญก็ว่าได้

ดังนั้น ข้อดีของการทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้คือช่วยจุดประกายหลายๆอย่างเกี่ยวกับชาติพันธุ์มอญ และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นมี องค์ บรรจุน เป็นประธานชมรม การได้กลับเข้าไปเกี่ยวข้องอีกครั้งทำให้เราเริ่มแต่งตัวแบบมอญอีกครั้ง

แรกทีเดียวทำไมนัดไม่สนใจที่จะแต่งตัวแบบประเพณีมอญทั้งๆที่ตัวเองก็มีเชื้อสายมอญ

เพราะเราออกมาจากชุมชนเนื่องจากต้องมาเรียนหนังสืออย่างที่บอก แต่ดูเหมือนว่าตอนที่เราอยู่ที่บางปลา นอกจากคนเฒ่าคนแก่แล้ว วัยรุ่นหนุ่มสาวน้อยมากที่จะแต่งกายแบบมอญ และห่มสไบ หลังๆมาแม้กระทั่งผู้สูงอายุเองก็เปลี่ยนมาห่มสไบโครเชท์แทนเพราะอยู่ในสมัยนิยม สไบมอญจึงแทบจะเลือนหายไปจากสังคมมอญเลยก็ว่าได้

ครั้นพอเราได้ไปทำงานชมรมต้องออกไปยังชุมชนต่างๆ และส่วนใหญ่แล้วงานจะอยู่ในลักษณะอนุรักษ์ฟื้นฟู พลอยทำให้เราต้องเปลี่ยนมาแต่งตัวแบบประเพณีนิยม ทำให้เราต้องกลับไปหาสไบที่บ้าน ค้นเจอะอยู่หลายผืนแต่ก็เก่ามากแล้ว เพราะแม่ก็เป็นคนนึงที่หันไปนิยมใช้สไบโครเชต์ สไบปักแบบมอญดั้งเดิมก็จะถูกพับเก็บไว้ในตู้ไม่มีใครสนใจหยิบมาใช้อีก ความที่เราเริ่มอินสุดสุดกับสไบนัดจึงไปขอยืมของจุ๊สร้อย ( ป้าสร้อย) ซึ่งแกะสมสมไว้เยอะมาใช้เวลาออกงานของชมรม เพราะของแกสวยๆหลายผืนเพราะไปซื้อมาจากทางบ้านเจ็ดริ้ว งานของชมรมก็เช่น งานวันรำลึกชาติมอญ หรืองานต่างๆนานาที่ชมรมไปทำกิจกรรมกับชาวมอญ

จากการที่ยืมของคนอื่นใช้ และก็เห็นคนอื่นใช้ด้วย จึงมีความคิดว่าเราน่าจะลองปักดูบ้าง ก็เริ่มไปรื้อของแม่มาเป็นตัวอย่าง ต้นแบบในการปักสไบมอญครั้งแรกคือสไบของแม่

แม่สอนแนะนำอะไรให้กับนัดบ้างคะ

แม่มีส่วนอย่างมาก เพราะจะรู้จักชื่อลายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลายพื้นฐาน เช่น ลายดอกมะเขือ ลายดอกพิกุล จำได้ว่าเริ่มลงมือปักจริงๆ ตอนปี 2551 ก่อนเทศกาลสงกรานต์ เพราะทุกปีที่วัดบางปลาจะมีการจัดงานสืบสานประเพณีชาวมอญเป็นประจำทุกปี ผืนแรกไม่ค่อยสายเท่าไหร่หรอกค่ะ หลังจากนั้นก็แต่งงาน ในวันงานก็บอกกับแฟนว่าขอแต่งตัวแบบสาวชาวมอญแบบครบเครื่องนะคะ ไม่ขอแต่งแบบเจ้าสาวสากล (หัวเราะ) ต้องยอมรับว่าการที่เราได้เข้าไปทำงานชมรมคือแรงกระตุ้นสำคัญ ทั้งจากสังคมเราเองและคนภายนอกที่มองมายังเรา เพราะการแต่งกายถือเป็นเอกลักษณะอย่างหนึ่งของชาวมอญ พอปักผืนที่สองก็เลยใช้ในงานแต่งของตัวเอง ซึ่งเป็นที่ฮือฮามากเพราะเจ้าสาวแต่งตัวแบบมอญจ๋า หรือแม้กระทั่งหลังๆ มาเวลาไปออกงานของชมรมก็เริ่มเอาผ้าที่ตัวเองปักไปอวด มีคนมาขอซื้อด้วยนะคะ ( หัวเราะ) เพราะนัดประยุกต์จากผ้าโทเรมาใช้ผ้าไหมอิตาลี จากเดิมที่เป็นสี่ทบก็เปลี่ยนมาเหลือแค่สองทบหน้าเดียวขึ้นมา เพราะผ้าไหมอิตาลีจะมีน้ำหนักดีกว่าผ้าโทเร

กอปรกับนัดไปรับราชการอยู่ที่อุบลราชธานี พอมีคนสั่งซื้อมากเข้า โดยเฉพาะชาวมอญบางกระดี่ ก็เลยลองเอาไปให้ชาวอีสานปัก ปรากฏว่าเค้าทำออกมาได้ดี เพราะพอเลิกทำนาเค้าก็จะไม่มีอะไรทำ ตอนหลังเลยเริ่มที่จะทำชุดปักสไบสำเร็จรูป เกิดเป็นคู่มือตามมาเพราะเคยไปสอนเด็กที่โรงเรียนจันทน์กะพ้อที่สามโคกแล้วเด็กไม่ค่อยเข้าใจจึงคิดทำคู่มือขึ้นมา

หลังจากนั้นก็เริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคนชอบการปักผ้าของเรา และกิจกรรมการฟื้นฟูการปักผ้าสไบมอญก็เป็นที่ยอมรับขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่วัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญมีหลายอย่างมาก เช่น การเขียนบทความลงหนังสือเสียงรามัญอยู่ด้วย ตอนหลังก็เริ่มขยับขึ้นมาเป็นบรรณาธิการ เรียกได้ว่าเริ่มจะมีพื้นที่เป็นของตัวเองขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะการทำเรื่องสไบมอญเพราะรู้สึกว่าเราทำได้ดีและมีคนยอมรับในผลงานของเรา นัดเลยมีกำลังใจในการทำเรื่องสไบ สนุกกับการออกไปสอนคนอื่น

นัดกับทีมเริ่มออกไปสอนการปักสไบตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

เริ่มออกไปสอนในนามของชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพฯ แต่เริ่มสอนจริงราว พ.ศ.2551 ที่โรงเรียนวัดจันทน์กะพ้อ ปทุมธานี ซึ่งทำให้เกิดคู่มือ และชุดปักสไบขึ้นมาค่ะ และพัฒนามาเป็นสไบสองทบลายดั้งเดิม แต่ตอนหลังก็พัฒนามาเป็นลายเถาไม้เลื้อยต่างๆขึ้นมาเพิ่มเติม หลังจากนั้นก็เริ่มมีออกไปสอนตามชุมชนต่างๆด้วย เพราะนัดมองว่าน่าจะพัฒนาเป็นอาชีพให้กับชุมชนได้ เช่น ชุมชนบางหลวง ที่จังหวัดปทุมธานี เค้าก็อยากให้ชุมชนได้ใช้สไบกันบ้าง ต่อมาก็พัฒนาเป็นกลุ่มฝึกอาชีพ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก อบต. หรือเทศบาล ตอนนี้เค้ารวมกลุ่มกันปักสไบแบบที่ชาวมอญน้ำเค็ม(ชาวมอญที่มีรกรากอยู่แถบชายทะเล เช่น บ้านบางกระเจ้า ) ใช้ หลายคนบอกว่าสไบคืออัตลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวมอญ ยิ่งเมื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาเรื่องราวของการปักสไบก็ยิ่งกระจายออกไปอีก และเริ่มเป็นที่สนใจและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกระแสออกไปสู่คนภายนอกที่ไม่ใช่ชาวมอญ เพราะเป็นงานฝีมืออย่างหนึ่ง

สไบสี่ทบกับสไบสองทบต่างกันอย่างไร และลายที่ปักลงบนสไบมักเป็นลายประเภทใดบ้าง

สไบสี่ทบก็คือ สไบที่ใช้ห่มในพิธีกรรมทั่วไป เทศกาลสงกรานต์ โดยปกติแล้วสไบมอญจะมีความกว้างประมาณ 12 เซนติเมตร (เมื่อพับเป็นสี่ทบ) ยาว 150-250 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปร่างของผู้ใช้ด้วย ขอบสไบจะเป็นลายหยัก (ลานฮะเหริ่ม) ด้านในปักเป็นลายดอกพิกุล (กาวกริ) ตลอดทั้งผืน บริเวณกลางผืนผ้านิยมปักเป็นลายดอกมะเขือ (กาวฮะโดง) สอดสลับสีอย่างสวยงามตัดกับสีของผืนผ้า มักนิยมสีสดใส เช่น สีแดง สีส้ม สีเขียวตองอ่อน สีเหลือง สีขาว สีฟ้า สีชมพู ฯลฯ

ส่วนวิธีห่มสไบ เริ่มจาก น้ำผืนผ้ามาพับเป็น 4 ทบ ตามแนวยาว (จึงเรียกว่าสไบ 4 ทบ) ถามว่ากว้างแค่ไหนคือให้เหลือเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของผืนผ้า พาดจากไหล่ซ้ายไปทางด้านหลัง อ้อมใต้รักแร้ขวา แล้วตลบขึ้นไปทบบนไหล่ซ้าย โดยพลิกด้านที่มีลายปักออกโชว์ หากไปร่วมงานรื่นเริงจะเปลี่ยนมาใช้คล้องคอ หากให้ในพิธีกรรม เช่น ปลงผมนาค ชาวมอญก็จะคลี่ออกเพื่อใช้ห่อผม

ส่วนสไบสองทบหน้าเดียว เกิดจากน้องที่อยู่ในชมรม เอาผ้ามาให้ปักเพราะตอนนั้นก็เริ่มรับปักสไบ ปรากฏว่าผ้าที่เค้าเอามาให้มันเหลือ เค้าก็เลยยกให้ ความเสียดายเพราะเป็นผ้าไหมด้วย ก็เลยลองประยุกต์ให้เหลือแค่ 2 ทบ พอปักเสร็จกลายเป็นว่าลงตัว มอญเจ็ดริ้ว มอญบางกระดี่ มาเห็นเข้าก็เริ่มที่จะให้เข้าไปสอนในชุมชน สไบสองทบจริงๆ แล้วมันเหมาะสำหรับการเริ่มต้นมากกว่า แต่ถ้าไปถามคนเฒ่าคนแก่เค้าก็จะเลือกใช้สี่ทบแบบเดิม เพราะมันได้กลายเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ก็จะเลือกใช้สไบแบบสองทบหน้าเดียวมากกว่า

เหตุว่าทำไมจึงต้องปักลวดลายทั้งผืน เนื่องจากต้องใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ล้างเท้าในเทศกาลออกพรรษา สไบจะถูกนำไปคลี่ออกเพื่อปูที่พื้น หรือในพิธีแต่งงานแม่ของฝ่ายหญิงก็ตะต้องคลี่สไบคลุมไหล่ออกไปรับขันหมาก ฯลฯ จึงเป็นเหตุให้ต้องปักลวดลายทั้งผืน เพราะเมื่อคลี่ออกจะได้เห็นลวดลายที่สวยงาม นอกจากนี้หากด้านหนึ่งด้านใดเกิดความเสียหายหรือสีซีดจางลง ก็สามารถพลิกอีกด้านหนึ่งมาใช้ได้

เกี่ยวกับเรื่องของการปักลวดลายลงบนผืนผ้า มีเรื่องเล่าในกลุ่มของชาวมอญว่า เนื่องจากสไบเป็นผ้าโทเรไม่ค่อยมีราคา การปักลวดลายลงไปจึงเท่ากับให้แลดูมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากสไบแบบดั้งเดิมนี้เป็นที่นิยมของมอญน้ำเค็ม มอญบ้านนอก ต่างกับชาวมอญพระประแดงซึ่งใช้ผ้าไหมมาตัดเย็บเป็นสไบ เพราะค่อนข้างมีฐานะ อันนี้เป็นเรื่องเล่านะคะ

ทราบว่านัดรับราชการ อยู่ที่อุบลราชธานี

ใช่ค่ะ นัดรับราชการเป็นนักโบราณคดี อยู่ที่หน่วยศิลปากรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี พอได้ลงไปทำงานภาคสนามที่ต้องลงไปทำกับชุมชน ก็เอาผ้าไปปักด้วย มีชาวบ้านบางรายสนใจ แต่ก็ยังไม่ได้คิดที่จะสอนเป็นเรื่องเป็นราว แต่พอมีคนสั่งมากเข้า เราทำไม่ไหว กอปรกับอยากให้เค้ามีรายได้ จึงคิดตั้งเป็นกลุ่มโดยให้คนลาวปักสไบมอญ ขายผ่านโซเชียลมีเดีย เราเองก็ดีใจเพราะชาวบ้านเค้าก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะชาวอีสานพอเลิกทำนาก็ไม่มีอะไรทำ ถ้าไม่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ก็อยู่กับบ้านเฉยๆ ปัจจุบันที่ตำบลบ้านเกาะ สมุทรสาคร เค้าก็ตั้งเป็นกลุ่มสืบสานประเพณีชาวมอญขึ้นแล้ว ก็อยากให้นำเรื่องการปักสไบเข้าไปสอนด้วย แต่นัดมีความคิดว่าน่าจะเข้าไปสอนตามโรงเรียนด้วย

ในเมืองไทยมีชุมชนมอญกระจายตัวอยู่ที่ใดบ้างคะ

ทั่วประเทศมีอยู่ราว 37 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่แถบจังหวัดภาคกลาง ภาคเหนือมีที่ลำพูน อุทัยธานี ที่อีสานมีที่โคราช ชัยภูมิ นครสวรรค์ ภาคใต้ก็มีที่สุราษฎร์ฯ ซึ่งส่วนใหญ่อพยพไปจากราชบุรี

ชุมชนมอญแต่ละแห่งมีอะไรที่เหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง

สมัยก่อนอาจจะต่าง แต่ปัจจุบันแทบจะไม่ต่างแล้ว เพราะมีการไปมาหาสู่กันอยู่ตลอดเวลา ยิ่งสมัยนี้ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร รู้โดยทั่วถึงกันโดยผ่านโซเชียลมีเดีย ถามว่าเมื่อก่อนเรื่องการแต่งกายแตกต่างกันมั้ย แตกต่างกันค่ะ เพราะแต่ละแห่งก็จะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันดูจากสไบตอนนี้ก็เริ่มใช้แบบเดียวกัน มอญโพธารามก็นิยมใช้สไบแบบนี้เยอะมาก นอกจากภาษาพูด ภาษาเขียน อาหาร สไบได้กลายเป็นเอกลักษณ์ส่วนหนึ่งไปแล้วเช่นกัน

นอกเหนือจากเรื่องของสไบซึ่งกลายเป็นอัตลักษณ์ไปโดยปริยาย ยังมีเรื่องใดบ้างที่ชาวมอญควรจะอนุรักษ์ไว้

นัดมองว่าภาษาหนังสือยังเป็นเรื่องที่มอญเราต้องอนุรักษ์ไว้ เพราะเมื่อหายไปแล้วเป็นเรื่องที่ฟื้นฟูยากมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งของชุมชนด้วย ถ้าชุมชนใดเข้มแข็งและรู้จักขัดเกลาลูกหลาน สื่อสารกันด้วยภาษามอญนั่นคือรากเหง้าของเรา ส่วนเรื่องของสไบก็ยังอยู่แต่อย่างผิวเผินไม่ลึกซึ้งเท่าเรื่องภาษาพูด และภาษาเขียน

ถามว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนี้ ก็อย่างที่บอกว่าจิตสำนึกจะต้องได้รับการกระตุ้นระดับหนึ่ง นัดเองเป็นมอญแต่เมื่อก่อนเราก็ไม่ได้สนใจ โดยส่วนตัวแล้วนัดคิดว่ากิจกรรมเพื่อสาธารณะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญทีเดียว เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียว กล้าที่จะแสดงออก มีแนวร่วม มีสื่อกลางต่างๆอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ต่างคนต่างอยู่ มีการออกสื่อมากยิ่งขึ้น เริ่มมีการเอาสิ่งต่างๆออกมาอวดกัน เฟซบุ๊คทำให้ทุกคนเป็นดาราได้

นัดคิดว่าในกลุ่มวัยรุ่นหรือมอญรุ่นใหม่เราควรกระตุ้นเค้าด้วยเรื่องใดบ้าง

ในมุมมองของนัดคิดว่าควรจะเริ่มด้วยเรื่องของการแต่งกาย เพราะทุกคนอยากแต่งตัวสวยงามด้วยกันทั้งนั้น

โดยส่วนตัวแล้วเราคิดว่าเราประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนเรื่องการปักสไบ

ต้องตอบว่าแค่ระดับนึง แต่เมื่อเราทำเต็มที่แล้วที่สุดเราก็ได้เห็นพัฒนาการของการทำสิ่งนี้ แต่ที่รู้สึกดีอย่างมากคือได้ช่วยให้ชาวอีสานมีงานทำนอกฤดูทำนา ที่โน่นเราใช้ชื่อว่า "กลุ่มสไบไทยบ้าน" ทุกครั้งที่มาสอนคนนอกที่ไม่ใช่มอญเราก็รู้สึกว่าสิ่งนี้ก็อยู่ในความสนใจของผู้ที่ไม่ใช่คนมอญ แต่รักในงานฝีมือเชิงอนุรักษ์นิยม และยอมรับความต่างทางชาติพันธุ์ และความต่างทางวัฒนธรรม ข้อดีก็คือมันทำให้งานที่เราทำนั้นจำกัดอยู่แค่ชาวมอญเท่านั้น และทำให้สังคมภายนอกรู้จักความเป็นมอญของเราเพิ่มขึ้น เช่น รู้จักแกงกระเจี๊ยบ แกงลูกมะตาด ทั้งนี้สไบยังช่วยให้เราสร้างเครือข่ายได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สไบเป็นตัวนำสำหรับนัดค่ะ

ในความรู้สึกของคนปักสไบ ความสวยงามของสไบมอญอยู่ตรงไหนคะ

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับลวดลายนะ แต่มันขึ้นอยู่กับสีสันอันฉูดฉาด หรือจะมองที่ความประณีตก็ได้แต่ต้องมองใกล้ คือมองฝีเข็มที่ปักลงไป แต่ถ้ามองไกลคือมันเป็นเรื่องของการเลือกใช้สี ขนบการใช้สีของชาวมอญคือเน้นสีที่ตัดกัน เช่น แดงกับเขียว เหลืองกับแดง ม่วงกับสียอดตอง เรื่องการแต่งกายด้วยสีสันต้องยกให้ชาวมอญเจ็ดริ้ว คนที่เลือกซื้อสไบเค้าจะดูเรื่องการใช้สีมากกว่าความอ่อนช้อยของลวดลาย

ถ้าถามนัดว่าสนุกมั้ย สนุกมากค่ะ ถ้าไม่สนุกคงจะไม่ดั้นด้นมาจากอุบลราชธานี (หัวเราะ) ลึกๆแล้วอยากรู้จักคนมากกว่า อยากจะใช้สไบเป็นสื่อเพื่อสร้างสรรค์สังคม

เกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกับงานปัจจุบันที่ทำอยู่บ้างมั้ย

เกี่ยวข้องมั้ย อาจจะเกี่ยวในแง่ของการเป็นงานวัฒนธรรมละกระมัง เพราะนัดเป็นนักโบราณคดีชำนาญการ มีบางช่วงที่ต้องลงพื้นที่เพื่อทำยุทธศาสตร์ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางโบราณคดี การทำสไบมอญก็เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโบราณคดีโดยอ้อม

ส่วนหนึ่งเราเป็นนักวิชาการด้วยมีแนวทางในการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวมอญได้อย่างไรบ้าง

คงต้องใช้เรื่องการศึกษานำ ทั้งในระบบและนอกระบบ ถ้านอกระบบก็คงจะเป็นเรื่องของชุมชน สมาคม ซึ่งปัจจุบันชุมชนมอญต่างๆ ก็เริ่มมีการตื่นตัวจัดตั้งเป็นกลุ่ม เป็นชมรมเกิดขึ้นแทบทุกชุมชนก็ว่าได้ รวมทั้งเรายังมองไปถึงสถานศึกษาท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ในชุมชนมอญด้วย เพราะหากเราต้องการการบ่มเพาะเราต้องเริ่มที่สถานศึกษาภายในชุมชนเป็นหลัก เพราะเราเองซึ่งเติบโตมาในชุมชนชาวมอญที่วัดบางปลา วัดศิริมงคล ไม่เคยได้มีการสอนเรื่องวิถีชาวมอญแต่อย่างใด เพราะหลักสูตรส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยส่วนกลาง จึงไม่เกิดการสอดคล้องกับวิถีชุมชน หรือวิถีชีวิต

แต่ปัจจุบันก็เริ่มเกิดขึ้นบ้างแล้ว เพราะมีการกระตุ้นโดยใช้กิจกรรมเป็นหลัก กระทั่งเกิดการฟื้นฟูตามมา และในอนาคตกลุ่มที่มีพลังที่สุดคือกลุ่มเยาวชนชาวมอญ ดังนั้น หากจะส่งเสริมเราควรโฟกัสไปที่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับงานฝีมือ งานหัตถกรรม ของชาวมอญให้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรของสถานศึกษาด้วย นัดคิดว่าถ้าใช้วิธีนี้น่าจะเกิดการต่อยอดเรื่องการสืบทอดได้ และน่าจะเกิดประสิทธิผลในเชิงรูปธรรมอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะเราจะหวังจากคนเฒ่าคนแก่ หรือคนในวัยทำงานคงจะยาก ตอนนี้โรงเรียนเจ็ดริ้วก็เริ่มมีครูคนมอญไปสอนเรื่องวัฒนธรรม คือใช้โรงเรียนเป็นตัวขับเคลื่อนชุมชน เพราะว่าถ้าเราได้เด็ก เราก็จะได้พ่อแม่ด้วย ได้สังคมภายนอก วัดในชุมชนเองก็มีส่วน ถ้าวัดยังธำรงความเป็นวิถีชาวมอญ เช่น การสวดมนต์ด้วยภาษามอญ สืบสานวัฒนธรรมประเพณีแบบมอญ เชื่อว่า ณ ชุมชนนั้นจะมีวิถีชาวมอญที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น นัดมองว่าอย่างน้อยหากครอบครัวไม่ได้สืบทอด โรงเรียนจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่ดีทีเดียวค่ะ...