พี่น้องคารามาซอฟ

หนังสือคือแสงจันทร์

​พี่น้องคารามาซอฟ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ เขียน สดใส แปล

ใกล้รุ่งกับ พี่น้องคารามาซอฟ และความหวังใหม่ๆ ที่ยังย้ำเตือนว่ามนุษย์นั้น...

เปี่ยมความดี มีความอ่อนแอและความชั่วร้ายรุงรัง

ความทุกข์เกรอะกรังของมนุษย์ที่มีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นมีเหตุผลที่ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าก็เพราะเขาและเธอได้เกิดมาเป็นมนุษย์นะซิ แม้ผู้คนล้วนรังเกียจความทุกข์ แต่ยากนักหากจะคิดปลีกหนีจากสายลมความทุกข์ที่พัดกระหน่ำกระแทกกระทั้นมาจากทุกทิศทาง

ไม่ต้องใช้ความฉลาดเฉลียวมากมาย ย่อมจะมองออกว่าชีวิตคือความทุกข์ ทุกๆวินาทีบนโลกต้องมีคนเจ็บปวด ในช่วงชีวิตหนึ่งคนเราได้หัวเราะเต็มอิ่มกี่ครั้งกันแน่ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้เขียนไว้ในตอน ตุลาการศาลศาสนา ซึ่งมีผู้คนยกย่องว่าดีที่สุดในหนังสือพี่น้องคารามาซอฟ เขาเขียนไว้ประโยคหนึ่งน่าคิดว่า

"ไม่มีอะไรที่จะเย้ายวนใจมนุษย์ยิ่งกว่าจิตสำนึกที่อิสระ แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานได้มากกว่านี้อีกเหมือนกัน"

ในโลกการอ่านมีหนังสืออยู่หลายเล่มที่ฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องอ่านแน่นอน เช่น วิมานลอย เกมลูกแก้ว สงครามและสันติภาพ ดอนกิโฆเต้ เป็นต้น และหนังสือที่ต้องอ่านอีกเล่มหนึ่งที่ไม่ได้ยกเป็นตัวอย่างก็คือ พี่น้องคารามาซอฟ เขียนโดยนักประพันธ์เลื่องชื่อชาวรัสเซียชื่อ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้

พี่น้องคารามาซอฟ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ เขียน สดใส แปล สำนักพิมพ์ทับหนังสือ พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม พ.ศ.2532

ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ เป็นชาวรัสเซีย เกิดและมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 18 ดอสโตเยฟสกี้เขียนหนังสือ พี่น้องคารามาซอฟไว้นานมากแล้วนับศตวรรษ ข้อดีของหนังสือชั้นยอดก็คือผู้คนในหนังสือยังคงเต้นเร่ามีลมหายใจร่วมกับผู้คนในสังคมยุคต่อๆมาอย่างไม่มีวันตาย แสงกระจ่างจากตัวหนังสือจะยังคงสาดทออยู่ในใจผู้อ่านไม่เคยสูญหายไปจากกาลเวลา

หนังสือหนาแปดร้อยเก้าสิบเอ็ดหน้า นานหลายเดือนที่ฉันไม่ได้อ่านหนังสือที่หนาและหนักเท่านี้ นอกจากรูปเล่มจะหนาและหนักจนแทบจะถือไม่ไหวแล้ว หนึ่งในสุดยอดวรรณกรรมคลาสสิคเล่มนี้ยอดเยี่ยมทรงพลังและลึกล้ำซับซ้อน ให้ผู้อ่านเห็นตัวละครที่สามารถสัมผัสได้ยิ่งกว่ามนุษย์จริงเสียอีก ที่ฉันพูดว่ายิ่งกว่าคนจริงๆนั้น เพราะคนที่เราเห็นหน้าค่าตากันอยู่ในสังคม กระทั่งคนใกล้ชิดสนิทสนม เราก็ยังไม่สามารถรู้ใจ เข้าใจเขาและเธอเหล่านั้นได้หมด ทุกคนมีมุมลับมองไม่เห็น ไม่อาจเข้าใจ ต่างจากตัวละครในพี่น้องคารามาซอฟซึ่งดอสโตเยฟสกี้ตีแผ่ให้เห็นได้ล้ำลึกกว่า

สำหรับพี่น้องคารามาซอฟ เราต้องยกย่องและนับถือดอสโตเยฟสกี้เป็นอย่างพิเศษที่เขาสามารถเขียนถึงธรรมชาติและอารมณ์ของมนุษย์ เรื่องความลึกล้ำซับซ้อนในจิตใจ เรียกว่าเขาสามารถเขียนถึงสิ่งต่างๆที่เป็นองค์ประกอบในสังคมมนุษย์มาให้อ่าน ฉันนึกไปถึงภาพถนนยามเช้าเต็มไปด้วยหมอกหนา พี่น้องคารามาซอฟเป็นเหมือนเพลงขลุ่ยในสายหมอกและแสงแดดเช้าที่ฉายส่องมาละลายหมอกให้จางหาย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา ความศรัทธา เรื่องของคน ดอสโตเยฟสกี้เขียนอย่างยอดเยี่ยมจนไม่อาจสรรหาหาถ้อยคำมาบรรยายให้ชัดเจนได้ เขาสามารถเคี่ยวความนึกคิดให้เข้มข้นและมีรสวิเศษ ทุกตัวอักษรในเรื่องพี่น้องคารามาซอฟล้วนพุ่งออกมาทิ่มแทงใจราวกับว่าตัวละครตัวนั้น อารมณ์นึกคิดนั้น คือตัวเราและผู้คนที่เรารู้จักหรือเปล่า

เฮ็มมิ่งเวย์ นักเขียนรางวัลโนเบลพูดไว้ได้ตรงใจฉันที่สุดว่า ในศตวรรษหนึ่งนั้นมนุษย์เช่นดอสโตเยฟสกี้จะมีอยู่เพียงคนเดียว โลกไม่ได้ส่งนักเขียนอัจฉริยะมาให้สังคมมนุษย์บ่อยนักหรอก

เฮอร์มาน เฮสเส ก็ได้พูดถึงหนังสือ พี่น้องคารามาซอฟ ว่า

"การที่คนเพียงคนเดียวสามารถเขียนได้นั้นนับเป็นความมหัศจรรย์ และความมหัศจรรย์นั้นก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตีความความมหัศจรรย์นั้น อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างจริงจัง มองจากหลายๆทัศนะเท่าที่จะเป็นไปได้ มองลึกเข้าไปในมนต์วิเศษอันเรืองรอง หนังสือของดอสโตเยฟสกี เล่มนี้ คงความเข้มข้นอย่างไม่เสื่อมคลาย ผมสามารถอ่านได้ทั้งวันได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ที่ล้วนชี้ไปสู่ทิศทางเดียวกัน"

พี่น้องคารามาซอฟ จึงเป็นเพชรแห่งนวนิยายยิ่งใหญ่ที่สุดเพียงไม่กี่เล่มในโลก

ดอสโตสกี้เขียนเรื่องพี่น้องคารามาซอฟในสมัยที่รัสเซียต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ผู้คนยากจน ทั้งยังมีความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น และสังคมภายนอกคือยุโรปที่กำลังยินดีกับเรื่องราวการค้นพบใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์ รัสเซียยังหรุบดอกขณะยุโรปกำลังแบ่งบานยินดีปรีดา ความล้าหลังของศตวรรษที่ 18 กำลังถูกศตวรรษที่ 19 ซึ่งเหนือกว่าตื่นเต้นมากกว่าและดูเหมือนว่าจะรื่นเริงกว่า ชักจูงมนุษย์ให้ก้าวไป

ไม่มีนักเขียนคนไหนไม่อ่านหนังสือ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ สนใจอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ มีพ่อเป็นคนเคร่งครัดจริงจัง ชอบดื่มเมามาย ส่วนแม่นั้นอ่อนโยนใจดี มีนิสัยตรงกันข้ามกับพ่อหน้ามือเป็นหลังมือ มีผู้กล่าวว่าบางทีลักษณะที่ตรงกันข้ามของพ่อกับแม่นี้ อาจมีส่วนในการสร้างตัวละครของดอสโตเยฟสกี้ นวนิยายเรื่องแรกที่เขาแต่งชื่อ รักของผู้ยากไร้ นวนิยายเรื่องนี้มีขนาดสั้นและทำให้ดอสโตเยฟสกี้เป็นที่รู้จัก และเรื่อง Poor People นี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ ศรีบูรพา เขียนเรื่อง สงครามชีวิต

ดอสโตเยฟสกี้เคยถูกขังเงียบในคุกที่ไซบีเรีย อยู่แปดเดือนด้วยข้อหาร่วมวางแผนโค่นล้มพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 การถูกขังคุกในครั้งนี้ทำให้เขามีโรคลมชักติดตัว "ประสบการณ์ในคุกไซบีเรีย คือการต้องผจญทุกข์ที่ไม่อาจบรรยายอย่างไม่รู้จบสิ้น และการได้รู้จักกับนักโทษคนชั้นล่างในสังคม ทำให้เขาเห็นว่าความยากจนเป็นที่มาของทุกอย่าง ดอสโตเยฟสกี้จึงเริ่มหันมาตรวจสอบศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ จนศรัทธาเชื่อมั่นต่อความจริงของชีวิตที่ว่า โดยการผจญความทุกข์ยากเท่านั้น จิตของมนุษย์จึงจะผ่านการชำระผุดผ่อง พ้นบาป"

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่อง พี่น้องคารามาซอฟ ก็คือปมปิตุฆาต การฆ่าพ่อคือแก่นของเรื่อง มีตัวละครที่เกี่ยวข้อง และเรื่องราวรอบด้านของสังคมรัสเซียในเวลานั้นนำเสนอด้วย ทั้งการแสดงความคิดต่างๆในเรื่องนั้นทำให้เห็นว่าดอสโตเยฟสกี้มีวิสัยทัศน์แม่นยำ เพราะเขาทำนายอนาคตโลกได้อย่างถูกต้อง เขาเขียนถึงสังคม ถึงความชอบของมนุษย์ในปัจจุบันราวกับตาเห็น ว่าวัตถุจะทำลายผู้คนลงอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องจริงว่าทุกวันนี้เราคึกคะนองกับวัตถุมากจนเกินควร ไม่เคารพนับถือสิ่งใด ความเย้ายวนใจเรื่องเงินมีอำนาจเหนือคุณค่าความเป็นมนุษย์ คำทำนายนั้นกล่าวว่า

"เขาครอบครองวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์ไม่มีอะไรเลยนอกจากการยอมจำนนต่อสัจจะแต่กว่าครึ่งหนึ่งของมนุษย์กลับปฏิเสธโลกแห่งจิตวิญญาณ กำจัดโลกส่วนนี้ไปอย่างหยิ่งผยองราวตัวเอง เป็นผู้ชนะ บางคนถึงกับแสดงอาการรังเกียจด้วยซ้ำไป โลกสรรเสริญเสรีภาพ โดยเฉพาะในชั่วไม่นานมานี้ แต่ในเสรีภาพเหล่านั้นเราได้พบอะไรบ้างล่ะ ไม่มีอะไรเลยนอกจากความเป็นทาส และการทำลายตัวเอง!"

เสกสรร ประเสริฐกุล นักเขียนรางวัลศรีบูรพา อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นผู้เขียนคำนำให้กับหนังสือพี่น้องคารามาซอฟ คำนำเป็นสื่อให้เกิดความรู้สึกอยากจะอ่านหนังสือมากขึ้น

"หนังสือ The Brothers Karamszov เป็นงานชิ้นสุดท้ายของดอสโตเยฟสกี้ ถึงแม้ว่านวนิยายเรื่องนี้จะเป็นงานที่เขียนไว้ไม่จบ แต่ก็สามารถถือได้ว่าเป็นผลงานสุดยอดซึ่งเป็นตัวแทนแนวการเขียนแบบดอสโตเยฟสกี้ สมรภูมิทั้งหมดของตัวละครเป็นสมรภูมิภายใน เป็นความขัดแย้งในระดับจิตวิญญาณโดยมีผล ประโยชน์ภายนอกเป็นเพียงสิ่งเร้า ความชั่วความดีของผู้คนในเรื่องนี้ดูจะงอกออกมาจากคุณสมบัติภายในของพวกเขามากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก"

"ดอสโตเยฟสกี้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่าลำพังเหตุผลและความถูกผิดทางสังคมนั้น ไม่อาจแก้ไข

ปัญหาของมนุษย์ได้ แต่ก็อีกนั่นแหละ มาถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาเองก็จนมุม หากฝากโลกนี้ไว้ในมือผู้ทางศีลคนเหล่านี้ก็มีน้อยเกินไปที่จะรับภาระอันหนักอึ้ง โลกต้องการความรักแต่ความรักมีไม่พอ หลวงพ่อซอสสิมาเป็นคนดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะดีได้ แต่ทันทีที่ท่านตายไป ผู้คนก็พากันซุบซิบว่าศพท่านเหม็นก่อนเวลาอันควร อโลชายอมให้เด็กมีปัญหากัดมือจนเลือดสาดเพื่อจะให้ขาได้สัมผัสความรักจากเพื่อนมนุษย์

แต่ถึงที่สุดแล้วเขาก็ไม่อาจช่วยให้เด็กน้อยมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป เพราะปัญหาที่เด็กเผชิญนั้นใหญ่หลวงกว่าความรักของเขาเพียงคนเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่ชั่วร้ายเกินไป"

อ่าน พี่น้องคารามาซอฟ ไม่ถึงหนึ่งในสี่รู้สึกเหมือนว่าถูกทิ่มแทงด้วยคมหอกที่ซัดมาจากทุกทิศทาง จึงสะดุ้งเจ็บจากรอยแผลนั้น บางแผลก็ลึกลงจนถึงหัวใจ มนุษย์ทำกรรมใดไว้หนอจึงโชคร้ายนักหนา กิเลสคนนั้นยากจะต่อต้านขัดขืน? หรือว่าคนไม่พยายามที่จะลดทอนความสุขของตนเองกันแน่

เรื่องของคนในครอบครัวเดียวทำไมจึงยุ่งยากซับซ้อน รุ่มร้อนบ้าคลั่ง ทุรนทุราย ไม่มีความสงบสุข พี่น้องคารามาซอฟ คือเรื่องราวของพ่อลูก ฟีโอดอร์ พาฟโลวิช คารามาซอฟ ผู้พ่อเจ้าเล่ห์ ใจดำหยาบช้า

เอาเปรียบเห็นแก่ตัว ดิ้นรนฟุ้งซ่าน ไม่สนใจลูกเมียและมักมากในกามคุณ "คารามาซอฟผู้พ่อเหมือนตัวปลิงที่พร้อมจะไล่ตามเกาะผู้หญิงทุกคนตลอดเวลา"

โดยพื้นเพแล้วเขาแทบไม่มีสมบัติใดติดตัวเลยแต่เพราะนิสัยประจบสอพลอ คิดเห็นแก่ได้ คารามาซอฟมีฐานะขึ้นมาจากการเอาเปรียบ และการแต่งงาน เขาแต่งงานสองครั้ง ครั้งแรกกับสาวสวยแล้วเขาก็โกงเงินจำนวนมากของภรรยามาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ดมิตรี ฟีโอโดโรวิช หรือมิตยาคือลูกชายคนแรก

"มิตยาในวัยเด็กเกกมะเหรกเกเร เรียนไม่จบโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย สมัครเข้าโรงเรียนการทหาร จบแล้วใช้ชีวิตเสเพล ถลุงเงินเล่นสนุกมือ มิตยาพบพ่อครั้งแรกและได้รู้จักกันตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขามาหาพ่อเพื่อต้องการเงินทองของเขาและเขาก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่า ไม่มีชื่อเขาเป็นเจ้าของสมบัติใดๆเลย ทั้งยังไม่มีทรัพย์สินใดเหลือเป็นของเขา

มิตยาหลงรักหลงใหลผู้หญิงคนเดียวกับพ่อ ทั้งสองมีนิสัยเหมือนกัน ต่างแย่งชิงผู้หญิงที่ชื่อกรูเชนกา สาวสวยอายุยี่สิบ พ่อลูกต่างเอาชนะ มิตยาเกลียดพ่อใครๆก็รู้ เขาพูดว่าจะฆ่าพ่อให้ได้ยินอยู่เรื่อย จนเมื่อคารามาซอฟถูกฆ่าตายจริงๆ คนทั่วเมืองต่างก็เชื่อว่ามิตยาเป็นคนฆ่า

อีวานกับอโลชา สองพี่น้องเกิดจากภรรยาคนที่ 2 โซเฟียแม่ของเด็กชายทั้งสองเสียชีวิตในปีที่ 8ของการแต่งงาน พี่น้องสองคนไม่เคยอยู่กับพ่อเช่นเดียวกัน อีวานเป็นเด็กเฉลียวฉลาด ถนัดในเรื่องเรียน เขาเขียนหนังสือ เป็นครูสอนพิเศษ เป็นนักเหตุผล และไม่เชื่อพระเจ้า

อโลชาน้องคนสุดท้อง เรียนไม่จบชั้นมัธยม เขาน่ารักอ่อนโยน เลือกใช้ชีวิตเป็นชาววัด อโลชาเป็นคนที่รักมนุษยชาติมาตั้งแต่อายุน้อยๆ มีจิตใจเมตตาเสียสละ หัวใจของอโลชาบริสุทธิ์ชนิดที่ความชั่วร้ายใดๆก็ไม่สามารถเข้าถึงเขาได้

ยังมีคนรับใช้ในบ้านเป็นชายหนุ่มอีกคนชื่อสเมอร์ดิยาคอฟ เขาเป็นลูกสาวของลีซาเว็ตตา หญิงสาวที่คนทั่วเมืองเรียกว่านังเหม็นสาบ พูดให้ง่ายก็คือเธอเป็นคนไม่สมประกอบ เดินเตร่ไปทั่วเมืองเข้าบ้านโน้นออกบ้านนั้น เป็นคนจิตใจดี ชอบทำบุญ ตกค่ำก็นอนหน้าโบสถ์ ไม่มีใครเกลียดชังเธอ คารามาซอฟนำเด็กชายมาให้คนรับใช้เลี้ยงดู คงไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่าคารามาซอฟผู้พ่อนั่นเองที่เป็นพ่อของเด็ก

พี่น้องสามคนเดินทางกลับกลับมาบ้านเกิด มิตยาต้องการทรัพย์สินและขอร้องให้อีวานกลับมาด้วย อโลชาก็กลับมาเพื่อค้นหาหลุมศพแม่และตัดสินใจจะบวช คารามาซอฟก็เพิ่งกลับมาอยู่บ้านไม่นานเช่นกัน

ความปรารถนาเบื้องลึกนำพวกเขากลับพบกัน พี่น้องต้องทำความรู้จัก แต่ละคนมีเงื่อนปมในใจ ความชั่วช้าสันดานดิบเป็นเหตุให้เกิดเรื่องต่างๆขึ้น บนเวทีแสดงเรื่องเยี่ยมนี้มีตัวละครชื่อความรัก ความเกลียดชัง ความทุกข์ ความอ่อนแอ ความเห็นแก่ตัวและตัวประกอบฉากอื่นๆอีก ร่วมกันขยับเคลื่อนไหวโลดแล่นบนเวทีตระการตา ผู้กำกับชื่อฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ ได้กำกับทั้งนักแสดง ฉากและดนตรีอย่างยอดเยี่ยมสุดฝีมือ เรื่องทั้งหมดทำให้ผู้ชมไม่ยอมกะพริบ และติดตามด้วยใจเต้นเร่าร้อนรน

ฉันเห็นดีด้วยซ้ำที่เรื่องยังไม่จบสมบูรณ์ เพราะในเรื่องทั้งหมดเกือบพันหน้า มีขุมทรัพย์มากมายผุดขึ้นขณะอ่านจากความดำมืดและความดีของมนุษย์ โลกเองก็ไม่ถึงจุดจบ มนุษย์ล้นโลกยังต้องดิ้นรนต่อไป ชีวิตย่อมเวียนอยู่ในวังวนของมัน แม้พายุเกรี้ยวกราดพัดพากิ่งไม้หักโค่น

คนดีมากอาจจะมีไม่มากพอก็จริงอยู่ หากความดีย่อมไม่หลบเร้นหนีหน้าจากจิตสำนึกของผู้คน

หนังสือชื่อ พี่น้องคารามาซอฟ คือรางวัลเกียรติยศในรอบศตวรรษ ทุกคนควรจะต้องอ่าน ไม่ว่าจะหยิบมาอ่านเมื่อไหร่ตอนไหน หนังสือเล่มนี้จะทิ้งส่วนหนึ่งไว้ในตัวเราเพื่อก่อร่างบางสิ่งที่ดีกว่า ดังคำกล่าวที่ว่ายังมีหยาดน้ำค้างทุกรุ่งอรุณ