โรดแม็ป คืนความสุข

คิดเห็นประเด็นข่าว

เมื่อปี 2002 เอวา อูลล์มันน์ นักศึกษาชาวเยอรมันเลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่มีข้อความส่วนหนึ่งอธิบายว่า อารมณ์ขันมีความสำคัญอย่างไรต่อจิตวิทยา ความหลงรักวิชานี้ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในปีต่อมา เธอจึงได้จัดตั้งสถาบันอารมณ์ขันแห่งเยอรมันในเมืองไลป์ซิก คาดหวังให้เป็นองค์กรที่จะสร้างความสมดุลระหว่างโลกที่จริงจังกับอารมณ์ขัน อูลล์มันลงทุนทำหน้าที่ขับเคลื่อนด้วยการบรรยาย สัมมนา และฝึกอบรมส่วนตัวให้กับผู้บริหารองค์กรต่างๆที่มีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ อย่างดอยช์แบงก์ และเทเลคอม รวมถึงการฝึกอบรมให้แก่นักศึกษาแพทย์และแพทย์

น่าสนใจที่ว่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อารมณ์ขันกลายเป็นส่วนหนึ่งของหัวข้อที่แพร่หลายไปทั่วโลก

ถึงขนาดมีการประชุมสภาอารมณ์ขันนานาชาติที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี 2000 และคนเยอรมันรู้ดีว่าประเทศต่างๆทั่วโลกมองว่าอารมณ์ขันเป็นจุดอ่อนของพวกเขา แม้ว่าในเยอรมันจะมีรายการตลกอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็ยังดูขวยเขิน กระดากอายมากกว่าจะสนุกสนาน หรือตลกขบขัน ศาสตราจารย์เจมส์ พาร์สัน อาจารย์ชาวอังกฤษที่สอนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจอยู่ที่มหาวิทยาลัยไลป์ซิกถึงกับวิจารณ์ว่า คนเยอรมันไม่สามารถสร้างอารมณ์ขันที่ดีได้ แต่สามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี บ่อยครั้งคนเยอรมันจะหัวเราะได้อย่างเอิกเกริก หากเมื่อศึกษาลึกลงไปในรายละเอียดกลับพบความจริงว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องตลก แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือส่วนผสมของการประชดประชัน การกล่าวเกินจริง และการกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อยกว่าความเป็นจริงในบทสนทนาปกติทั่วไปในชีวิตประจำวัน ชาวต่างชาติที่เข้าไปอาศัยอยู่ในเยอรมันจำนวนไม่น้อยต่างมีประสบการณ์ในการเล่าเรื่องที่ตื่นเต้นระทึกขวัญด้วยการใช้วลีที่ไม่ได้สื่อความหมายออกมาตรงๆตามถ้อยคำที่ควรจะเป็นเพื่อกระตุ้นอารมณ์ร่วมของคู่สนทนาชาวเยอรมัน แต่ผลตอบรับที่กลับมาก็คือความพยายามในการตอบสนองที่งุ่มง่ามและการใช้คำที่ตรงตามตัวอักษรอย่างสุภาพ

แม้กระนั้นสถาบันอารมณ์ขันแห่งเยอรมันของอูลล์มันน์ยังคงไม่มีการสอนเกี่ยวกับการประชดประชันแดกดัน แต่จะเน้นไปที่พื้นฐานของอารมณ์ขันที่เกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติและน่าประหลาดใจที่ว่า มีผู้พากันมาเข้ารับการอบรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นไปตามแบบฉบับของชาวเยอรมันอย่างแท้จริงตามหลักคิดที่ว่า พยายามฝึกฝนให้หนักขึ้นในสิ่งที่ตนเองยังขาด

วารสารการขนส่งของสหรัฐอเมริการายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า การใช้ยานพาหนะในการเดินทางแต่ละแบบบันดาลให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆกันขึ้นได้ โดยพบว่าคนเราจะมีอารมณ์ดีที่สุดเมื่อได้ปั่นจักรยาน พวกนักขี่จักรยานส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาว ผู้แข็งแรงสมบูรณ์อันเป็นลักษณะของคนที่มีความสุข กลุ่มผู้เดินทางที่มีความสุขรองลงมาได้แก่ผู้นั่งไปหรือเป็นคนขับรถส่วนบุคคล ในทางตรงกันข้ามผู้โดยสารรถประจำ

ทางและรถไฟจะรู้สึกเป็นทุกข์มากที่สุด ส่วนหนึ่งก็มาจากระบบการขนส่งมวลชนมีสัดส่วนไม่เพียงพอกับปริมาณของผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงาน คณะวิจัยกล่าวว่า ความรู้ความเข้าใจในเรื่องผู้คนเดินทางกันอย่างไรและรู้สึกอย่างไรจะเป็นประโยชน์ในการไปปรับปรุงบริการขนส่ง การจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน ตลอดจนการคิดตั้งทฤษฎีแก้ปัญหา

ผลการวิจัยล่าสุดภายใต้การสนับสนุนของ บมจ.ซีพี ออล์ เรื่องการใช้โซเชี่ยลมีเดียของวัยรุ่นเพื่อการเรียนรู้การดำรงชีวิต โดยมี รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นหัวหน้าโครงการ ระบุว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯใช้เวลากับการสื่อสารหรือแช็ตบนโซเชี่ยลมีเดียเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชั่วโมงสูงสุด 16 ชั่วโมงส่วนต่างจังหวัดใช้เวลาเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง และสูงสุด 12 ชั่วโมง จากการศึกษาพบการเปลี่ยนแปลงในด้านพฤติกรรมการเรียนที่น่าสนใจคือในสมัยก่อนนักเรียนที่ได้คะแนนดีเรียนเก่งมักจะหวงวิชาไม่ต้องการแบ่งปัน แต่ในปัจจุบันขณะที่โซเชี่ยลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลได้สร้างบทบาทใหม่ที่เห็นได้ชัดเจนว่าเยาวชนได้มีทัศนะเปลี่ยนไป เกิดการสร้างวัฒนธรรมของการแบ่งปัน หรือ Sharing Culture ในวัยรุ่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว การเรียน ทำให้การแบ่งปันหรือแชร์กลายเป็นเรื่องปกติ พฤติกรรมคนชอบแชร์ จึงเป็นต้นทางที่สามารถสร้างความสุขให้กับผู้โพสต์ข้อความอยากเผยแพร่และรู้สึกภูมิใจเมื่อมีคนมากดไลค์บนหน้าเพจของตนเองจำนวนมาก หรือได้รับการแสดงความคิดเห็น ชื่นชม นับเป็นจุดเปลี่ยนของการเรียนรู้ในสังคมออนไลน์ในทางบวก ที่ทำให้วัยรุ่นเกิดจิตสำนึกของการให้ หัวหน้าคณะวิจัยยังได้แนะนำว่าผู้ใหญ่ควรจะมีโอกาสเข้าไปสัมผัสเรียนรู้วิถีชีวิตออนไลน์ของวัยรุ่น เข้าใจและให้คุณค่า พร้อมทั้งเรียนรู้ปรับตัวและเตรียมพร้อมรับการอยู่ร่วมกันของวัยรุ่นกับโลกออนไลน์ด้วยการเปิดใจให้กว้าง มองพื้นที่ออนไลน์เปรียบเสมือนเวทีให้วัยรุ่นได้แสดงศักยภาพ สร้างทักษะ ประสบการณ์และสร้างตัวตนบนสังคมออนไลน์ ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันเป็นเครือข่าย พร้อมที่จะเดินเคียงข้างกันไปบนความแตกต่างได้

ในช่วงที่คนไทยมาถึงทางแยกที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหลังจากความแตกแยกร้าวฉานจนบ้านเมืองเดินมาสู่จุดที่กำลังถูกจับตามอง การคืนความสุขสู่คนไทยทั้งชาติจะสมปรารถนาตามโรดแมป 3 ระยะที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศไว้ คือ ระยะแรกช่วง2-3เดือน จะเน้นการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ สลายสีเสื้อ สลายความขัดแย้ง ระยะที่สอง ใช้เวลา 1 ปี ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี ร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งสภาปฏิรูป จากนั้นเข้าสู่ระยะที่สามเมื่อพ้น 1 ปี จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อให้ได้คนดีสุจริต มีคุณธรรมมาปกครองบ้านเมือง ด้วยหลักธรรมาภิบาล คาดการณ์กันว่าโรดแม็ปทั้ง 3 ระยะจะใช้เวลาประมาณปีครึ่ง-สองปี

โมเดลของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้า คสช.ได้จัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป.มี พลโท กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยทุกภาคส่วนของสังคมต่างเดินหน้ามุ่งหากลยุทธ์แตกไอเดียสุดบรรเจิดกันอย่างขนานใหญ่ อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม เสนอโครงการ "วัฒนธรรมสร้างไทย สร้างชาติ สร้างสมานฉันท์"

ประกอบด้วยการจัดวัฒนธรรมสัญจร เรียกรอยยิ้ม...คืนความสุข ละครเวทีสัญจร "สามัคคีมีฤทธิ์" การประกวดคลิปวิดีโอ "ขอเป็นคน 1" กรมศาสนาจัดโครงการ "หมู่บ้านศีล 5" กระทรวงศึกษาธิการจัดโครงการและกิจกรรมสร้างความรักความสามัคคีผ่านลูกเสือและยุวกาชาด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดเวทีเสวนาให้ประชาชนได้ถ่ายทอดความอัดอั้นตันใจ เพื่อนำมาเป็นข้อสรุปสิ่งที่เป็นเงื่อนไขและหาทางขจัดออกไป

แต่ที่โดนใจที่สุดกลับเป็นบทเพลง "คืนความสุขให้ประเทศไทย" ความยาว 4 นาที ที่ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ซึ่งเป็นที่เปิดเผยในเวลาต่อมาจาก พันเอก กฤษฎา สาลิกา ผู้บังคับการกองดุริยางค์ทหารบก ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เป็นผู้แต่งเพลงนี้ด้วยตนเองเพื่อสื่อความหมายจากหัวใจ โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเขียนเนื้อเพลงด้วยลายมือของตนเอง ก่อนจะส่งให้นำไปเรียบเรียงคำร้องและทำนอง กลายเป็นเพลงดังแค่ข้ามคืน

สำหรับทัศนะของตัวแทนสามศาสนาหลักในประเทศไทย พุทธ คริสต์ และอิสลาม โดย พระไพศาล วิสาโล มุขนายกยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ และ อาจารย์บรรจง บินกาวัน ที่ร่วมกันหาทางออกภายใต้หัวข้อ หลักธรรมเพื่อสังคมสู่สันติ เห็นตรงกันว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้แสดงให้เห็นว่าทั้งหลักนิติศาสตร์ หลักรัฐศาสตร์ ไม่ได้นำพาสังคมไปสู่ความสงบสุขได้ ดังนั้น สิ่งที่จะนำสังคมไปสู่ความสงบสุขคือพลังของศาสนาที่ยังคงนิ่งเงียบอยู่ หลักศาสนาคริสต์คือคำสอนจากคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" ผู้คนในสังคมจึงควรมีความรักให้ซึ่งกันและกัน ไม่รวมแต่ในฝักฝ่ายของตนเอง สังคมต้องเรียนรู้การให้อภัย เพราะหากให้อภัยไม่ได้ สังคมก็ไม่อาจพบสันติสุข ศาสนาอิสลามจะเริ่มต้นทักทายกันด้วยคำว่า อัสซาลามูอาลัยกุม อันมีความหมายว่า ขอสันติสุขจงมีแด่ท่าน ดังนั้น นอกเหนือจากน้ำและอาหารแล้ว ความสงบสันติสุขต่างเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคน ด้านศาสนาพุทธสอนให้ ค้นหาต้นเหตุแห่งทุกข์ และหาทางแก้ไข ต้นเหตุแห่งความขัดแย้งของคนไทย ล้วนมีที่มาจากตัณหา มานะ และทิฐิ การแก้ไขต้องใช้ศีลเท่านั้นควบคุม

โรคร้ายที่เกาะกินใจคนไทยมาเป็นเวลาเกือบทศวรรษ จนประเทศชาติแทบแตกสลาย ใช้ยาแรงก็หลายขนาน รัฐประหารถึง 2 รอบจะเป็นคำตอบสุดท้ายในการคืนความสุขสู่สังคมไทยได้หรือไม่ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์