สัมภาษณ์ โฟร์-มด

มุมดีๆของชีวิต
ชีวิตสวยสดใสเต็มวัย ของ...โฟร์-มด

ฮ้า!!! โฟร์-มด...Pop Duo กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 พร้อมกับอัลบั้มที่ 8 “I AM FOUR-MOD” แต่ที่ลืมตัวอุทานไปเมื่อครู่นั้น ก็ยังจำได้เมื่อปี 2548 สองสาวน่ารักสดใส โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร และ มด-ณปภัส วัฒนากมลวุฒิ เปิดตัวซิงเกิ้ลแรกท่อนติดหูว่า “หายใจเข้าก็เฮ้อเธอ หายใจออกก็เฮ้อเธอ” ที่ฮิตกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง หลังจากอัลบั้ม “Four-Mod” ปีต่อๆมาก็เป็น “Love Love” “Woo!” “Four-Mod in Wonderland” “Four-Mod GO! GO!” “We Will Love U” “Hello Four-Mod” และมาถึงอัลบั้มในครั้งนี้ ก็ประสบความสำเร็จอีกเช่นเคย

การยืนหยัดยาวนานในวงการเพลง แล้วยังได้ขึ้นชาร์ตทุกอัลบั้มด้วยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆก็ทำกันได้ ด้วยบ่อยครั้งจะแรงกันเพียงอัลบั้มหนึ่งสอง แล้วก็เงียบหายตัวไปตามระเบียบ แต่กับการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ก็เสมือนการเจริญเติบโตที่เต็มวัยขึ้น ซึ่งได้ผ่านอะไรกันมาเยอะแยะ ทำให้ทั้งความคิด ทัศนคติ มุมมอง หรือทักษะต่างๆ ได้แข็งแกร่งขึ้นตามตัวไปด้วย วันนี้มารู้จักกับ โฟร์-มด คู่หู Pop Icon ในแบบที่คุ้นเคยกันครับ

การเดินทางของผลงาน

มด : ก็เดินทางมาถึงอัลบั้มเพลงที่ 8 แล้วมีชื่อว่า I AM FOUR-MOD ค่ะ

โฟร์ : ส่วนที่มาของชื่ออัลบั้มนั้น คือ ทุกวันนี้เวลามีคนเจอเรา แม้จะเจอใครคนเดียวก็ตาม ก็ยังเรียกว่า โฟร์-มด จึงมาคิดว่า มันไม่ใช่แค่คนสองคนแล้วมาออกอัลบั้ม แต่เขารู้สึกว่า เราเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งจะอยู่คู่กันไปตลอดเวลา ที่เป็นเสมือนก้อนเนื้อเดียวกัน เราก็คิดเป็นคอนเซ็ปต์เป็นว่า I AM FOUR-MOD  

มด : สำหรับแนวแพลงในอัลบั้มนี้ เราอยากให้เหมือนกับอัลบั้ม 1-2 ที่จะเบาๆ ฟังง่ายๆ แล้วเข้าใจได้เลย ที่สำคัญฟังแล้วติดหูและท่าเต้นก็ง่ายๆอีกด้วย

โฟร์ : ในด้านของเสื้อผ้าจะเน้นโทนสดใส เราเลยบอกทีมงานว่า อยากได้สีชมพู สีฟ้า สีม่วง สีเหลือง เขาก็จัดมาให้เรา แต่คนเคยเห็นในแบบสีสัน...เยอะแล้ว ซึ่งโฟร์-มดต้องมีสัสัน ก็เอ่อ!!!ทำอย่างไรให้ดูแปลกตาขึ้น ก็มีการปรับเปลี่ยนลุคกันเยอะ 

สัมพันธภาพที่งดงามของทั้งสอง

โฟร์ : ตอนมาที่อาร์เอ็ส...ต่างคนต่างมาแคสติ้งนะ พอมาเจอกันทีมงานก็บอกว่า คู่กับมดนะ เราก็อ๋อ!!!ได้ๆค่ะ จริงๆแล้วไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่า จะได้ออกอัลบั้มเพลง เพราะเราอยากเข้ามาเป็นนักแสดงมากกว่า

มด : ตอนนั้นด้วยความที่เรายังเด็กอยู่ด้วย ก็ค่อนข้างต้องมีการปรับตัว คือ เราไม่เคยทำงานกันมาก่อน และนี่เป็นงานแรกของพวกเราเลย ก็ต้องรับผิดชอบกันให้มากขึ้น อีกทั้งต้องปรับตัวเข้าหากันและกันด้วย

โฟร์ : การออกอัลบั้มเพลง...โฟร์ไม่ได้คาดหวังมาก่อน ก็อย่างที่บอก...อยู่ดีๆก็บอกให้ออกอัลบั้มคู่กับมด เราก็เฮ้ย!!!จะร้องเพลงได้เหรอ ทำได้เหรอ เขาก็บอกไม่ต้องตื่นเต้น เราอยากได้แค่นักร้องวัยรุ่นสองคนเฉยๆ เราก็โอเค...จะทำเท่าที่ทำได้ ทำได้เท่านี้ก็บอกเขาไป เขาก็เอาเท่านี้แหละ...ไม่เอาเยอะไปกว่านี้หรอก ส่วนเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะดัง เพียงแต่ว่า เขาให้ทำง่ายๆเราก็ทำไปตามนั้น แล้วก็ความง่ายนี่แหละ ที่ทำให้คนจับต้องถึงกัน คนร้องตามกันได้ง่ายๆ จนคนอยากเห็นหน้าตานักร้อง...เป็นเพลงของใคร จึงกลายเป็นที่มาว่า โฟร์-มด เป็นนักร้องที่ไม่ได้ร้องเพลง ที่ต้องโชว์พลังเสียงเยอะแยะ แต่เน้นในความสดใสน่ารัก ในส่วนของเนื้อเพลงและท่าเต้น

 

รู้สึกกับชื่อเสียงที่เกิดขึ้น

มด : รู้สึกตกใจมั๊ย...ไม่น่ะ แต่รู้สึกดีใจ รู้สึกปลื้มมากกว่า ยอมรับว่า ช่วงแรกๆที่เดินไปไหนมาไหน คนก็จะ...ขอถ่ายรูปหน่อยได้มั๊ยค่ะ เรารู้สึกว่าคนจำเราได้ คนรู้จักเราแล้วนะ ต้องขอบคุณที่ติดตามผลงาน และคอยสนับสนุนผลงานของเราต่อไป  

โฟร์ : ของโฟร์เหรอ...ไม่รู้ซิ คือ ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปเยอะ ซึ่งเป็นคนที่แบบ...ทำตัวน่ารักๆ เราก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว แล้วการที่เราเดินไปไหนมาไหน คนมองหรืออะไรก็ตาม...รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ปกติ คือ เหมือนเราไปไหน ทำอะไร คนจะจ้องมองอยู่แล้ว ก็รู้สึกว่า เราปรับตัวกับตรงนั้นได้ เพราะว่าโฟร์ไม่ได้เป็นคนที่หวือหวา ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอยู่แล้ว มันก็เป็นอย่างนั้นมาเรื่อยๆ เลยไม่รู้สึกต้องปรับตัว เกร็ง หรืออึดอัด ที่วันนึงมีคนเดินมาขอถ่ายรูปเยอะๆ แล้วก็จะยังงั้นยังงี๊ ซึ่งเราทำงานตรงนี้ ไม่มีคนวิ่งมาขอถ่ายรูป ไม่มีคนวิ่งมาขอลายเซ็นต์ เราไม่ประสบความสำเร็จ แล้วเราจะทำไปทำไม ซึ่งเวลาคนวิ่งมาหา...เรากลับดีใจนะ       

มด : ก็อย่างที่บอก มดรู้สึกตื่นเต้น...ดีใจ เหมือนกับประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว อย่างคนจำเราได้ รู้ว่าเรามีผลงานอะไรบ้าง เขาเอาผลงานมาให้เราเซ็นต์ ดีใจและปราบปลื้มเอามากๆเลยค่ะ

วงการเพลงในความใฝ่ฝัน

มด : มดชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่า เพลงสามารถสื่อถึงอารมณ์ได้ ได้ทุกอารมณ์ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหนก็ตาม คนฟังก็ได้รับรู้อีกว่า เรารู้สึกอย่างไรบ้าง จึงทำให้หลงรักเสียงเพลง แล้วรู้สึกอยากเป็นนักร้อง ทุกวันนี้ความฝันก็ได้เป็นจริงแล้ว รู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเอง ที่ทำตามความฝันของเราได้ แล้วก็หาเงินให้กับคุณพ่อคุณแม่ของเราได้  

โฟร์ : เราโชคดี...ได้ทีมงานที่ดีและเก่งกันทุกคน พร้อมกับเข้าใจความเป็น โฟร์-มด แต่ละอัลบั้มก็ได้ทีมงานเก่าๆทำให้ทุกชุด จนมาถึงชุดนี้ เอ้ย!!!ได้ทีมงานจากอัลบั้มชุดที่ 1 มาทำเพลงให้เรา ทำให้กลิ่นไออัลบั้มชุดที่ 1-2 จะมีเยอะนิดนึง ฟังแล้วจะรู้สึก เอ๊ะ!!!คล้ายๆ หายใจเป็นเธอ...เลิฟเลิฟ ก็ด้วยได้ทีมงานเก่าชุดแรกๆมาทำเพลงให้
บุคลิกลักษณะในแบบ โฟร์-มด

มด : คาร์แรคเตอร์ของมด คือ จริงๆแล้วเป็นคนที่สนุกสนาน ร่าเริง แจ่มใส อย่างที่เป็นคาร์แลคเตอร์ในอัลบั้ม ซึ่งเหมือนกับว่า ในอัลบั้มเราเป็นอย่างไร นอกอัลบั้มเป็นอย่างนั้น เหมือนขายความเป็นตัวเองเข้าไปในผลงาน

โฟร์ : ก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ชอบแต่งตัวตามแนวแฟชั่น เป็นอะไรที่หวานๆใสๆ คนก็จะมองหรือคาดหวังว่า อัลบั้มใหม่ที่ออกมา จะต้องเป็นอะไรที่แบ๊วๆใสๆแน่ๆ ซึ่งเราก็อยากให้มันเป็นไปอย่างนั้น เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบกันอยู่แล้ว แบบเห็นแล้วสดใสๆน่ารักๆ เราอยากให้คนอื่นเห็นเราเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่ก่อนทำอัลบั้มนั้น ก็ได้ทวิสเตอร์กับแฟนคลับ ว่า อยากเห็นโฟร์-มดอัลบั้มใหม่ เป็นในแนวไหนบ้าง ช่วยบอกหน่อยเรากำลังทำอยู่ ขอแนวคิด...แนวทางจากแฟนเพลง เขาก็ส่งทางทวิสเตอร์เข้ามา อยากได้แบบหวานๆเหมือนเดิน อยากได้แบบแบ๊วๆ อยากให้โฟร์-มดแบบโตขึ้น หรือจะวินเทจก็ดีนะ ที่ใส่กระโปร่งบานๆน่ารักๆ เขาก็ส่งความคิดเห็นหลากหลายเข้ามา แต่สรุปแล้ว อะไรก็ได้ที่เป็นตัวเรานะ ออกมาเถอะเขาเอาหมด เราก็เลยรู้สึกว่า คนรักในตัวโฟร์-มดแล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างลุค หรืออะไรขึ้นมาใหม่ให้เยอะ

มด : แค่เราเป็นตัวเรา เพราะเรา คือ ความเป็นโฟร์-มดอยู่แล้ว ที่แฟนคลับหลงรัก หรือชื่นชอบในความเป็นโฟร์-มดค่ะ 

การเป็นแบบอย่างให้กับน้องๆ

โฟร์ : ก็จริงๆแล้ว ทางอาร์เอ็สได้ปูทางมาให้เรา เป็นไอคอนของเด็กๆอยู่แล้ว ซึ่งก่อนที่เราจะทำอัลบั้ม เขาจะบอกเราว่า เราต้องเป็นไอคอนของเด็ก เด็กทุกคนจะทำตามเรานะ เราก็ฮ่ะ!!!จริงเหรอ จากนั้นก็เห็นเสื้อผ้าเราขายตามตลาดนัด เราก็ว่าใช่แล้วละ รู้สึกตื่นเต้น มีคนอยากแต่งตัวเหมือนเราขนาดนั้นเลย ก็เรื่องการแต่งตัวจะพยายามบอกว่า นั่นเป็นการแต่งตัวในอัลบั้มนะ ใส่ได้แต่ต้องดูกาลเทศะด้วย ส่วนพฤติกรรมการลอกเลี่ยนแบบ เราต้องออกต่อหน้าสื่อ หรือไปไหนมาไหนทำอะไรนั้น
เรารู้ตัวเองดีอยู่แล้ว ว่า ทำอย่างไรคนจะรัก ทำอย่างไรคนถึงจะไม่ชอบ โฟร์ก็เป็นคนหนึ่งที่โตพอสมควรนะ อย่างสมมุติเราเดินไปแล้วยิ้มให้ ใครจะไม่ชอบเราบ้าง...ไม่มีหรอก หากเราทำหน้าเฉยๆ...คนจะว่าหยิ่ง ซึ่งตรงนี้โฟร์โดนว่ามาเยอะมาก เราเป็นคนแบบไม่ค่อยยิ้ม แต่เราไม่ได้หยิ่งนะ หากเดินยิ้มไปแล้วจะเก้อหรือเปล่า ก็เลยเป็นว่า ช่างมันใครจะว่าก็แล้วแต่...ยิ้มเอาไว้ก่อน ยังไงก็เป็นผลบวกกับตัวเรา แม้จะว่า อุ๊ย!!!น่ารักจังเลยเน๊อะ ขนาดเดินอยู่เฉยๆยังยิ้มเลย...จะบ้าหรือเปล่า แต่เราก็ยิ้มให้นะ

มด : มดก็!!!คล้ายกันล่ะ   

มุมมองการทำงานที่ผ่านมา

มด : ที่จริงได้เรียนรู้เยอะมาก ในหลายๆด้านเลยละ อย่างของมด คือ มดยังเป็นเด็กตอนเข้าวงการมา พูดตรงๆว่า ยังไม่รู้ว่า อันไหนมันควร อันไหนไม่ควร เพราะด้วยความที่เราเป็นเด็ก พอได้ทำงานก็เรียนรู้จากข้อผิดพลาด ได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่คอยสอนเรา หรือได้คำแนะนำจากคนรอบข้างที่คอยช่วยเหลือ ในช่วงเวลาทำงานได้เรียนรู้ว่า เราต้องรับผิดชอบ ต้องรู้จักการตรงต่อเวลานะ มันทำให้ชีวิตของเราเหมือนกับว่า โตขึ้นไปด้วย หรืออาจทำให้ดูโตกว่าอายุด้วยซ้ำไป เพราะเราได้มีโอกาสมาทำงานในด้านนี้...นั่นคือข้อดี ส่วนข้อเสียนั้น จะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับอยู่แล้วว่า เมื่ออยู่ในวงการท่ามกลางแสงสปอทไลท์ เราทำอะไรคนก็สนใจ ฉะนั้นเรื่องไหนที่ควรระวัง หรือไหนไม่ต้องระวัง เราก็ต้องเรียนรู้ไว้ด้วย

โฟร์ : ของโฟร์...เป็นลูกคนสุดท้อง ทุกคนที่บ้านจะมองว่า เราเด็กตลอดเวลา แล้วก็ทำอะไรไม่ค่อยเป็น ตอนนี้ก็ยังมองกันอย่างนั้นอยู่ แต่พอเราได้มาทำงานตรงนี้ เราได้เงินเอาไปให้ที่บ้าน...ให้หมดทุกอย่าง ทุกคนก็ภูมิใจในตัวเรา ก็แบบว่า โฟร์เป็นคนเดียวของบ้าน ที่ไม่ค่อยมีใครคาดหวังอะไรเลย เรียนหนังสือก็ไม่เก่ง ทำอะไรก็เงอะๆงะๆ ดูแลตัวเองไม่ค่อยได้ จนถึงวันนี้...เรายืนได้มาเกือบ 8 ปี ทุกคนในบ้านเห็นการพัฒนาในตัวเรา
ตัวอย่างเรื่องการพูดคุย การออกสังคม การคบหาเพื่อนฝูง ที่บ้านก็ให้การยอมรับมากขึ้น นี่คือข้อดีของเราที่ได้เรียนรู้ ได้จากประสบการณ์จริงๆ กับเด็กอีกหลายๆคนที่อายุเท่ากัน ที่ไม่เคยเจอ ไม่เคยเห็น อย่างต่อหน้าเราพูดดีจัง ลับหลังแล้วเอาไปด่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้นะ เราก็เอ่อ!!!ถ้าอยากได้ใจกับใคร ก็ควรให้ใจเขาไปก่อน เราควรมีความจริงใจ ส่วนข้อเสียมันก็มีนะ คือ เราเป็นคนที่ไม่ได้หวาน เป็นคนออกห้าว กระโดกกระเดก อยากพูดอะไรก็พูด บางทีก็ไม่ได้แคร์คนอื่น แต่พอมาอยู่ตรงนี้ เราต้องแคร์คนรอบข้างมากขึ้น เพราะเขาทำงานร่วมกับเรา           

ทางด้านการศึกษาร่ำเรียน

โฟร์ : โฟร์จบแล้วค่ะ...ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 

มด : ตอนแรกที่เข้าวงการ เรียนระดับมัธยมอยู่...ยากมาก มีการสติกเรื่องเวลาและเรียนเกือบตลอดสัปดาห์ ขณะที่งานในวงการไม่ได้สติกเวลา แต่ก็ทำให้เต็มที่ให้ดีที่สุด ช่วงไหนที่เราว่าง จะไปตามงานกับอาจารย์ และกับเพื่อนๆว่า เราต้องทำงานชิ้นไหนส่งบ้าง เราควรต้องรู้เรื่องไหนบ้าง พอเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย Bachelor of Arts in Communication Arts, Bangkok University International College (BUIC) ความรับผิดชอบจะมากขึ้น เพราะมีการจัดตารางเรียนหรือแบ่งเวลากันเอง ร่วมทั้งต้องไปคุยกับอาจารย์เอง เพราะว่าเราโตแล้วและเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะไม่มีใครเข้ามาหาเราหรอก
เราต้องรับผิดชอบชีวิตของเราเอง มันก็เลยยากในอีกระดับหนึ่ง ทำอย่างไรไม่ให้งานไปชนกับเวลาเรียน ก็อ่ะ!!!ยอมเหนื่อยแล้วกัน ลงเรียนอัดให้เต็มที่ไปเลย เวลาที่เหลือจะได้ทำงาน หรือแบ่งเรียนกับการทำงานอย่างละครึ่ง เรียนเป็นครึ่งวันบ่าย เผื่อว่าวันก่อนนั้นเรามีงานดึก อย่างน้อยมีเรียนเช้าจะได้ไม่ขาดเรียน ก็จัดเรียนเป็นช่วงบ่ายและเกิดมีงานช่วงเย็น ก็ยังไปทำงานได้อีกด้วย ถ้างานไหนที่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ทำเป็นจดหมายชี้แจง และเข้าไปพูดคุยกับอาจารย์ ก็ค่อนข้างยากลำบากเหมือนกัน แต่ก็พยายามทำทั้งสองด้านให้ดีที่สุดค่ะ

จุดมุ่งหมายในการทำงาน

โฟร์ : เคยตื่นเช้าๆต้องไปทำงาน ลุกขึ้นมานั่งถอนใจทีนึง แล้วก็คิดว่า ทำไมเราต้องไปทำงานด้วย...เหนื่อยนะ ถ้าไม่ทำก็จบ...เราจะได้นอนสบาย แต่ก็อยากได้เงินนี่หว่า อยากเอาไปซื้อของ ทำงานก็ได้...แล้วก็ลุกขึ้นอาบน้ำไปทำงาน ในเมื่อเข้ามาทำงานตรงนี้ แล้วเป็นสิ่งที่เราอยากทำ ได้ทำงานที่ทุกคนในบ้านภูมิใจ ก็เลยมาทำงานแทนคุณพ่อคุณแม่ซะเอง

มด : รู้สึกภูมิใจอย่างมากเลย หาได้น้อยมากับเด็กอายุเท่าเรา ที่สามารถทำงานหาเงินให้คุณพ่อคุณแม่ได้ เรารู้สึกดีมากที่เอาตังค์ของเรา จ่ายให้เป็นค่าเล่าเรียน เหมือนเป็นอีกก้าวที่รู้สึกว่า เรามีตังค์ที่เลี้ยงตัวเองได้แล้ว แล้วก็ยังให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้อีกด้วย เงินก้อนแรกที่ได้มากับงานชิ้นแรก...แม่หนูให้ค่ะ มันเป็นความรู้สึกที่ภูมิใจมากๆ เงินทุกบาททุกสตางค์ของเรา ถ้าคุณแม่อยากได้อะไร...ยินดีจ่ายให้ทันที สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สอนเรามาว่า ทุกบาททุกสตางค์มีค่า...มันมีจริงๆนะ ทุกหยาดเหงื่อที่ทำลงไปนั้น แล้วเราได้ให้กับคุณพ่อคุณแม่ของเรา มันเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร แต่เป็นความรู้สึกดีๆเอามากๆ

โฟร์ : ในอนาคตถ้าเราทำตัวดีๆ ทุกคนยังรักเรา ให้โอกาสเราอยู่ มันก็เป็นอะไรที่ไปได้เรื่อยๆนะ ซึ่งบางคนยังอยู่ในวงการมาแล้ว 20 ปี ทำไมเขายังอยู่ได้ แล้วเราทำไมจะอยู่ไม่ได้ แต่ผลงานอาจจะเป็นไปในรูปแบบอื่น เมื่อความสามารถและความพยายามของเรา ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่นๆ เราก็อยากอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ 

มด : มดมองที่ปัจจุบันมากกว่า ปัจจุบันจะสามารถสื่อได้ถึงอนาคต ถ้าวันนี้เราทำดีวันข้างหน้าก็จะดี หากวันนี้เราแย่วันข้างหน้าก็แย่แน่ๆ มดจะโฟกัสและตั้งใจกับปัจจุบัน ตอนนี้ก็ตั้งใจเรียนให้จบและรับปริญญาไปให้กับคุณแม่ แล้วจะต่อโทเพื่อคุณพ่อด้วย เพราะขอให้เรียนโทด้วย เราก็อ่ะ!!!ได้เลย ทุกวันนี้จึงทำงานเก็บตังค์และส่งตัวเองเรียน       

โฟร์ : หลายคนอยากมาทำงานตรงนี้ บางคนเข้าประกวดแถบตาย แล้วเรามีโอกาสมายื่นได้ตรงนี้ เป็นอัลบั้มที่ 8 แล้ว ซึ่งก็โอเคมากๆแล้วละ เหลืออีกนิดหน่อย...อย่างช่วงนี้ออกอัลบั้ม ที่ต้องตื่นเช้าไปโน้นไปนี่ แต่ว่ามันก็คุ้มค่ามาก ไม่ใช่ตื่นมาทำงาน 2 เดือนแล้วไม่ได้ตังค์เลย...มันก็ไม่ใช่ ทำทุกอย่างมันคือการแลกเปลี่ยนกัน เรายอมตื่นเช้าแลกๆทุกอย่าง มันเป็นการแลกที่คุ้มค่ามากๆสำหรับเราแล้วละ

การเติบโตของคู่หู ณ วันนี้

โฟร์ : ก็คงเป็นเรื่องของความคิด มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จากที่ตอนเด็กๆชอบลืมเอานั่นนี่มา แล้วบอกว่า แม่ทำไมไม่เอามาให้ เราก็ว่า มดทำไมไม่เตรียมของเองละ ก็แม่ทำให้อยู่แล้ว เราเฮ้ย!!!เตรียมของเองซิ มดเขาก็เอ่อๆ การจัดของหรือทำอะไรเอง เวลาลืมก็กล่าวโทษตัวเอง ถ้าให้คนที่บ้านคอยจัดให้...ก็จะหงุดหงิดกับที่บ้าน ตอนนี้โตขึ้นมีความรับผิดชอบมากขึ้น เขาเตรียมตัวเอง คิดเดินทางไปไหนๆเอง เราก็เอ่อ!!!ดีแล้ว เพราะเราไม่สามารถให้แม่ทำไปจนแก่ ตอนนั้นประมาณ 15-16 ก็เข้าใจที่ต้องพึ่งคุณแม่ แต่ช่วงนั้นเราก็ทำเองแล้วนะ เขาก็จริงหรอ...เราเอ่อ!!!จริงๆ ด้วยหนึ่งมดเขาเป็นลูกคนเดียว คุณพ่อคุณแม่มีเวลาให้อยู่แล้ว แต่ครอบครัวเรามีลูก 4 คน ก็ต้องแบ่งๆกันไป อันไหนเราทำเองได้เราก็ทำ  

มด : จริงๆแล้วตั้งแต่รู้จัดโฟร์มา เขาก็โตมาในระดับหนึ่งแล้วนะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม สิ่งที่เคยเห็น...เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง เขาเป็นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใจน่ารัก และสวยอยู่เหมือนเดิม เฮ้ย!!!สวยขึ้นๆหน้าเด็กลงด้วย...นั่นละค่ะ
มวลบุษบามีความงดงามที่สุด ก็ยามที่กำลังแย้มกลีบบานสะพรั่ง แต่ช่วงชีวิตของหญิงสาวสองคนหรือคู่หูคู่หนึ่ง มิได้สวยงามอยู่เพียงช่วงเวลาใดได้เท่านั้น เฉกเช่นกับเหล่าบุปผากลีบบอบบาง ที่นานนับวันจะร่วงโรยราไร้ค่า แต่ทว่าทั้งสองกลับแลงดงามทุกช่วงแห่งวัย ซึ่งเจริญเติบโตเต็มวัยสาวในยามนี้แล้วครับ