สักครั้งในชีวิตขอพิชิต...โมโกจู (2)

โลกสวยด้วยพรรณไม้

ตื๊ดๆ!!! เสียงมือถือที่ตั้งเวลาปลุก...เล่นเอาสะดุ้งสุดตัว เพราะนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งอาหารการกิน การหลับนอน หรือกระทั่งการอาบน้ำ จะไม่สะดวกสบายเหมือนเดิมอีกแล้ว หลังจากได้ทำตัวสบายเป็นการสั่งลา เรามารวมพลพร้อมหน้าในตอนเช้า เพื่อเริ่มทานอาหารที่เสมือนมื้อส่งท้าย ผมและเพื่อนบางคนถึงกับทานไม่ค่อยลง แล้วเราก็มัวมาสาละวนกับการเตรียมสัมภาระ ซึ่งพี่ๆลูกหาบได้คัดแยกหลายสิ่งอย่าง ออกไปกองแยกไว้ตรงฝากหนึ่ง ที่เหลือก็ยังมีจำนวนมากโขอยู่  แล้วนำไปร่วมในตะกร้าของแต่ละคน

ก่อนที่จะเดินทางห่างออกไป จากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ทางพี่วีระให้มาประชุมทำความเข้าใจ ว่า อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คืออำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีลำน้ำแม่วงก์เป็นเส้นแบ่งจังหวัด อยู่ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรประมาณ 279,050 ไร่ ส่วนอยู่ในท้องที่จังหวัดนครสวรรค์ประมาณ 279,700 ไร่ โดยทิศเหนือมีอาณาเขตกว้างขวาง ไปจรดอุทยานแห่งชาติคลองลาน ส่วนทิศใต้ไปจรดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ทางทิศตะวันออกจรดที่ทำกินและแหล่งอาศัยของราษฎร ทั้งทางฝั่งกำแพงเพชรและนครสวรรค์ และทิศตะวันตกจรดกับเขตรักษาพันธุ์ป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก 

สภาพป่าไม้และสังคมพืชในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีทรัพยากรป่าไม้ด้วยกัน 5 ประเภท คือป่าดิบเขาประมาณ 0.88 เปอร์เซ็นต์ ป่าดิบแล้งประมาณ 21.85 เปอร์เซ็นต์ ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณชื้น 9.24 เปอร์เซ็นต์ ป่าเบญจพรรณประมาณ 59.05 เปอร์เซ็นต์ ป่าเต็งรังประมาณ 6.77 เปอร์เซ็นต์ ทุ่งหญ้าหรือไร่ร้างประมาณ 2.21 เปอร์เซ็นต์ โดยทางอุทยานฯดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องหลัก เรื่องการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมอันดับ 3 ด้วยซ้ำไป เรื่องแรกเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นด้านป่าไม้หรือสัตว์ป่า 

ทางอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ทำการตั้งจุดสกัด 7 จุดกับหน่วยพิทักษ์ 7 อีก 1 หน่วยสกัด คอยดูแลเขตพื้นที่ป่าตะวันออก ที่ติดกับพื้นที่ของชุมชน แล้วก็มีสายตรวจลาดตระเวน คอยดูแลพื้นที่ตลอดเวลา มีการเดินตรวจตรากันตลอดทั้งปี ตกเดือนหนึ่งประมาณ 3-4 รอบ ระยะนานรอบละ 3-7 วัน หรือเรียกได้ว่า เดินกันแทบทุกอาทิตย์ก็ว่าได้ ตอนนี้มีการเก็บข้อมูลแบบสมาร์ทพาทู ที่ได้รับการสนับสนุน WWF แห่งประเทศไทย มีทั้งเรื่องของการใช้ GPS แผนที่ เข็มทิศ แบบบันทึกข้อมูล แล้วนำข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ประมวลผล 

การบันทึกข้อมูลนั้น ระบุทั้งร่องรอยสัตว์ป่า การเจอสัตว์ทั้งตัว ปัจจัยเกื้อหนุน ปัจจัยคุกคาม รอยมูล มีการวัดขนาดตรวจสอบ และบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ ในการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ในแต่ละเดือน จะทำให้ทราบว่า ตรงไหนมีปัจจัยคุกคาม หรือร่องรอยการล่าสัตว์ สัตว์ป่าอยู่ตรงไหนบ้าง ทางอุทยานแห่งชาติแม่วงก์...จะล่วงรู้ทั้งหมด ส่วนเรื่องที่ 2 ที่ทางอุทยานฯมุ่งเน้น คือการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสุดท้ายเป็นเรื่องของนันทนาการและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการมีนักท่องเที่ยวมากๆ ไม่ได้หมายความว่า ผืนป่าจะมีความสมบูรณ์ขึ้น อุทยานฯจึงมีหน้าที่หลักๆ ในการรักษาทรัพยากรมากกว่า

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นผืนป่าที่บริสุทธิ์อีกแห่งหนึ่ง ที่มีมนต์เสน่ห์ออกมาดึงดูด ให้คนที่ชื่นชอบความท้าทาย ในรูปแบบของการเดินเข้าป่า เพื่อมาพิสูจน์ความแข็งแกร่งของร่างกาย หรือทดสอบความทรหดของจิตใจ พร้อมกับสัมผัสความสวยงามตามธรรมชาติ และการได้เรียนรู้คุณค่าของผืนป่าอย่างแท้จริง โดยจุดหมายปลายทางเป็นน้ำตกที่สวยงาม แล้วจะได้สัมผัสกับยอดเขาสูงเสียดฟ้า ที่มีนามว่า โมโกจู ในการเดินป่าศึกษาธรรมชาตินั้น ทางอุทยานฯได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ ที่มีความชำนาญและรอบรู้ด้านต่างๆ ทั้งในด้านพื้นที่ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คอยเป็นผู้นำทางให้เป็นอย่างดี 

กิจกรรมการเดินป่าในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในท้องถิ่น ที่เข้ามาเป็นลูกหาบให้กับกลุ่มนักเดินป่า ซึ่งนอกจากจะเป็นการหารายได้เสริม ให้กับตัวชาวบ้านแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานฯและชาวบ้านอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ให้ได้ช่วยกันปกป้องและรักษา ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป ทางอุทยานฯมีการเปิดพื้นที่ไว้ส่วนหนึ่ง สำหรับเป็นการทำค่ายเยาวชน หรือการเดินป่าศึกษาธรรมชาติอีกด้วย 

การเดินป่าไปบนยอดเขาโมโกจูนั้น เริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวมาเดินจริงจัง ก็ประมาณ 8 ปีได้แล้วครับ โดยให้เข้าไปเดินป่าระยะไกลปีละ 4 เดือน คือเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพราะการเดินเข้าไปในป่าแม่วงก์นั้น จะเห็นทั้งป่าในพื้นที่เก่าที่ชาวเขาเคยอาศัย กับพื้นที่ป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์ หรือป่าต้นน้ำที่ทางอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ดูแล โดยจำกัดนักท่องเที่ยวเป็นเสาร์ละ 3 กลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 12 คน แล้วก็มีการจำกัดเส้นทางเดินป่าอีกด้วย จึงไม่ได้มุ่งเน้นรับแต่นักท่องเที่ยวอย่างเดียว เพราะเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ 

นักสำรวจและวิจัยทรัพยากรหนุ่มหล่อ วีระ เอี่ยมสอาด กล่าวทิ้งท้ายก่อนปล่อยให้เดินเข้าป่า ว่า "เราและเจ้าหน้าที่อีกหลายอุทยานฯ ต่างสละชีวิตเพื่อรักษาสมบัติ ที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่เป็นสมบัติของประเทศชาติ ยามที่เกษียณจากหน้าที่นี้ไปแล้ว ทางอุทยานฯก็ไม่ได้แบ่งพื้นที่ ให้เราเอาไว้ปลูกบ้านหรือทำไร่ เรามาตัวเปล่าก็กลับออกไปตัวเปล่า อยากให้คนไทยมองเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้มากขึ้น มิใช่รู้เพียงแต่ว่า มีผืนป่าตะวันตก แต่ไม่รู้เลยว่า ในผืนป่าตะวันตกมีอะไรบ้าง ผมคิดว่า ในอนาคตการเดินป่าระยะไกล...จะหมดไป ด้วยความเจริญจะเข้ามามากขึ้น ในทุกพื้นที่ยิ่งมีความสบาย...ยิ่งเสื่อมโทรมเร็ว อีกทั้งนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่นำทาง และลูกหาบ...ลดน้อยลงไปด้วย ไม่ใช่ว่าผืนป่าไม่ได้สวยงาม หรือค่าใช้จ่ายให้ลูกหาบไม่คุ้มค่า แต่เพราะด้วยรสนิยมหรือกระแสการเที่ยว จะหันไปสนใจกับสถานที่ที่เจริญ อีกหน่อยโมโกจูจะเป็นเพียงแค่ตำนาน ไม่ใช่เป็นอะไรที่สามารถสัมผัสได้" 

หลังจากเดินออกจากห้องประชุม เราตรงไปฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าหน้าที่นำทาง คือพี่ทิตย์-อาทิตย์ แสงจันทร์ จะคอยเดินนำอยู่หน้าขบวน และ พี่ตอน-ไหนจ้อย แซ่เติ๋น มาประกบอยู่ท้ายขบวนของเรา ส่วนพี่ๆลูกหาบที่ออกแรงแบกของให้นั้น ได้แก่ พี่เอ พี่ปู พี่เฟย พี่สาม และ พี่ไท เมื่อทำความรู้จักเพื่อนร่วมทางครบทั้งหมด ความรู้สึกที่ตึงเครียดก็ลดไปบ้าง จากนั้นทางทีมงานการท่องเที่ยว ต่างชักชวนให้ทาน้ำมัน ฉีดสเปย์ เพื่อกันอาการปวดเมื่อยไว้ก่อน จนกระทั่งเวลาประมาณ 9 นาฬิกา 15 นาที ขบวนนักเดินป่าอ่อนหัดอย่างพวกเรา ก็เริ่มเคลื่อนตัวห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และก้าวแรกที่ย่างเข้าไปในผืนป่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สัมผัส คือประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างยิ่ง

ระยะทางเดินเท้าในช่วงวันแรก ทุกคนเดินจ้ำรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่นานน้องวิเวียน-น้องเล็กของทริป ก็เร่งสปีดแซงขึ้นไปเดินหน้าขบวน ต่อเมื่อเวลาผ่านไปทุกคนเริ่มเหนื่อย เสียงที่เคยพูดคุยกันตลอดทาง...ลดลง หรือกระทั่งบางคนนิ่งเงียบไปเลย น้องสุดของทริปกลับมาอยู่ในขบวนอีกครั้ง แล้วมีทีท่าเกาะสถานการณ์ช่วงท้ายๆ เพราะถึงแม้มีร่องรอยให้เดินสะดวกกัน แต่ก็ลาดชันขึ้นๆและก็ลาดลงไป บ้างครั้งดีใจเมื่อเห็นทางลาดลง แล้วก็มาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อปะทะกับทางลาดขึ้นไปตรงหน้า เราต่างใช้ความอึดและอดทนเฉพาะตัว จนกระทั่งเดินมาถึงเนินวัดใจ ที่เรียกกันว่า มอขี้แตก

มอขี้แตก ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ 2 กิโลเมตร เฮ่อ!!! เราเดินผ่านมาได้แค่สองกิโลเท่านั้น ก็แทบจะเหมือนกับชื่อของมอแล้วครับ สาวสวยจากลิซ่าวีคลี่หนังสือหัวนอก เหลือบไปดูนาฬิกาที่บอกเวลา 10 นาฬิกา 20 นาที ซึ่งเป็นการทำเวลาที่ดีในการเดินป่า จนกระทั่งเปรยด้วยความดีใจ ว่า นี่!!! เราทำเวลาดีกว่าทริปที่แล้วนะ (หัวเราะ) แต่ส่วนผมรู้สึกเหนื่อย เมื่อยน่อง ฉิบ...เล้ย ภายในบริเวณมอขี้แตกแถวนี้ มีการติดตั้งกล้องไว้ด้วยนะครับ พี่ตอนเป็นคนชี้ให้เห็นกล้องสองข้างทาง ซึ่งเป็นกล้องวิดีโอหนึ่งตัว ส่วนอีกฝากเป็นกล้องถ่ายภาพนิ่ง เพื่อเอาไว้ทำการสำรวจและวิจัยประชากรสัตว์ป่า 

ทางอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ค่อนข้างไม่ได้เปิดตัวเองมากนัก ในเรื่องของกิจกรรมการเที่ยวทางธรรมชาติ แต่กำลังพยายามทำโครงการฟื้นฟูสัตว์ป่าให้ดีที่สุด เพราะจะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในการพิจารณา เรื่องของมรดกโลกทางด้านชีวภาพ เหมือนกับทางห้วยขาแข้งหรือทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งตอนที่มีการสำรวจทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ทางผืนป่าแม่วงก์ไม่ได้อยู่ในแผนงานด้วย ถ้าโชคดีทางอุทยานฯได้ผนวกรวมให้เป็นมรดกโลก ก็จะได้รวมกับห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร สำหรับในการที่จะทำเป็นมรดกโลกนั้น จะต้องมีการเจาะจงเป็นพื้นที่ เนื้อที่ยิ่งกว้างใหญ่ยิ่งทำโครงการยาก

โครงการสำรวจและวิจัยประชากรสัตว์ป่า ภายในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีการติดตั้งกล้องจำนวน 60 ตัวหรือ 30 คู่ โดยแบ่งพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมหมากฮอส เริ่มต้นติดตั้งกล้องเมื่อเดือนตุลาคม 2554 โดยมีการพบเห็นเสือโคร่ง 2 ตัว อีกตัวหนึ่งเป็นเสือโคร่งเพศผู้วัยหนุ่ม ความยาวจากหัวจรดปลายหาง 6 เมตร ยังไม่มีพื้นที่หากินเป็นของตนเอง ส่วนเสือโคร่งอีกหนึ่งตัว เป็นเสือโคร่งเพศเมียสมบูรณ์เพศ มีขนาดใหญ่กว่าเสือโคร่งตัวแรก ส่วนของอุ้งเท้าน่าจะเกิน 8 เซนติเมตร แล้วก็มีความพร้อมที่จะผสมพันธุ์

แต่ทางอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไม่แน่ใจว่า เคยมีลูกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ นอกจากนั้นยังได้ภาพถ่ายแมวดาว กระทิง ต่อจากนั้นมีการตั้งกล้องล็อตที่สอง เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 พร้อมไปเก็บกล้องชุดแรกกลับมา ทางอุทยานฯได้ภาพเสือโคร่งขนาดใหญ่อีก 1 หนึ่งตัว แล้วก็มีภาพเสือดาว เสือลายเมฆ เสือไฟ และสัตว์หายากอีกหลายตัว อย่างเช่น แมวดาว อีเห็น ชะมด ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิสูจน์ ทั้งภาพถ่ายและกระบวนการตัดต่อวิดีโอ จากการสำรวจตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนกระทั่งมาเดือนตุลาคม 2554 ทางอุทยานฯคาดว่า เสือโคร่งจำนวน 8-12 ตัว น่าจะอยู่ในเขตของอุทยานฯ

เราถ่ายภาพกล้องและเล่นกล้องกันอยู่สักพัก แล้วก็หมดเวลาการหยุดพักสำราญใจ โดยต่อไปเป็นการทานข้าวเที่ยง ซึ่งถ้าหากไปทานมื้อเที่ยงกันที่คลองหนึ่ง แสดงว่า เราเดินทางกันช้ามาก ดังนั้น จึงไม่มามั่วรั้งรอกันอีกต่อไป ขบวนการเดินป่าระดับอนุบาลอย่างเรา จึงได้เคลื่อนขบวนกันอีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มข้ามธารน้ำใสที่หลากผ่านถนนปูน ธารน้ำแรกก็พยายามหลีกเลี่ยงการเปียกปอน แต่ครั้นพอเดินผ่านเลยไปถึงดงต้นอ้อ ก็ยังกลับต้องเดินข้ามธารน้ำหลากถนนกันอีก ต่อเมื่อผ่านมาถึงธารน้ำที่ห้าหกเจ็ดเข้า เราจึงไม่ได้มาสนใจกับการเปียกแฉะ พากันลุยน้ำหน้าตาเฉยเลย ไหนๆก็เลี่ยงไม่ค่อยได้...เปียกเป็นเปียก

แต่ก่อนที่จะมาหยุดพักทานมื้อเที่ยง พี่อาทิตย์เห็นใจพวกเราบางคน แหวกไปข้างทางหาต้นไผ่ลำเล็ก แล้วตัดท่อนทำเป็นไม้เท้าเดิน ซึ่งก็ช่วยให้การเดินสะดวกยิ่งขึ้น และยิ่งน่ารักเข้าไปอีกครับ ชักชวนพวกเราเข้าตามข้างทาง ค้นหาผลไม้แก้กระหายน้ำอย่างดี คือมะขามป้อม ไม่ว่าจะลูกเล็ก ลูกใหญ่ หรือเปื้อนดินเล็กน้อย พวกเราช่วยกันเอาออกมาเกลี้ยง อื๊อ!!! ช่วยให้ชุ่มฉ่ำลำคอดีแท้ ยิ่งจิบน้ำตามเข้าไปอีกเล็กน้อย อาการกระหายน้ำหายเป็นปลิดทิ้งเลย แต่เป้าหมายมื้อเที่ยงก็ยังดำเนินต่อไปอีก และเรามาถึงคลองหนึ่งก่อนเวลาอีกเช่นเคย จึงต้องยืดไปทานอาหารที่บริเวณถัดไปอีก

เราผจญกับทางที่ลาดขึ้นและลาดลง พอได้ข้ามลำน้ำตื่นๆอีกแห่งหนึ่ง ถึงคอยมานั่งพักทานอาหารกัน โดยมีพื้นดินปกคลุมด้วยพงหญ้า เป็นโต๊ะอาหารกลางวันสุดหรู ส่วนเมนูอาหารแสนอร่อยเลิศ ได้แก่ ข้าวสวยหนึ่งถุงเล็กๆ พร้อมด้วยหมูทอดเค็มแข็งๆอีกถุงย่อม แถมด้วยไข่ดาวหรือไข่ต้มสุก...ตามแต่จะเลือก แต่น้องยุ้ยสาวสวยแห่งลิซ่าวีคลี่ แอบนำของหวานติดตัวมาด้วย คือโดนัท ซึ่งจริงๆเป็นอาหารทานกันตอนเช้า แล้วมัวเตรียมตัวเดินทาง...เลยทานไม่ทัน จึงนำมาทานต่อเป็นของหวาน แต่เธอกลับบอกกับผมว่า โดนัทชิ้นนี้...เป็นรางวัลในความเหนื่อยยาก และผมก็ทำตัวน่ารัก...เดินเข้าไปบิมาทานหน่อยด้วย

อ้อ!!! ผมลืมบอกกล่าวไปว่า จุดหมายปลายทางการเดินป่าวันนี้ เป็นการมุ่งไปสู่ แคมป์แม่กระสา ในระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร หลังจากเสร็จสรรพกับมื้อกลางวัน ต่อจากนั้นก็เดินเข้าสู่แคมป์แม่กระสา ถึงในเวลาบ่างโมงพอดิบพอดีเลย ซึ่งทริปของเพื่อนๆที่มาก่อนนั้น ถึงเวลาประมาณ 5-6 โมงเย็น เจ้าหน้าที่นำทางบอกกับเราว่า เป็นการทำเวลาที่ดีมาก แต่ว่าวันต่อๆไปอาจไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ แต่จริงๆแล้วในระหว่างทางเดินของเรานั้น ไม่ค่อยมีอะไรให้ต้องหยุดพักถ่ายภาพกัน ไม่เหมือนกับทริปของเพื่อนที่เคยมาก่อน หยุดถ่ายภาพกันเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นนก เห็ด ดอกไม้ หรือพันธุ์ไม้แปลกๆตา

บริเวณแคมป์พักแรมแม่กระสา มีศาลาไม้เก่าๆ 2 หลัง พอห่างจากศาลาออกไปไม่กี่เมตร จะมีลำคลองแม่กระสาไหลเชี่ยว ทั้งมีห้องน้ำห่างจากลำคลอง ให้ปลดเปลื้องธุระส่วนตัว ทุกคนในขบวนเดินป่าต่างมีความสุข ที่แลเห็นสรรพสิ่งต่างๆในแคมป์พัก โดยเฉพาะกรุ่นกลิ่นของอาหารมื้อเย็น ที่จวนเจียนใกล้สำเร็จจากฝีมือพี่ตอน-พ่อครัวประจำทริป ส่วนเราถือข้าวของเก็บในเต๊นท์ ซึ่งถูกกางรอท่าด้วยฝีมือพี่ๆลูกหาบ จากนั้นก็ถึงเวลาความสดชื่นด้วยการอาบน้ำ แต่เพียงปลายเท้าจุ่มลงเพียงเล็กน้อย จ๊าก!!! ก็ร้องอุทานอย่างลืมตัว ด้วยน้ำใสในลำคลองแม่กระสา เย็นกว่าน้ำในตู้เย็นที่บ้านเสียอีก ครั้นจะเปลี่ยนใจเก็บหมักหมมเอาไว้...ก็คงไม่ใช่ที่ จึงฝืนทนอาบน้ำอันเย็นเจี๊ยบอย่างชื่นใจ

หลังจากอิ่มเอมจากอาหารมื้อเย็น ทางการท่องเที่ยวจัดงานปาร์ตี้ แต่เป็นการมั่วสุมทาน้ำมันคลายปวดเมื่อย พร้อมกับแจกจ่ายยาคลายกล้ามเนื้อ แล้วก็มาเย้าแย่พี่อาทิตย์กับพี่ตอนตามเรื่อง และยังไงก็ไม่รู้ดันถามเรื่องลี้ลับ ทำให้เข้าทางพี่ตอนแกเลย ว่า "ผมเคยเจอแบบว่า มีคนมาแขว่งเปลนอนให้ หรือได้ยินเสียงดนตรีตอนกลางดึกสงัด กระทั่งมีการฝันที่เหมือนกันกับเพื่อนทั้ง 3 คน ว่า มีผู้หญิงสวมชุดชาวเขาสีขาว 2 คน มาชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน แต่ก่อนที่จะฝันประมาณ 3-4 ทุ่ม จะได้ยินเป็นเสียงดนตรีชาวเขา คือเราได้ยินลอยมากับลมพร้อมกันทั้ง 5 คน แต่ตอนนั้นไม่มีใครถามอะไรแก่กัน กระทั่งกลับมาที่ทำการอุทยานฯ ถึงมาถามกันว่า เมื่อคืนแก่ได้ยินมั้ย...ได้ยิน ฝันบ้างมั้ย...ฝัน แล้วก็มาทราบตอนหลังว่า บริเวณที่เรานอนเป็นสุสานเก่า ที่อยู่ใกล้ๆกับหมู่บ้านชาวเขา 

...ส่วนอีกครั้งหนึ่งเคยฝันว่า มีคนจีนแก่ตัวเล็กๆผมขาวหนวดขาว ลักษณะเหมือนในหนังจีนเลย ไม่รู้ว่าดูหนังมากไปหรือเปล่า ก็ประมาณอาแป๊ะน่าจะได้ ตอนช่วงที่ดึกสงัด แถวยอดโมโกจูตอนปี 2545 ผมก็กำลังนอนเปลนอนอยู่ แล้วจู่ๆรู้สึกขาลอยขึ้นมาเอง เหมือนมีใครมายกขึ้น เราก็คิดว่า สงสัยตัวเองนอนผิดทิศทาง จึงหันกลับไปนอนอีกทางหนึ่ง แล้วสักพักก็รู้สึกขาลอยขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นก็เคลิ้มไปเห็นเป็นอาแป๊ะ มาบอกว่า ไอ้หนู!!! มึงอยากได้ตังค์ใช้มั้ย เห็นเดินทางมาตั้งไกลแล้ว

...ผมจึงบอกกลับไปว่า อยากได้ซิครับลุง แล้วแกชูนิ้วสองนิ้วขึ้นมา ผมก็บอกไปอีกว่า ลุง...ผมนะไม่ชอบสองตัวหรอก ชอบสามตัวเจ๋งๆมากกว่า ลุงแกสวนกลับมาว่า มึงก็ไปตีเอาเองซิว่ะ พอลงจากป่าแล้วไปซื้อหวย ขนาดตีผิดไปหน่อยเดียว...ยังถูกสองตัวเลย จากวันนั้นก็ไม่เคยเจอะเจออีกเลย ดังนั้น คนที่เป็นนายพรานเก่าแก่ เขาถึงห้ามนักห้ามหนาว่า เวลาเข้าไปในป่าแล้วนอน อย่านอนใต้ชายคาคนอื่น ห้ามนอนขวางทางน้ำ ห้ามผูกเปลขวางทางเดิน อะไรประมาณนั้นละครับ"