นิทรรศการ "ชอล์ก (ช็อก) กับน้ำ"

ลีลาศิลป์

คงจำเหตุการณ์ความเสียหายมากมาย ที่หลายคนไม่ทันตั้งตัวรับมือกับ "น้ำท่วม" แต่ก็มาพ่ายแพ้ต่อน้ำใจของคนไทย ที่มีมวลกระแสของความโอบอ้อมอารีให้แก่กัน หลายคนบันทึกเหตุการณ์มหาอุทกภัย ด้วยการถ่ายภาพ ถ่ายเป็นวิดีโอ หรือทำคลิปชมในอินเทอร์เน็ต แต่ก็มีศิลปินทางด้านศิลปะท่านหนึ่ง ได้เก็บภาพเหตุการณ์ที่เสมือนฝันร้าย ด้วยการสร้างสรรค์เป็นผลงานภาพวาด เพื่อเตือนสติให้อยู่ในความไม่ประมาท กระทั่งได้นำผลงานมาจัดงานนิทรรศการ หารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อาจารย์แผน บัวประดิษฐ์ เจ้าของผลงานศิลปะร่วม 40 ชิ้น มาเล่าความเป็นมาเป็นไป ว่า

"ตอนแรกผมกะว่า จะทำไว้เป็นคอลเล็คชั่นส่วนตัวหรือเป็นงานสะสม แล้วก็มาคิดว่า เอ!!!ถ้าทำไว้ให้ลูกหลานดู แล้วจะเกิดประโยชน์ได้แค่ไหนกัน ช่วงที่น้ำท่วมสองเดือนเต็ม ผมไม่ได้ไปทำภารกิจอะไร ก็ให้ความสนใจดูแต่ข่าวน้ำท่วม เห็นมีการบริจาคให้ความช่วยเหลือมากมาย จึงมาคิดว่า อยากทำเป็นผลงานด้านศิลปะขึ้น เพื่อช่วยเหลือกับผู้ที่กำลังเดือดร้อน จะประสบความสำเร็จอย่างไร...ค่อยมาว่ากัน โดยเมื่อก่อนที่สร้างสรรค์เพื่อเก็บสะสม แนวผลงานจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ คือเป็นผลงานแนวประทับใจ...อิมเพรสชั่นนิสต์ ตามปกติต้องใช้จินตนาการของเรา ประกอบเข้าไปในผลงานศิลปะ แต่ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ มีสถานที่จริง ช่วงเวลาจริง หรือเหตุการณ์จริง พูดง่ายๆว่า เขียนกลางน้ำท่วมกันเลย 

...บางที่เราไปเอง บางที่เราก็ไม่ได้ไป จึงเป็นผลงานที่เสมือนการคัดลอก ก็อย่างที่บอกละครับ อยากเก็บสะสมเอาไว้ชมเอง แต่ทั้งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ...จะไม่คงทน ผมเลยเลือกภาพที่มีมุมมองของศิลปะ มาเขียนด้วยความชอบหรือประทับใจ อีกใจหนึ่งก็อยากสะสมสิ่งพิมพ์ไว้เหมือนกัน เพราะถือว่า เป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญครั้งหนึ่ง ที่อายุปาเข้า 50 กว่าปี...ไม่เคยเจอแบบนี้ โดยเฉพาะบริเวณแถวๆดอนเมือง ผมเข้าไปเยี่ยมคุณแม่และญาติพี่น้อง...ลำบากมาก นั่นเป็นส่วนเล็กน้อยที่ไปสัมผัสมานะครับ ผมเขียนในแบบที่อยากบันทึกเอาไว้ จริงๆแล้วก็เป็นงานของคนอื่น ซึ่งตัวผมไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่ ของการทำงานในลักษณะนี้

...ผลงานควรจะเป็นหนึ่งเดียวในโลก แต่สำหรับผลงานที่ทำตรงนี้ ไม่อายว่า ได้ไปลอกงานใครเขามา บางภาพก็มีการเพิ่มสีสัน บางภาพได้ลด ทอน ตัดออกไปบ้าง บางภาพถ่ายออกมาไม่ได้จังหวะ เราก็มาตัดทอนตรงนั้นออกไป บางภาพที่ถ่ายออกมาสวยอยู่แล้ว ก็เอามาเป็นต้นแบบทำผลงานเลย ผมคิดว่า ไม่น่ามีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์นะ เพราะด้วยเจตนาของผมจริงๆแล้ว เพื่อต้องการสะสมสำหรับตัวเองไว้ดู แล้วพอมาคิดได้ว่า ถ้ามีคนสนใจซื้อเอาไป จะได้มอบรายได้กับการกุศลทั้งหมดเลย ก็เห็นคนอื่นเขาช่วยเหลือกัน เราก็อยากช่วยเหลือกับเขาบ้าง จำนวนผลงานทั้งหมด 40 ภาพ ผมใช้ระยะเวลาตั้งแต่น้ำท่วมหนัก ไปจนกระทั่งเริ่มคลี่คลายลงไปแล้ว ช่วงนั้นไม่มีโปรแกรมหรือไปทำธุระที่ใด ได้แต่รับรู้ข่าวสารน้ำท่วมทั้งวันทั้งคืน ก็อย่ากระนั้นเลย...มาลงมือสร้างเป็นงานศิลปะดีกว่า ใช้เวลารวมทั้งหมดไม่เกิน 2 เดือน โดยรูปแบบของผลงานต่างกันไป อย่างบางภาพเป็นลายเส้น บางภาพเขียนด้วยสีชอล์ก 

...นิทรรศการ 'ชอล์ก (ช็อก) กับน้ำ' คือ ชอล์กตัวแรกเป็นชนิดหรือประเภทของสี ส่วนช็อกคำต่อมาภายในวงเล็บ เป็นอารมณ์ที่คนตกตะลึง เฮ้ย!!! น้ำเยอะขนาดนี้เลยเหรอ แล้วกับน้ำหมายถึงน้ำท่วมหรืออุทกภัย ชอล์กเป็นสีที่ศิลปินชาวต่างชาติหรือระดับโลก มักนิยมนำมาใช้เขียนภาพกัน อย่างพวกภาพการเต้นบัลเล่ต์ สีชอล์กมี 2 แบบ คือ สีชอล์กผง กับสีชอล์กน้ำมัน สามารถเขียนทับกันได้ เหมือนกับสีเทียนที่เรียนสมัยเด็ก ส่วนสีชอล์กที่ผมใช้เป็นชอล์กผง แบบที่ใช้เขียนบนกระดาน มีการร่วงหลุดได้ ใช้กับกระดาษที่ฝังสีได้ ที่เนื้อกระดาษคล้ายๆกับหนังไก่ พอเขียนก็จะฝังข้างในเส้นลึกๆ สำหรับหลักการเก็บรักษาภาพสีชอล์ก นอกจากตอนเขียนภาพเสร็จแล้ว จะมีการฉีดสเปรย์เคลือบ แต่ผมและคนส่วนมากไม่นิยมเท่าไหร่ แล้วเก็บในกรอบกระจกอีกที บ้างก็นำเม้าส์ทาบลงไปให้ตัวสีไม่ติดกับกระจก ส่วนบางคนนิยมให้ติดกับกระจกไปเลย ถ้ากระจกแตกภาพก็จะเสียหายนิดหน่อย แต่ก็ไม่ทำให้รูปภาพเสียคุณค่าไป 

...ส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนให้ละเอียดเท่าไหร่ จะใช้การเขียนอย่างฉับไว ในอารมณ์แบบสนุกสนาน ไม่เหมือนกับภาพพอร์เทรต ที่ต้องมาเก็บรายละเอียดกันมาก มันเป็นเรื่องของศิลปะ...เราต้องเข้าใจนิดนึง ซึ่งบางทีก็ต้องดูภาพรวมเป็นแบบนั้นไป โดยส่วนตัวแล้วชอบเขียนภาพซอฟท์ๆ แลดูนุ่มนวล แบบโบราณๆ หรือดูคลาสิก แล้วนี่คือเสน่ห์ของสีชอล์ก แต่คนส่วนใหญ่ใช้ในการสเก๊ตช์ แม้แต่ศิลปินระดับโลกเอง ก็ใช้สเก๊ตช์แล้วมาเขียนสีน้ำมันทับอีกที แต่ไปๆมาๆภาพเหล่านั้นกลายเป็นภาพมาสเตอร์ ที่ออกมาดูสวยงามได้เลย ศิลปินเมืองไทยสมัยก่อน ก็มีอาจาร์ยจำรัส สมัยนี้เป็นอาจารย์ปัญญา ระยะหลังท่านชอบเขียนสไตล์นี้ พูดง่ายๆว่า เมื่อมีอายุเยอะแล้ว ไม่อยากมาเรื่องมาก อยากทำงานแบบสบายๆ มีสีชอล์กมากระบะหนึ่งกับกระดาษ...ก็จบแล้ว เขียนสีชอล์กปล่อยไว้เมื่อไหร่ก็ได้ แล้วมาเติมอะไรภายหลังก็ยังได้ 

...สีชอล์กมีวิธีการเขียนของมันนะ อย่างเขียนในโทนสีแก่ แต่เราดันลงสีอ่อนไปแล้ว พอเอาสีแก่ลงมาทับ มันจะทับสีกันได้ไม่หมด หลักการลงสีคือ จะใช้สีอ่อนทับสีแก่ หรือบางคนฝนกันจนเป็นมัน...อันนี้ไม่ถูกต้อง ปกติไม่ควรไปเน้นหรือฝนอะไรให้มากนัก ถ้าคนเขียนแม่นๆจะสร้างแสงเงาด้วยการใช้สีอ่อนตบไปเล็กน้อย แล้วแสงเงาก็จะเกิดขึ้นมาเลย เรียกว่า จังหวะเป็นสิ่งสำคัญ อย่างภาพตามสิ่งพิมพ์จะดูซีดๆ ผมมองไปก็รู้ทันทีว่า ตรงไหนควรเข้ม บริเวณใดควรจางหน่อย เราต้องมีจินตนาการเอาไว้ก่อน การทำงานศิลปะต้องเกิดจากความชอบ บางทีเห็นแล้วอยากเขียนทันทีเลย ส่วนบางทีก็ต้องรออารมณ์เหมือนกัน แม้จะเห็นว่าสวยใช้ได้แล้วก็ตาม แต่ยังนึกทำอะไรไม่ออก พอครั้งแรงบันดาลใจออกมาจากสมอง จะเขียนออกมาได้ตรงนั้นเลย หากเขียนบรรยากาศตอนเช้าๆ ที่จะมีสีน้ำเงินอมกับสีเขียว เราก็ใช้กระดาษพื้นสีน้ำเงิน จะช่วยให้สะดวกในการทำงานได้เยอะ โดยปล่อยว่างพื้นสีน้ำเงินเอาไว้ แล้วทำในส่วนที่เป็นเมฆสีขาวผสมสีเทา หรือจะเป็นพวกสีแดงหรือสีชมพูเข้าไป ผลงานก็จวนเกือบเสร็จได้แล้ว เพราะมีกระดาษเป็นตัวช่วย ให้สิ้นเปลืองสีน้อยหน่อย ทั้งยังลดเวลาในการทำงานอีกด้วย 

...ส่วนใหญ่ผมใช้กระดาษสีเทา เพราะชอบตรงที่โทนสีมันกลางๆ เวลาเขียนสีจะอยู่กันคนละชั้น ผลงานนิทรรศการในครั้งนี้ ผมไม่ได้เน้นศิลปะสักเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับงานครั้งก่อนที่เคยแสดงมา ซึ่งอาจจะต้องมีเป็นคอนเซ็ปต์ เน้นด้วยเทคนิคอะไรบางอย่าง แต่ผมอยากเน้นให้คนดูเข้าใจว่า ผมเป็นนักบันทึกประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ที่ไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการ ผมบันทึกในแบบศิลปินด้านศิลปะ แล้วอารมณ์จะมีความแตกต่างไปจากภาพถ่ายหรือภาพในวิดีโอ อยากจะบอกกับคนที่มาชมผลงานว่า ประวัติศาสตร์เรื่องของน้ำท่วม พอเหตุการณ์คลี่คลายไปแล้ว คนจะพากันลืมไปหมดสิ้น แม้จะเห็นร่องรอยของคราบน้ำ แต่สำหรับผลงานที่ผมสร้างสรรค์ขึ้นมา จะกระตุ้นให้เป็นอุทาหรณ์ในเรื่องความไม่ประมาท ที่มาจากภัยพิบัติของธรรมชาติ แล้วด้วยเป็นภาพผลงานด้านศิลปะ จะไม่มีใครนำไปทิ้งเป็นแน่ คงอยู่เป็นอมตะหรือนานเป็นร้อยๆปี จนกระทั่งผุไปตามอายุขัยของภาพ ฉะนั้นผลงานที่เขียนด้วยสีชอล์กนี้ สามารถบ่งบอกเหตุการณ์อย่างชัดเจน ในระหว่างที่เขียนภาพอยู่นั้น ผมได้อะไรหลายอย่างเลย ทั้งมีอารมณ์ทุกข์ โศกเศร้า เหมือนอยู่ในเหตุการณ์กับผู้ประสบภัยเหล่านั้น 

...ผมเป็นคนถ่ายทอดงานศิลปะ ที่เสมือนเป็นคนเขียนบทละคร ที่มีนักประพันธ์แต่งเรื่องราวเอาไว้แล้ว เราก็ไม่ได้มาดัดแปลงไปในทางที่แตกต่างอะไร ก็ต้องขอบคุณพี่ๆนักข่าวที่ไปถ่ายรูปมา หากใครทราบข่าวนิทรรศการครั้งนี้ อยากให้ลองมาชมกัน แล้วอาจจะกระตุ้นเตือนอะไรบางอย่าง ให้กับคนที่ไม่ได้มีประสบเหตุการณ์ ส่วนคนที่สัมผัสกับความร้ายแรงมา จะได้ตระหนักถึงการบริหารการจัดการ การที่เราไปทำลายสิ่งแวดล้อม ถ้าหากปีนี้เกิดขึ้นเหมือนปีที่ผ่านมา เราจะมีวิธีป้องกันหรือรับมืออย่างไร แม้เวลาผ่านไปสี่ห้าปีแล้ว คนที่ประสบภัยจะยังไม่ฟื้นหรอก ถ้าสามารถช่วยซื้อคนละภาพสองภาพ จะได้นำรายได้ทั้งหมดไปช่วยเหลือ สำหรับผู้มีฐานะแล้วประสบภัย ซึ่งในตอนนั้นไม่สะดวกให้การช่วยเหลือ จะซื้อหาเอาไปเก็บเป็นที่ระลึก ก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่สำคัญผลงานมีราคาไม่แพง"

นิทรรศการ "ชอล์ก (ช็อก) กับน้ำ" ผลงานของ อาจารย์แผน บัวประดิษฐ์ โดยมี สุพัฒนา อาทรผไท ให้เกียรติเป็นประธานในงาน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-31 มีนาคม ศกนี้ ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 นาฬิกา ณ บริเวณลานนิทรรศการ ชั้น 3 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ รายได้จากการจำหน่ายภาพ สมทบทุนช่วยเหลือโรงเรียนวัดตลาด อำเภอปะหัน จังหวัดอยุธยา ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมที่ผ่านมา สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงแรมฯ โทร.0-2653-9000 ต่อ 5020-1 ได้เลยครับ