เครื่องดื่มลดปวดข้อ

หน้าต่างสุขภาพ

อาการปวดเข่าปวดข้อ มักมาเยือนพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น จะนั่งจะนอนมันไม่คล่องแคล่ว เบาสบายเหมือนตอนหนุ่มๆสาวๆซะแล้ว สาเหตุใหญ่มักมาจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้พอดีๆ อย่าให้อวบหรืออ้วนเกินไป ก็จะช่วยให้กระดูกข้อต่อต่างๆของเรารับน้ำหนักกดทับน้อยลง

สิ่งสำคัญต่อมาคือเรื่องอาหาร สำหรับคนที่มีปัญหาปวดเข่าปวดข้อ ควรหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างหรือกินน้อยๆหน่อย ก็คือผักที่ปลูกในร่ม อย่าง มะเขือเทศ มันฝรั่ง และพริก เนื่องจากอาหารเหล่านี้จะไปซ้ำเติมอาการปวดมากยิ่งขึ้น แต่ข่าวดีก็คือมีอาหารบางอย่างที่สามารถช่วยลดอาการปวดข้อได้ ขอแนะนำเครื่องดื่มทำง่ายๆ อร่อยชื่นใจด้วย ตามมาเลยค่ะ

 

สูตร 1 เพิ่มพลังต้านการอับเสบ

ส่วนผสม

ขิง (หรือขมิ้น) หั่นเป็นแว่นหนาประมาณ 1 นิ้ว

บลูเบอร์รี่ 1 ถ้วย

สับปะรด (ทั้งเปลือก) หั่นเป็นแว่น 1 ใน 4 ของลูก

ขึ้นฉ่ายฝรั่ง (เซเลรี่) 4 ก้าน

 

วิธีทำ

นำทุกอย่างมาคั้นเอาแต่น้ำ เริ่มจากขิง ตามด้วยบลูเบอร์รี่ สับปะรด และเซเลรี่

 

สูตร 2 เสริมสุขภาพ ลดโคเลสเตอรอล

ส่วนผสม

ขิงหั่นเป็นแว่นหนาประมาณ 1 นิ้ว

แอปเปิ้ล 1 ผล

แครอท 3 หัว

 

วิธีทำ

คั้นเอาแต่น้ำ เริ่มจากขิง ตามด้วยแอปเปิ้ลและแครอท

 

สูตร 3 เพิ่มพลังบำบัดอาการปวด

ส่วนผสม

ขิงหั่นเป็นแว่น หนา 1 นิ้ว

สับปะรด (ทั้งเปลือก) หั่นเป็นแว่นครึ่งลูก

 

วิธีทำ

คั้นเอาแต่น้ำ เริ่มจากขิงแล้วตามด้วยสับปะรด

 

ยาอายุวัฒนะชื่อ "สมาธิ"

เราต่างก็ทราบกันดีว่า สุขภาพกายที่แข็งแรงนั้น เราดูแลได้ด้วยการกินดี อยู่ดี และออกกำลังกาย แต่เครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลจิตใจข้างในของเรานั้นคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การฝึกสมาธิ

แต่หลายคนอาจจะคิดว่า การฝึกสมาธิเป็นเรื่องทางธรรม เป็นเรื่องของคนปฏิบัติธรรม อะไรทำนองนั้น ซึ่งจริงๆแล้ว การฝึกสมาธิก็เป็นการดูแลสุขภาพวิธีหนึ่งในแง่ที่ว่า เป็นเทคนิคของการผ่อนคลายความเครียดที่ให้ผลดี เนื่องจากการทำสมาธิช่วยให้คลื่นสมองไม่ยุ่งเหยิง สมองจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา จึงช่วยให้ร่างกายสดชื่น และเป็นการสร้างภูมิต้านทานโรคที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

มีผลงานวิจัยในต่างประเทศระบุว่า การทำสมาธิจัดเป็นยาอายุวัฒนะที่อยู่ใกล้ตัวของแต่ละบุคคล เนื่องจากจะส่งผลให้สุขภาพกายและสุขภาพใจดี ทำให้ใจอยู่ในอารมณ์สงบ ร่างกายจะได้รับการพักผ่อนไปด้วย และจะทำให้บุคคลนั้นใจเย็นขึ้น มีความมั่นคงทางใจ จิตใจเข้มแข็งไม่ถูกกระทบได้ง่าย เผชิญกับปัญหาโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผลการวิจัยยังพบว่าการทำสมาธิ ยังทำให้อัตราการใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดลงร้อยละ 17 อัตราการเต้นของหัวใจลดลงนาทีละ 3 ครั้ง แสดงว่าหัวใจจะแข็งแรง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ช่วยให้ร่างกายเสื่อมน้อยลง ทำให้หน้าตาอิ่มเอิบอ่อนกว่าวัย อายุขัยจะยืนยาวโดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรมเลยทีเดียว

ขณะนี้วงการแพทย์ต่างประเทศ ได้นำสมาธิมารักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังในโรงพยาบาลและผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อลดความเครียดหรือความวิตกกังวล ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไทยมีนโยบายส่งเสริมให้นำสมาธิมาใช้ในโรงพยาบาล และมีหลายแห่งใช้แล้ว เช่นที่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เป็นต้น

การทำสมาธิสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา โดยการฝึกมีหลายวิธี เช่น การนั่งภาวนา การฝึกเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ฯลฯ โดยเลือกสถานที่ที่เรารู้สึกผ่อนคลาย อุณหภูมิในห้องสบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป โดยสวมเสื้อผ้าที่สบาย อาจจะนั่งเก้าอี้หรือนั่งขัดสมาธิก็ได้ หลับตา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยาวๆ นับ 123 ไปเรื่อยๆ เริ่มจากวันละ 5 นาที เพิ่มเป็น 10 นาทีในวันต่อไป และเพิ่มเป็น 15 นาทีขึ้นไปเรื่อยๆ และควรทำต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน

 

รอบเอว ... อันตราย

โดยปกติแล้ว เวลาเราไปหาหมอตรวจสุขภาพร่างกาย คงไม่บ่อยนักที่คุณหมอจะจับเราวัดรอบเอว เพื่อดูแนวโน้มความเสี่ยงของการเกิดโรคที่เป็นอันตรายต่างๆ และถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อวบอ้วนเกินไปก็ตาม แต่มีการศึกษาวิจัยมากมายที่ยืนยันผลว่า การวัดขนาดของรอบเอว สามารถบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่จะทำให้เราอายุสั้นกว่าที่ควร ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย !!

จากผลการศึกษาในยุโรปกับกลุ่มตัวอย่างกว่า 360,000 คน ในช่วงเวลาเกือบ 10 ปี แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างไขมันรอบเอว (หรือไขมันในช่องท้อง) กับการเกิดโรคเรื้อรังที่บั่นทอนอายุให้สั้นลง เช่น โรคหัวใจ และเบาหวาน

ดัชนีมวลกาย (BMI) อัตราส่วนระหว่างส่วนสูงกับน้ำหนักตัว เป็นปัจจัยที่ถูกนำมาใช้ในการศึกษาเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างไขมันในร่างกายกับความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาโดยพิจารณาต่อไปอีกว่า ปริมาณไขมันในร่างกายแค่ไหน จึงจะมีผลกระทบในกรณีดังกล่าว ซึ่งได้ผลสรุปว่า ความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวาน เริ่มสูงขึ้นเมื่อขนาดของรอบเอววัดได้ที่ 37 นิ้วในผู้ชาย และ 35 นิ้วในผู้หญิง และทุกๆ 5 เซนติเมตร (เกือบ 2 นิ้ว) ที่เพิ่มขึ้นจากนี้ จะเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีก 17 เปอร์เซ็นต์ในผู้ชาย และ 13 เปอร์เซ็นต์ในผู้หญิง และจากการวิจัยของ Harvard School of Public Health ที่ทำการศึกษากับผู้หญิงเกือบ 45,000 คนที่มีไขมันในช่องท้องมากเกินไป มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า

อ่านมาถึงตรงนี้ เราลองมาวัดรอบเอวของเราดูนะคะ ซึ่งวิธีวัดที่ถูกต้องก็คือ...ใช้สายวัดพันรอบเอว (ไม่สวมเสื้อผ้า) แล้วค่อยขยับเลื่อนลงมาจนขอบล่างของสายวัดแตะอยู่ที่ขอบบนของกระดูกเชิงกราน ระหว่างที่วัด อย่ากลั้นหัวใจ หรือรัดสายวัดจนแน่นเกินไป

ถ้าผลออกมาว่า รอบเอวของคุณหนาเกินพิกัดไปแล้ว ก็อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะข่าวดีก็คือ เราสามารถลดไขมันรอบเอวได้ด้วยหลักมาตรฐานทั่วไป นั่นก็คือ1. รับประทานอาหารประเภทปลา เมล็ดธัญพืช และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monosaturated Fats) ที่มีมากในเมล็ดถั่วและน้ำมันมะกอก และ 2. ก็คือออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สรุปว่าใครไม่อยากอายุสั้น อย่าสะสมไขมันรอบเอวกันนะคะ

 

ดีเกลือ เพื่อสุขภาพเท้า

ดีเกลือ...หลายคนอาจจะคิดว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นของโบราณที่ใช้กันในตำรับยาไทยสมัยก่อน แต่ถ้าบอกชื่อภาษาอังกฤษว่า Epsom salts เชื่อว่าสาวๆสมัยนี้คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะมีความนิยมนำดีเกลือใช้ในการแช่ตัว ทำสปาแบบง่ายๆที่บ้านกันอย่างแพร่หลาย และสูตรแช่เท้าที่นำมาฝากกันในฉบับนี้ เราจะใช้ดีเกลือเป็นส่วนผสมหลักด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของดีเกลือก็คือ การดูดซับสารพิษออกจากร่างกาย อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหรือปวดข้ออีกด้วย

นอกจากดีเกลือแล้ว ก็มีส่วนผสมอีก 2 - 3 อย่างคือ เป็ปเปอร์มินท์ มะนาว และกลีบกุหลาบ ทั้งหมดนี้ล้วนมีคุณสมบัติในการทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า โดยเป็ปเปอร์มินท์กับกลีบกุหลาบใช้อย่างละหนึ่งกำมือ ส่วนมะนาวฝานเป็น 2 - 3 ชิ้น แต่ถ้าคุณหาดอกไม้สดยังไม่ได้ จะใช้แบบที่เป็นน้ำมันหอมระเหย หรือ Essential Oil แทนได้ แถมกลิ่นอาจจะหอมกว่าด้วย ส่วนดีเกลือใช้ในปริมาณ 1 ถ้วย หลังจากเอาทุกอย่างใส่ในอ่างที่เตรียมไว้แล้ว ก็จัดการเติมน้ำอุ่นลงไปในปริมาณที่ต้องการ แล้วคนให้เกลือละลายให้หมดก่อน ในขั้นตอนนี้ คุณสามารถเติมน้ำมันอัลมอนด์ลงไปด้วยสัก 2 - 3 หยดเพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ก่อนที่จะเอาเท้าลงไปแช่

การแช่เท้า ควรให้เวลาอย่างน้อย 20 นาที โดยหาที่นั่งสบายๆ ระหว่างนี้อาจจะทำควบคู่ไปกับการอ่านหนังสือเล่มโปรด หรือดูหนังเรื่องโปรด เพื่อผ่อนคลายไปด้วยในตัว