"ข้าว" พืชศักดิ์สิทธิ์ของคนไทย

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

คนไทยเชื่อว่า ข้าวเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ มีเทพีประจำต้นข้าวคอยพิทักษ์รักษาข้าวเรียกว่าแม่โพสพ ซึ่งจะต้องเคารพบูชา ตั้งแต่ปลูกต้นข้าว ทั้งในพิธีแต่งงาน และขบวนขันมาก ก็มีข้าวตอกในพานขันหมาก เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมความมั่งคั่ง หรือมีความเจริญรุ่งเรืองให้แก่คู่บ่าวสาว ดั่งเช่นพืชพรรณธัญญาหาร ที่ได้เจริญงอกงาม

ข้าวเป็นอาหารคาวหวาน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ทั้งเป็นยารักษาโรค และเครื่องประทินผิว ประโยชน์นานัปการของข้าว คนโบราณต่างรู้ดี จึงทำให้ในอดีตนั้น คนได้นับถือข้าวอย่างมาก ไม่กินเหลือหรือไม่ทิ้งข้าว เพราะเกรงจะเป็นบาป

งานวิจัยต่างๆบอกไว้ว่า ในข้าวมีวิตามิน ได้แก่ วิตามินบี 1 จากข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวไม่ขัดสี ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก อาการเป็นแผลที่มุมปาก ริมฝีปากบวม ร่างกายอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตาสู้แสงไม่ได้ ฟอสฟอรัส ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูก และฟัน แคลเซียม ช่วยลดอาการเป็นตะคริว และ เหล็ก...ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง และยังช่วยในการสร้างเม็ดเลือดด้วย

เราใช้ประโยชน์จากข้าวได้แทบทุกส่วน อย่างรวงข้าว ที่กำลังออกเป็นน้ำนม ก็บีบคั้นเอาแต่น้ำ นำมากวนใส่น้ำตาลเล็กน้อย ใช้เป็นยาบำรุงกำลังให้กับคนไข้ที่มีอาการหนัก ข้าวเปลือกที่ใหม่ๆจะมีละอองสีขาวปน นำมาต้มน้ำดื่มแก้กษัย ข้าวเม่า ข้าวที่ยังไม่แก่จัดนำมาคั่ว และตำให้แบน มีสรรพคุณบำรุงกำลัง เจริญธาตุ ข้าวตอก ข้าวเปลือกผ่านการคั่ว จนเมล็ดพอง และเปลือกหลุดออกมา รับประทานบำรุงกำลัง เจริญธาตุ

ข้าวใหม่ ข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยว มีสีออกใหม่ๆ นำมาหุงรับประทาน ช่วยบำรุงกำลัง ข้าวสาร ใช้แก้พิษร้อนในกระหายน้ำ หรือนำมาตำผสมกับสุรา ทาแก้ลมพิษผื่นคัน ข้าวกล้อง ที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว และจมูกข้าว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ใช้บำรุงกำลัง ป้องกันโรคเหน็บชา น้ำซาวข้าว น้ำล้างข้าวครั้งที่ 2 ก่อนนำไปหุง มีวิตามิน B และแร่ธาตุสูง มีรสเย็น ใช้ถอนพิษสำแดง แก้พิษร้อนใน ดับพิษอักเสบ ฟกบวม ทำน้ำกระสายยา คนโบราณใช้น้ำซาวข้าวสระผม ช่วยบำรุงเส้นผมนุ่มลื่น ไม่เป็นรังแค และมีกลิ่นหอม อีกทั้งใช้เป็นน้ำล้างผัก ลดพิษสารฆ่าแมลงตกค้าง ซังข้าว ต้นข้าวที่ผ่านการเก็บเกี่ยวเอาเมล็ดข้าวไปแล้ว นำมาใช้เป็นยาขับระดู รากข้าว ขณะต้นสูงประมาณ 10 นิ้ว นำมาประกอบเป็นยา แก้ซางตานขโมยเด็ก

รำข้าว มีแร่ธาตุ กรดไขมัน และวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินอี ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระแกมมาออไรซานอล (Gamma Oryzanol) ในปริมาณสูง ช่วยต้านการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ผิวขาวขึ้น เอนไซม์ที่ได้จากข้าวและรำข้าว ยับยั้งการสร้างเมลานิน การเกิดเม็ดสีจากรังสี UV ช่วยลดริ้วรอย ยับยั้งการเกิด Lipid Peroxidation และทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ทั้งยังพบอีกว่า สารสกัดจากรำข้าว (Rice Bran) ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น น้ำมันจมูกข้าว (Rice Germ) ช่วยเคลือบผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้น ปกป้องผิวจากการระคายเคือง

ในปัจจุบันนี้ กลุ่มที่คนรักสุขภาพ ต่างให้ความสนใจ โดยหันมาบริโภค น้ำมันรำข้าว และ น้ำข้าวกล้องงอก กันจำนวนมาก ซึ่งน้ำมันรำข้าวนั้น เป็นน้ำมันพืช ที่ควรนำมาใช้บริโภคอย่างยิ่ง เนื่องจากมีปริมาณกรดไขมัน สอดคล้องกับข้อเสนอแนะ ขององค์การอนามัยโลก ที่มาแนะนำให้บริโภคน้ำมัน ที่มีองค์ประกอบ ของกรดไขมันกรดไขมันอิ่มตัว : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว : กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ในสัดส่วน 1 : 1.5 : 1 โดยภายในน้ำมันรำข้าว มีสัดส่วนของไขมันทั้งสามชนิด อยู่ในสัดส่วน 0.5 : 1.2 : 1 ส่วนน้ำมันมะกอก มีสัดส่วนของไขมันทั้งสามชนิด อยู่ในสัดส่วน 1.55 : 8.55 : 1 และน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์ม มีสัดส่วนของไขมันทั้งสามชนิด อยู่ในสัดส่วน 1 : 1.5 : 3.75 และ 5 : 3.9 : 1 ตามลำดับ

นอกจากมีสัดส่วนของกรดไขมันทั้งสามชนิด ที่ใกล้เคียงกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า แกมมาออไรซานอล (Gamma Oryzanol) ซึ่งไม่สามารถพบได้ในน้ำมันชนิดอื่น และมีประโยชน์หลากหลาย ทั้งในแง่ของคุณสมบัติ ในการต้านอนุมูลอิสระ ที่สูงกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า ในต่างประเทศมีการนำเอาสารออไรซานอล มาใช้เป็นยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง นอกจากคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยลดระดับไขมันตัวไม่ดี และยังมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากแสงแดด มี SPF อยู่ที่ประมาณ 50 อีกทั้งน้ำมันรำข้าว ยังมีสารในกลุ่มวิตามินอี ได้แก่ โทโคฟีนอล และโทโคไตรอีนอล ดังนั้น จึงมีผู้แนะนำให้บริโภคน้ำมันรำข้าว เพื่อบำรุงร่างกาย ชะลอความชรา

ในส่วนของ ข้าวกล้องงอก นักวิจัยไทยได้ค้นพบว่า ในข้าวกล้องงอก มีปริมาณ GABA ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ที่ผลิตจากกระบวนการ Decarboxylation ของกรดกลูตามิก เป็นกรดชนิดที่มีบทบาทสำคัญ ในการเป็นสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ในระบบประสาท ในทางการแพทย์ ได้มีการพัฒนายา ให้มีโครงสร้างคล้ายกับ GABA เพื่อให้ไปจับกับ GABA Receptor และออกฤทธิ์เสริมกับ GABA ที่มีอยู่ในระบบประสาท ทำให้เกิดผลต่อร่างกายต่างๆ เช่น ลดความวิตกกังวล คลายกล้ามเนื้อ ป้องกันอาการชัก

โดยปกติแล้วของข้าวกล้อง ที่ทำให้เกิดการงอกได้ ต้องเป็นข้าวกล้องที่กะเทาะเปลือกมาไม่เกิน 2 สัปดาห์ แล้วนำไปแช่ในน้ำ หลังจากแช่น้ำแล้ว จะสามารถนำมาหุงต้มรับประทานได้ทันที ส่วนของข้าวที่มี GABA สูงสุด จะเป็นส่วนของจมูกข้าว (Rice Germ) ดังนั้น ในการขัดสีข้าว เพื่อนำมาทำข้าวกล้องงอก จะต้องเหลือส่วนของจมูกข้าวไว้ เมื่อนำมาผ่านการแช่น้ำ ส่วนของจมูกข้าวก็มีการผลิต GABA เพิ่มขึ้นได้นั่นเอง

หากท่านใดมีความสนใจ เชิญเข้าเยี่ยมชม ณ ศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพภาคประชาชน ด้านการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ณ มูลนิธิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร. 0-3721-1289 ได้เลยค่ะ