ทองคำอยู่ในบ้าน

เศรษฐกิจประจำบ้าน

เมษาหน้าร้อนผ่านไปแล้ว เข้าสู่ช่วงเวลาที่บรรดาเด็กๆ ในครอบครัวต้องกลับเข้าสู่รั้วสถานศึกษากัน เป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยชอบช่วงเวลาเหล่านี้สักเท่าไร เพราะค่าใช้จ่ายจะสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชุดนักเรียนที่เด็กส่วนใหญ่ต้องแต่งชุดใหม่กัน ปิดเทอมไปสองเดือนกว่า รูปร่างเด็กอาจจะโตขึ้น หรือมีการเลื่อนชั้นเรียนที่สูงขึ้น เครื่องแบบก็เปลี่ยนไป ยังจำถึงตัวเองสมัยเด็กๆ ได้ว่า ถ้าเปิดช่วงเวลาเรียนหลังจากปิดเทอมใหญ่นั้น ตัวเราเองยังอยากได้เสื้อตัวใหม่เสมอ ถ้าใส่เสื้อตัวเก่านั้น สีมันไม่ขาวแถมยังออกขุ่นมัวตุ่นๆ  ดูแล้วเราจะเด่นในหมู่เพื่อนมาก ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เราจึงต้องการของใหม่จัดเต็ม แถมค่าเทอมของเด็กในสมัยนี้ สูงกว่าสมัยก่อนเป็นหลายเท่าตัวนัก พอเห็นค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมจ่ายแล้ว ความเครียดพุ่งปรี๊ดท้องไส้ปั่นป่วนขึ้นมาได้ทันที เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ เราถึงเข้าใจความยากลำบากของบิดา มารดา ในการทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูเรา รู้จักค่าของเงินมากขึ้น ยิ่งถ้าเจอช่วงเวลาที่มีแต่รายจ่ายแล้วละก็ ทุกบาททุกสตางค์ก็ไม่ปล่อยออกจากมือง่ายๆ  เงินมีความสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันในโลกใบนี้จริงๆ 

ช่วงเวลาแห่งการเปิดเทอมนี้ อย่างที่ทราบกันว่ามันจะมีแต่ค่าใช้จ่าย ผู้ปกครองบางท่านจึงต้องมีการวางแผนบริหารจัดการการเงินอย่างดี เตรียมตัวไว้แต่ล่วงหน้า เมื่อถึงช่วงเวลาหฤโหดแบบนี้ จะได้ผ่านไปได้อย่างฉลุย การอบรมสั่งสอนให้เด็กๆ ในครอบครัว รู้จักค่าของเงินก็มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจภายในครอบครัวดีขึ้นได้ สอนให้เด็กรู้จักการประหยัด และเรียนรู้ค่าของเงิน น้ำพักน้ำแรงที่แลกกับหยาดเหงื่อในการหาเงินมาแต่ละบาท มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงควรที่จะสอนให้เด็กตระหนักถึงค่าของเงินในทุกๆ การใช้จ่าย และสอนให้เด็กรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น อย่างเช่นชุดนักเรียนเก่า ถ้าไม่ใส่แล้วก็เลาะเอาชื่อต่างๆ ออก แล้วนำไปบริจาคให้เด็กยากไร้ตามโรงเรียนต่างจังหวัด

วิธีการเรียนรู้ที่สามารถสอนเด็กๆ  ภายในครอบครัวอย่างง่ายๆ  แถมได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น การรู้จักเห็นของที่คิดว่าไม่มีค่าแล้วให้มีค่าขึ้นมาได้ การเก็บสิ่งของให้เป็นหมวดหมู่ การลดภาวะโลกร้อน การลดปริมาณของเหลือใช้ในบ้าน การส่งเสริมให้เด็กมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการนำสิ่งของใกล้ตัวมาเป็นของประดิษฐ์ที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นั่นก็คือ การเก็บและคัดแยกสิ่งของที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือเรียกอีกอย่างว่า ขยะ ให้สามารถทำเงินได้ หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นการสร้างนิสัยให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงิน โดยอาจจะให้เป็นรายได้ของเด็กไว้เป็นทุนการศึกษาหรือเก็บไว้ซื้อสิ่งของที่พวกเขาอยากได้ เป็นการเริ่มต้นสร้างพื้นฐานให้เด็กได้เรียนรู้การประหยัดและรู้จักการใช้เงิน

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมบอกไว้ว่า ทุกวันนี้ขยะที่เกิดขึ้นมีสัดส่วนองค์ประกอบที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น โดยสามารถนำขยะจำพวกพลาสติก แก้ว กระดาษ โลหะ อะลูมิเนียม มารีไซเคิลได้ร้อยละ 30 - 35 และนำขยะอินทรีย์หรือขยะที่สามารถย่อยสลายได้มาหมักทำปุ๋ยได้ร้อยละ 45 - 50 แต่ปัจจุบันอัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้มีเพียงร้อยละ 22 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปริมาณขยะที่มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผลิตเป็นในรูปกระดาษ มีการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก เช่น ใบโฆษณาของบัตรเครดิตที่ส่งให้ลูกค้าตามบ้านทางไปรษณีย์ แคตตาล็อค ใบปลิวต่างๆ ที่ยืนแจกในที่สาธารณะ ใบโฆษณาท่องเที่ยว บ้าน คอนโดฯ สอนพิเศษ รายได้พิเศษต่างๆ  เป็นต้น และในจำนวนที่ผลิตออกมาอย่างมหาศาลนี้มีจำนวนไม่มากที่ได้มีการนำกระดาษที่ใช้แล้วไปทำผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง จำนวนที่เหลือจึงกลายเป็นขยะ หรือพวกกระป๋องนม กระป๋องน้ำอัดลม อาหารที่บรรจุกระป๋อง และกระป๋องที่ทำจากอะลูมิเนียมทุกใบ สามารถนำไปส่งคืนกลับโรงงานเพื่อนำไปผลิตเป็นกระป๋องใหม่ได้โดยไม่มีขีดจำกัดจำนวนครั้งของการผลิต ดังนั้น ประโยชน์ของการนำขยะไปรีไซเคิลใหม่นั้นมีประโยชน์ต่อทุกครัวเรือนและส่งผลต่อสังคมโดยส่วนรวมทีเดียว

ตอนนี้ความสนใจในเรื่องของไม่มีประโยชน์คงเริ่มน่าสนใจขึ้นแล้ว และถ้ายิ่งได้ทราบว่า สิ่งของไม่มีค่าเหล่านี้ สามารถทำให้มีรายรับเพิ่มขึ้นได้ จะยิ่งน่าสนใจมากขึ้นอีก หลายท่านอาจเคยทราบอยู่ก่อนแล้ว แต่อาจจะยังไม่เคยคิดลงมือทำ หรืออาจจะไม่มีความกล้าพอ ไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย นอกจากจะมีส่วนช่วยในการรักษาสภาพแวดล้อมให้กับโลกแล้ว ยังได้เงินเข้ากระเป๋าแบบง่ายๆ อีกด้วย มีตัวอย่างจากหลายองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ทำการคัดแยกขยะจนช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เดือนละเป็นหลักหมื่นหรือแสน เช่น มีโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนหน้าที่จะมีการคัดแยกขยะ มีอะไรไม่ใช้ ก็ทิ้งเป็นขยะหมด เฉลี่ยวันละ 570 กิโลกรัม พอมาจัดระเบียบขยะ แยกขยะแล้ว พบความจริงว่า มีขยะที่ต้องทิ้งจริงๆ  แค่ 25 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 140 กิโลกรัม เท่านั้นเอง ส่วนขยะที่เหลืออีก 430 กิโลกรัม เป็นขยะที่สามารถนำมารีไซเคิล ขายเป็นเงิน ในปีแรกได้เงินมากถึง 150,445 บาท นี่เฉพาะขยะที่แยกไว้ชั่งกิโลขาย จำพวกสารพัดกระดาษ ขวดเหล้า เบียร์ ฯลฯ ยังไม่นับรวมอย่างอื่น เช่น ผ้าปูเตียงเก่า ก็นำไปตัดเย็บใหม่เป็นถุงสำหรับใส่เสื้อผ้าสำหรับซักของลูกค้า หรือทำเป็นผ้ารองแก้วน้ำ ซึ่งประหยัดกว่าการใช้กระดาษรองแก้วแบบใช้แล้วทิ้ง (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 29 มิถุนายน 2546) อย่าลืมว่า นั่นคือราคาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในปัจจุบันนี้โรงแรมแห่งนี้คงได้รายรับจากการขายขยะมากกว่านี้แน่นอน ลองดูว่า คุณจะสามารถสร้างนิสัยใหม่ให้เกิดต่อตนเองและต่อคนในครอบครัว สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย แยกขยะแต่ละประเภทก่อนทิ้ง เหลือทิ้งจริงๆ อาจไม่ถึงครึ่งหนึ่งของขยะที่จะทิ้งเสียอีก ขยะเหล่านั้นแหละที่สามารถจะทำให้คุณมีรายได้เป็นหลักพันต่อเดือนเลยก็เป็นได้ สิ่งของรอบตัวที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น กระดาษ สมุด ใบปลิว แผ่นพับ หนังสือพิมพ์ ขวดน้ำ ขวดสบู่ ขวดยาสระผม รวมทั้งเศษอาหารที่ทานเหลือก็สามารถแยกไว้สำหรับเป็นอาหารสัตว์ได้ หรือแม้กระทั่งน้ำมันพืชที่เหลือใช้แล้ว และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สถานรับซื้อของเก่าหรือวัสดุเหลือใช้รับซื้อ และมีการรวบรวมไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต่อไป ก็สามารถนำมาขายได้ทั้งหมด ดูได้จากตัวอย่างตารางของสินค้า และราคาต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาเหล่านี้สามารถขึ้นลงเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา

จะเห็นได้ว่าสิ่งของพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ หรือพวกที่เรียกว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ จะได้ราคาสูง ถ้าสามารถแยกชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะได้ราคามากกว่าที่จะขายของทั้งชิ้นไปคราวเดียว ทองแดงที่ต้องนำออกมาจาก เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า เช่น มอเตอร์พัดลมเก่า ท่อแอร์เก่า สายไฟเก่า แต่ต้องลองเทียบราคาระหว่างสถานที่รับซื้อของเก่าทั่วไป กับร้านที่รับซื้อของเหล่านี้เป็นการเฉพาะ และยิ่งไปขายถึงสถานที่รับซื้อก็จะได้ราคาสูงกว่าที่รถถีบซาเล้งรับซื้อทั่วไป แต่ถ้าคุณไม่เดือดร้อนมากก็ควรแบ่งปันให้ผู้ที่ด้อยโอกาสได้มีอาชีพทำกินกันบ้างก็ยิ่งดี

ดังนั้น หากทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการใช้ คัดแยกขยะและใช้ประโยชน์จากขยะ โดยเริ่มจากตนเอง ครอบครัว สถานที่ทำงาน และชุมชน เปรียบเหมือนทุกคนมีของมีค่าดังทองอยู่ในบ้านของทุกคนแต่ถูกบดบังด้วยค่านิยมว่าเป็นของสกปรก ของไม่มีประโยชน์ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็เคยผ่านการใช้มันมาก่อน เมื่อมันหมดค่าก็ทิ้งขว้างไป ซึ่งจริงๆ แล้ว มันก็ยังมีค่ามากมายและยังมีคนอื่นๆ  ต้องการมันอยู่ สามารถมีรายได้เพิ่มสร้างเศรษฐกิจในบ้านได้และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของชาติได้ ถ้าทุกบ้านช่วยกัน จะช่วยทำให้รัฐลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว สังคมโดยส่วนรวมก็จะมีสภาพแวดล้อมที่ดี ประหยัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้มากขึ้นอีกด้วย...ไปขุดทองในบ้านกันเถอะ...

โดยเริ่มจากตนเอง ครอบครัว สถานที่ทำงาน และชุมชน เปรียบเหมือนทุกคนมีของมีค่าดังทองอยู่ในบ้านของทุกคนแต่ถูกบดบังด้วยค่านิยมว่าเป็นของสกปรก ของไม่มีประโยชน์ ทั้งๆที่ทุกคนก็เคยผ่านการใช้มันมาก่อน เมื่อมันหมดค่าก็ทิ้งขว้างไป ซึ่งจริงๆแล้ว มันก็ยังมีค่ามากมายและยังมีคนอื่นๆ ต้องการมันอยู่ สามารถมีรายได้เพิ่มสร้างเศรษฐกิจในบ้านได้และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของชาติได้ ถ้าทุกบ้านช่วยกัน จะช่วยทำให้รัฐลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว สังคมโดยส่วนรวมก็จะมีสภาพแวดล้อมที่ดี ประหยัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้มากขึ้นอีกด้วย...ไปขุดทองในบ้านกันเถอะ...