หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี และเรื่องสั้นอื่นๆ

โธมัส ฮาร์ดี้ เขียน ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

ความโศกเศร้านี้สะเทือนจิตใจของเธอจนแทบแหลกสลาย

หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี และเรื่องสั้นอื่นๆ โธมัส ฮาร์ดี้ เขียน ประสิทธิ์ ตั้งมหาสถิตกุล แปล สำนักพิมพ์สมมติ พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2555

ผู้หญิงอ่อนแอ ชายคือเพศที่แข็งแรงกว่า ธรรมชาติกำหนดให้เช่นนี้ ในสังคมมนุษย์จากอดีตจนปัจจุบันจึงมีเรื่องเล่าเจ็บปวดของเพศหญิงที่ถูกกระทำจากเพศตรงข้าม และมีเรื่องอีกฟากฝั่งหนึ่งว่าเพศชายเองก็ถูกกระทำจนไม่เป็นผู้เป็นคน หญิงชายจึงเป็นเพศคู่ชอบและคู่ขัดแย้ง เป็นคู่รักและคู่แปลกหน้า

หญิงชายต่างก็มีแรงผลักและแรงดึงดูด บางครั้งความสัมพันธ์หญิงชายก็เป็นเรื่องเข้าใจยาก

ทั้งหญิงและชายจึงต่างต้องบาดเจ็บอยู่บนโลกและยังต้องจ่ายค่ารักษาที่แพงลิ่วให้แก่กันอยู่เสมอ ด้วยเงินตราและความเดียวดาย

โธมัส ฮาร์ดี้ เป็นกวีด้วย เรื่องสั้นของเขาจึงฉายภาพชัดยิ่งกว่าการมองด้วยสายตาปกติ ทั้งมีความพิเศษในการบรรยายถึงบุคลิก อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร บรรยากาศและสถานที่ได้อย่างงดงามรวมถึงท่วงทำนองการประพันธ์ที่เนิบแน่นคล้ายท่วงทำนองของคีตดนตรีที่ประพันธ์โดยคีตกรผู้มองเห็นโลก ทุกอย่างในเรื่องคือการผสมผสานและปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันและส่งความรู้สึกทั้งหมดในรูปแบบการประพันธ์ถึงผู้อ่าน

หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี และเรื่องสั้นอื่นๆ เขียนขึ้นนานแล้วแต่เนื้อหาในเรื่องไม่เคยเก่า เพราะคนก็ยังเป็นคนไม่เคยก้าวไกลพ้นจากวงกลมสังคมมนุษย์ ฉันยังชอบเรื่องสั้นที่เขียนในรูปแบบเดิมๆ ที่ให้ความ สำคัญกับเนื้อเรื่องและการใช้ถ้อยคำ และขอบคุณสำนักพิมพ์สมมติที่จัดพิมพ์เรื่องสั้นของ โธมัส ฮาร์ดี้ หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี และเรื่องสั้นอื่นๆ มีเรื่องสั้นอยู่ในเล่ม 3 เรื่อง คือ ชั่วเวลาคั่น แขนนาง และ หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี

โธมัส ฮาร์ดี้ นักเขียนและกวีชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2383 พ่อเป็นช่างก่อสร้าง แม่ทำงานเป็นหญิงรับใช้ แม่ของฮาร์ดี้ชอบอ่านหนังสือและบทกวีให้ลูกฟัง ทั้งยังสอนหนังสือให้ก่อนที่ลูกรู้หนังสือก่อนจะเข้าโรงเรียน ก่อนจะได้อ่านเรื่องแรก มีบทนำเล่าถึงประวัติและผลงานของ โธมัส ฮาร์ดี้ เขียนโดยเฟย์ เพื่อใช้ประกอบการอ่านและช่วยเพิ่มพูนความเพลิดเพลินให้มีมากยิ่งขึ้น

"ฮาร์ดี้เขียนในสิ่งที่เขารู้จักดี เขียนถึงสภาพแวดล้อม พื้นที่และตัวละครที่เป็นผู้คนจากชนชั้นแรงงานในชนบท ตัวละครในนิยายของเขามักมีปมเรื่องชนชั้นและประสบชะตากรรมที่โหดร้าย"

"ในนามของมนุษย์ ฮาร์ดี้มักแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่มีอิสระ แต่ถูกกำหนดชะตามาแล้วล่วงหน้านิยายของเขาจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เจ็บปวดแต่ติดตรึงใจ หลายคนบอกว่าเขามองโลกในแง่ร้าย และเห็นว่าชีวิตมีแต่เพียงโศกนาฏกรรม ซึ่งฮาร์ดี้ตอบกลับว่า สุขนาฏกรรมทุกเรื่องคือโศกนาฏกรรม ถ้าเราดูมันให้ลึกซึ้งพอ"

เรื่องสั้นสามเรื่องคือชีวิตของผู้หญิงสามคนซึ่งแตกต่างกันไป และโชคชะตาที่เล่นตลกกับคนทั้งสาม ด้านหลังของเล่มมีบทตามซึ่งเขียนโดย สุธิดา วิมุตติโกศล สุธิดา เขียนบอกไว้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นถึงสังคมในยุควิคตอเรียนว่า

"เมื่อพูดถึงผู้หญิงในยุควิคตอเรียน (๑๘๓๗ - ๑๙๐๑) ยุคสมัยที่มีสีสันมากที่สุดยุคหนึ่งของอังกฤษและขึ้นชื่อลือชาในด้านความเข้มงวดของค่านิยมและกรอบการดำรงชีวิต และความเป็นหญิงในยุควิคตอเรียนนั้น คือเป็นหญิงสมบูรณ์แบบ อ่อนหวาน อ่อนโยน และอุทิศชีวิตให้ครอบครัว"

ผู้หญิงในเรื่องสั้นทั้งสามเรื่องของ โธมัส ฮาร์ดี้ ในเล่มนี้ แม้จะมีอุปนิสัยเปราะบางของเพศหญิงแต่เธอทั้งสามล้วนหาญกล้าที่จะประพฤติด้านตรงกันข้ามหลุดออกไปอีกขั้วตรงข้าม จะว่าไปแล้วคนทุกคนก็มีขั้วตรงข้าม มีความขัดแย้งอยู่ภายใน เมื่อถึงเวลาใดเวลาหนึ่งอารมณ์เหล่านั้นก็จะแสดงออกมาให้เห็น

ชั่วเวลาคั่น เรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อบัปติสตา เธอเป็นบุตรสาวชาวไร่อยู่บนเกาะเล็กๆ พ่อแม่ส่งเธอไปเรียนครูบนแผ่นดินใหญ่ โธมัส ฮาร์ดี้ เขียนถึงเธอว่า

"หากจะด่วนสรุปตามความเห็นของคนทั่วไป บัปติสตา ทรูเธ็น เป็นหญิงสาวแล้งอารมณ์และไร้ความน่าสนใจ ไม่มีอะไรน่าหลงใหลหรือชิงชังแม้แต่น้อย...สีหน้าและน้ำเสียงต่อเหตุการณ์อันพลิกผันที่เรามักจะเห็นระบายชัดอยู่บนใบหน้าของหญิงสาวทั่วไปที่อ่อนไหวนั้น ไม่ต้องมองหาจากเธอเสียให้ยาก แต่น้ำนิ่งย่อมไหลลึก"

บัปติสตาเรียนจบแล้วได้เป็นครูอยู่ที่เมืองชายทะเลแห่งหนึ่ง ชีวิตสาวยี่สิบเอ็ดควรจะมีความเบิกบานตามวัยอันเปล่งปลั่งสดใส แต่บัปติสตาไม่ชอบเป็นครู ไม่ชอบเด็กและเกลียดโรงเรียน ตลอดเวลาหนึ่งปีที่สอนเด็กเธอจึงมีแต่ความเบื่อหน่าย

เวลาเดียวกันชายสูงวัยร่ำรวยคนหนึ่งที่อยู่ใกล้บ้านของเธอ ได้ขอแต่งงานและเร่งเร้าให้เธอกลับไปแต่งงานเร็วๆ บัปติสตาบอกกับหญิงม่ายเจ้าของห้องเช่าว่า "ระหว่างเขากับโรงเรียนฉันชอบเขา แต่ไม่ได้ชอบกระทั่งอยากแต่งงานด้วย"

อย่างไรก็ตามเธอตกลงใจแต่งงานกับชายสูงวัย

การตัดสินใจไม่ว่าจะครั้งไหนๆในชีวิตคนเรา มีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆตามมา ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตและอารมณ์ความรู้สึก บางคนก็ตัดสินใจอย่างระมัดระวัง บางคนตัดสินใจรวดเร็วผลีผลาม กระนั้นก็ตามความเร็วความช้า ไม่ใช่ใบรับประกันว่าชีวิตจะอยู่ดีมีสุขในวันต่อๆไปจนชั่วนิรันดร์ข้างหน้า

บัปติสตายื่นใบลาออกจากครู เพื่อกลับไปแต่งงาน งานแต่งงานที่เธอผลัดวันเดินทางเรื่อยมา เมื่อถึงท่าเรือก็พบว่าเรือกลไฟลำเล็กที่แล่นระหว่างเมืองกับเกาะได้ออกจากท่าไปแล้ว บัปติสตาไม่ได้เดือดร้อนใจอะไร อีกสามวันเรือจึงจะมาเทียบท่าอีกครั้ง เธอหาที่พักออกไปเดินเล่นในเมืองท่องเที่ยวริมทะเล

แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับเธอ

"ฉันมีบางเรื่องที่จะบอกคุณ มันช่างน่าเศร้านะคะที่จะเปิดเผย..."

บัปติสตาพบกับชาร์ลส์คนรักเก่าสมัยเรียนวิทยาลัยครู ชาร์ลส์ขอเธอแต่งงานและเธอก็ตอบตกลง เรื่องยังพลิกผันต่อไปในชั่วเวลาคั่น เมื่อชาร์ลสามีที่แต่งงานกันเพียงข้ามคืน จมน้ำตายขณะขอลงเล่นน้ำทะเลคลายร้อน

"เธอมึนงงคิดอะไรไม่ออกอยู่หลายนาที จนกระทั่งความรู้สึกแปลกๆอย่างหนึ่งได้ผุดขึ้นมาแทนที่มโนสำนึกก่อนหน้า และเข้าอำพรางสติปัญญาจนเหลือทิ้งไว้เพียงความเฉื่อยเนือยพร้อมกับการสูญหายของเขา สามวันที่ผ่านมาของชีวิตเธอที่อยู่กับเขาเหมือนจะถูกกลืนหายไปด้วย ภาพของเขาในใจเธอค่อยๆเลือนหายไปอย่างประหลาด และถอยห่างออกไปเรื่อยๆจนกลายเป็นคนแปลหน้าและไกลจากความเป็นจริงไปทุกทีๆ การพบกันและแต่งงานกันเกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่ทันตั้งตัวและโลดโผนเหลือเกิน จนเธอไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะเข้าร่วมแสดงบทที่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงถึงเพียงนั้น"

บัปติสตากลับไปแต่งงาน ทั้งที่รู้สึกอัดอั้นใจอยากจะเล่าให้ใครสักคนฟังแต่ใจอีกฝ่ายหนึ่งก็ยังโลเล โธมัส ฮาร์ดี้ บรรยายให้เห็นถึงความหวาดผวาหวั่นระแวงไร้สุข ขณะที่เธอไปฮันนิมูนกับสามีในเมืองที่ชาร์ลส์จมน้ำตาย ต่อมาหลังจากมีคนมาข่มขู่เอาเงิน ช่างกระจกที่รับรู้เรื่องการแต่งงานครั้งแรกของเธอ บัปติสตาจึงตัดสินใจสารภาพ แล้วเธอเองกลับพบว่าสามีของเธอก็มีเรื่องปกปิดเช่นกัน

เขาสารภาพว่าเคยแต่งงานมาแล้ว มีลูกติดวัยสาว ๔ คน ในที่สุดบัปติสตาก็ต้องมาสอนหนังสือและอบรมลูกเลี้ยงทั้งสามคนของสามี ชั่วเวลาคั่นของบัปติสตาจบลงด้วยความสุขแม้เธอจะมีใจโลเลและง่ายจนเกินไป

เรื่องลำดับสองชื่อ แขนนาง เกอร์ทรูด ลอดจ์ หญิงสาวสวยวัยยี่สิบห้าคนหนึ่งแต่งงานกับเจ้าของฟาร์มโคนม เธอไม่รู้ว่าเขาเคยแต่งงาน มีภรรยาและลูกชาย โดยเฉพาะภรรยาเก่า โรดา บรู้ค ยังมีความโกรธเคืองหึงหวงอยู่ในใจ เนื้อเรื่องคือความสัมพันธ์ของภรรยาเก่ากับภรรยาใหม่ โดยมีเรื่องไสยศาสตร์เข้ามาเป็นตัวเชื่อมทำให้ทั้งสองได้ใกล้ชิดกัน

โรดา บรู้ค กึ่งตื่นกึ่งฝันว่าเกอร์ทรูด จะเข้ามาทำร้าย โรดา บรู้ค จึงบีบแขนเธออย่างแรง ภาพฝันนี้ทั้งสองคนต่างก็รู้สึกเหมือนกัน ต่อมาเกิดความจริงอันเหลือเชื่อว่า แขนข้างซ้ายของเกอร์ทรูดเกิดรอยเหี่ยวย่นและเจ็บปวดมาก รอยที่แขนกลายคือปมสำคัญของเรื่อง เกอร์ทรูดตัดสินใจให้โรดาพาไปพบหมอผีเทรนเดิล ซึ่งได้แนะวิธีรักษาอันแสนประหลาด

การรักษาอันประหลาดที่เชื่อมโยงให้กับคำตอบซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาของเกอร์ทรูดเลย

อาการเจ็บและรอยเหี่ยวย่นที่แขนของเกอร์ทรูดดูเหมือนจะแย่ลงกว่าเดิม และเป็นธรรมชาติของผู้หญิงที่ "ต้องการฟื้นฟูความรักด้วยความงาม" เธอจึงเกิดความกล้าทำตามที่หมอผีแนะนำ คือใช้แขนข้างที่น่าเกลียดและทำให้เธอเจ็บปวดทั้งกายใจไปแตะที่ลำคอของชายที่ถูกแขวนคอ ความคิดเหมือนคนใจร้ายก็คือ เธอภาวนาให้มีใครสักคนถูกแขวนคออยู่ตลอดเวลา เพื่อที่เธอจะได้กลับมาสวยงามเป็นปกติ นี่คือการแสดงออกถึงความรักตัวตน เพื่อความสวยงาม แม้จะอย่างไรก็มีผู้หญิงมากมายที่ยอมเชื่อยอมแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งความงาม

เมื่อได้ข่าวว่าจะมีคนร้ายถูกแขวนคอ เกอร์ทรูดไม่รอช้า ขี่ม้าไปเพียงลำพังลัดเลาะไปตามเส้นทางลัดเพื่อไม่ให้ใครพบเห็น ไม่กลัวอันตรายเลยขอเพียงให้ได้รักษาแขน

"เกอร์ทรูดหวีดร้อง การเปลี่ยนเลือด ตามคำบอกของหมอผีได้เกิดขึ้นแล้ว ทว่าในทันใดนั้นก็มีเสียงที่สองหวีดร้องขึ้น ดังแหวกอากาศภายในบริเวณที่ปิดนั้น เสียงที่ไม่ใช่ของเกอร์ทรูด ทำเอาเธอสะดุ้ง หันไปโดยรอบ

ทันใดนั้นเอง ที่ด้านหลังของเธอก็ปรากฏ โรดา บรู้ค ยืนอยู่ ใบหน้าของนางซูบเซียว นัยน์ตาแดงก่ำเพราะร้องไห้อย่างหนัก และผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังโรดาก็คือ สามีของเกอร์ทรูดนั่นเอง สีหน้านิ่ว นัยน์ตาหม่น แต่ไร้น้ำตาสักหยด"

เกอร์ทรูดที่น่าสงสาร เธอถึงกับช็อก พ่ายแพ้ผิดหวัง ลาจากโลกไปอย่างไม่หวนกลับ ทั้งๆที่ความผิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากเธอผู้เดียว

เรื่องสุดท้ายคือ หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี ซึ่งทำให้ผู้อ่านเห็นความอ่อนไหวเปราะบางในอารมณ์ของผู้หญิงมากที่สุด ความเพ้อฝันและเชื่องมงายได้ทำลายผู้หญิงแสนสาหัส และเธอก็เป็นผู้เสกสร้างขึ้นมาด้วยตนเองทั้งสิ้น

เอลล่าคุณแม่วัยสาวอายุสามสิบ มีลูก 3 คน เธออ่อนไหว ชอบเขียนบทกวีและใช้ชื่อปลอมเป็นผู้ชาย ครั้งหนึ่งถึงกับลงทุนพิมพ์หนังสือบทกวีของตนเอง และมีครั้งพิเศษไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดที่บทกวีของเธอได้ลงประกบกับกวีชื่อดังโรเบิร์ต ทรูว์ ตั้งแต่นั้นมาทำให้เธอเปรียบเทียบบทกวีของเธอกับเขาเสมอ ซื้อหนังสือบทกวีของเขาและท่องอ่านจนขึ้นใจ ทั้งยังรู้สึกอิจฉาที่เขาเขียนบทกวีได้อย่างมีพลัง

ช่างบังเอิญเหลือเกิน วันหนึ่งเธอกับสามีและลูกๆได้ไปพักผ่อนริมทะเล บ้านหลังที่เธอเช่าพักนั้น กวีโรเบิร์ต ทรูว์ เช่าพักอยู่เป็นประจำ เอลล่าจำเขาได้ดี เธอรู้สึกตื่นเต้นจนยากที่จะบังคับตนเอง ที่ได้พักในห้องของกวีหนุ่ม บรรยากาศริมทะเล บทกวี และความผิดหวังเรื้อรังในใจ ทำให้เกิดความลุ่มหลงที่ไม่คาดฝันขึ้น โรเบิร์ต ทรูว์กลายเป็นคนรักเสมือนจริง เธอคิดถึงเขาทุกลมหายใจเข้าออกก็ว่าได้

"ขณะจ้องรูปถ่าย เธอตกอยู่ในภวังค์ความคิดจนกระทั่งน้ำตาคลอเบ้า เธอจุมพิตแผ่นกระดาษนั้น แล้วหัวร่อขึ้นด้วยความรู้สึกหวิวหวั่น และปาดน้ำตา

เธออ่านกวีของ โรเบิร์ต ทรูว์ ที่เธอทำเครื่องหมายไว้อีกครั้ง เป็นท่อนที่เธอประทับใจที่สุดและเป็นจริง จากนั้นก็วางลงข้างๆ ก่อนจะตั้งรูปถ่ายไว้บนเตียง และนอนเพ่งพินิจ ครั้นแล้วเธอก็ลุกมาส่องดูด้วยเปลวเทียนอีกครั้ง "

ความหลงใหลอันไร้ตัวตน ชนิดหลงรูปจูบเงา ทำให้หญิงสาวที่เป็นแม่ของลูกๆน่ารักสามคนลืมตัวลืมตน เอลล่าหวังจะได้พบกับกวีหนุ่มสักครั้ง แต่ความหวังนั้นแลเห็นชัดอยู่ชั่วประเดี๋ยวเดียว แม้จวนเจียนจะได้พบกันแน่ แต่เธอก็พลาดการพบปะครั้งแล้วครั้งเล่า

จนที่สุดมีข่าวลงหนังสือพิมพ์ว่า โรเบิร์ต ทรูว์ ฆ่าตัวตาย

แม้เอลล่าจะไม่เคยพบเขาเลย แต่ในรูปเงาของความรักที่เธอสร้างขึ้นในใจนั้นทำให้เอลล่าร้าวรานเกินจะเยียวยา เธอตรอมใจและจากไปหลังจากคลอดลูกคนที่สี่ ทิ้งความเข้าใจผิดไว้ให้สามี เพราะลูกกลับมีหน้าตาคล้ายโรเบิร์ต ทรูว์ ทั้งๆที่เธอกับเขาไม่เคยพบเจอกันแม้สักครั้งเดียว

ผู้หญิงสามคนในหนังสือ หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี และเรื่องสั้นอื่นๆ มีชะตากรรมของเพศหญิงที่ไม่ต่างกันนัก คือ อ่อนไหว ขาดเหตุผล ละเมอเพ้อฝัน และจ่อมจมคิดย้ำในความรักความสวยงาม

คงเพราะผู้หญิงมีหัวใจจึงความรู้สึกมากล้น ผู้หญิงจึงใช้อารมณ์ที่ล้นเหลือนี้พอกฉาบห่อหุ้มให้กับทุกสิ่งที่พาดผ่านมาในชีวิต และทั้งหมดก็มีเพศชายเข้ามาเกี่ยวพันโดยไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ชายซึ่งมีอำนาจเหนือหญิง

โดยเฉพาะความแข็งแกร่งที่ได้กลายเป็นเรื่องของการใช้อำนาจ การควบคุมขีดกรอบใส่กรงโดยขนบประเพณีและอื่นๆที่กระทำต่อเพศหญิง

หญิงสาวผู้ฝันถึงกวี และเรื่องสั้นอื่นๆ หากอ่านเผินๆ อาจทำให้คิดว่านี่คือโศกนาฏกรรมของเพศหญิง แต่ฉันว่าไม่ใช่เสียทีเดียวนัก เพราะหากเพศหญิงไม่มีความสุขแล้ว เพศชายก็คงจะไร้ความสุขเช่นกัน