แบบเรียนเร็ว

คิดเห็นประเด็นข่าว

กระทรวงกิจการภายในญี่ปุ่นเปิดเผยว่าจำนวนนักวิทยาศาสตร์หญิงได้เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยจากการสำรวจครั้งล่าสุดมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 127,800 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 14.4 ของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นทั้งหมด ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราวร้อยละ 0.4

ในขณะที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ โออีซีดีกลับระบุว่า ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนนักวิทยาศาสตร์หญิงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศร่ำรวยด้วยกัน โดยโออีซีดีรายงานว่ารัสเซียมีนักวิทยาศาสตร์หญิงคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มากถึง 41.2 อังกฤษมี 37.7 อิตาลี 34.9 สหรัฐอเมริกา 33.6เยอรมนี 26.7 ฝรั่งเศส 25.6 และเกาหลีใต้ 17.3 บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการทั่วโลกเห็นด้วยกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรบุคคลที่เป็นสตรีเพศซึ่งมีความรู้ความสามารถมากมาย และยิ่งกว่านั้นเมื่อผู้หญิงญี่ปุ่นแต่งงานมีครอบครัวและมีลูกแล้วก็มักจะลาออกจากงานไปเลย น้อยนักที่จะหวนกลับมาทำงานอีก ถึงกับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาชะงักงันไปมากเป็นเวลานับสิบปี จะสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ดีขึ้น หากมีการสนับสนุนให้ผู้หญิงญี่ปุ่นกลับเข้าสู่ภาคการจ้างงานมากขึ้น และประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเคยให้คำมั่นไว้

สำหรับคนออสเตรเลียรู้จักเจ้าบิลบี้ในฐานะกระต่ายพื้นเมือง ซึ่งเชื่อกันว่ามีวิวัฒนาการแตกสายพันธุ์มาจากแบนดิคูทสัตว์ประเภทหนูหางสั้นเมื่อราว 20 ล้านปีก่อน ยังหลงเหลือลักษณะของปากเรียวยาวเหมือนหนูแต่มีหางยาวกว่ามากและปลายหางมีสีขาว หูยาวใหญ่เหมือนกระต่ายทั่วไป ขนนุ่มหนา โตเต็มที่อาจยาวถึง 55 เซนติเมตรหรือพอกับกระต่ายทั่วไป บิลบี้เป็นกระต่ายในสภาวะทะเลทรายมันสามารถขุดโพรงอยู่ได้ แต่มีลักษณะพิเศษกว่าคือโพรงมักขุดวนเป็นเกลียวรวมความยาวราว 3 เมตรลึกลงไปใต้ดินราว 2 เมตรเพื่อใช้หลบเลี่ยงจากอากาศร้อนภายนอกและใช้เป็นพื้นที่เก็บกักตุนอาหาร อาหารของบิลบี้มีทั้งที่เป็นพืชและสัตว์ขนาดเล็ก ตั้งแต่เมล็ดพืช เห็ด หัวผักกาด จนถึงตั๊กแตน แมลงเต่าทอง แมงมุมและปลวก บิลบี้อายุเพียง 6 เดือนก็เจริญพันธุ์ได้แล้ว แม่พันธุ์แต่ละตัวมีลูกได้ถึง8ตัวในแต่ละปี ลูกแรกเกิดมีขนาดเล็กมากเท่าเมล็ดถั่วสามารถคลานเข้าไปอยู่ในถุงหน้าท้องของแม่และใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้นานถึง 80 วันก็โตออกมาใช้ชีวิตตามลำพังในโพรง บิลบี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วออสเตรเลียจากหนังสือนวนิยายเรื่อง บิลลี่ ดิ ออสซี่ อีสเตอร์ บิลบี้ ของนักเขียนโรส-แมรี่ ดัสติ้งที่เขียนเรื่องนี้ตอนอายุเพียง 9 ขวบ

กรุงเทพมหานครเปิดกิจกรรม สนุกรู้กับปันปั่น สนองนโยบายณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถจักรยานเป็นทางเลือกในการเดินทางแทนการใช้รถยนต์สาธารณะและเป็นการออกกำลังกายควบคู่ไปกับการเดินทาง โดยนอกจากจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้รถจักรยานสำหรับผู้มีพื้นฐานในการปั่นจักรยานแต่ยังไม่เคยปั่นจักรยานออกถนนใหญ่ได้เริ่มที่จะกล้าปั่นมากขึ้นและปั่นอย่างปลอดภัยแล้วยังให้ความรู้ในหัวข้อต่างๆที่ต้องเจอบนท้องถนน เช่น การใช้สัญญาณมือ การแนะนำอุปกรณ์และเครื่องป้องกัน การซ่อมแซมจักรยานเบื้องต้น การปั่นจักรยานจะทำรอบลานคนเมือง และรอบสนามหลวง เพื่อสร้างความคุ้นเคยและทำให้กล้าปั่นมากขึ้น พร้อมทั้งมีจักรยานปันปั่นให้ได้ลองปั่นด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ทุกวันศุกร์ที่สามของเดือน วันที่ 20 มิถุนายน วันที่18กรกฎาคม วันที่ 15 สิงหาคม และวันที่ 19 กันยายน ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกทม.ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป

จากการเปิดเผยของ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ระบุว่าสถิติการเสียชีวิตของเด็กอันดับหนึ่งมาจากการจมน้ำ ในรอบ11ปีที่ผ่านมาคิดเป็นร้อยละ42 ของเด็กทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเด็กอายุ 5-9 ปีมากที่สุด จุดเสี่ยงคือแหล่งน้ำขนาดเล็กในชุมชนใกล้บ้าน โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียน เด็กมีอัตราการตายสูงสุด สอดคล้องกับรายงานของ แสงไทย มีสุนทร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ให้ข้อมูลว่า

มีคนไทยว่ายน้ำเป็นเพียงร้อยละ 27 ของประชากรทั่วประเทศ ปัญหาหนึ่งก็คือครูว่ายน้ำมีจำนวนน้อย อย่างไรก็ตามหลังจากมีการรณรงค์ป้องกันเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำถึง 7 ปีจนได้เป็นยุทธศาสตร์ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5ประการที่เรียกว่าโครงการ 3 นาที 15 เมตร คือ 1. การรู้จักจุดเสี่ยง 2. การลอยตัวให้ได้ 3 นาที ได้แก่การลอยตัวแบบคว่ำ เช่น ท่าปลาดาว ท่าแมงกะพรุนและท่าลอยตัวแบบหงาย รวมทั้งท่าลูกหมาตกน้ำ 3. การว่ายน้ำจากท่าลอยตัวเพื่อเข้าเกาะขอบฝั่งให้ได้ ระยะทาง 15 เมตร 4. การช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยการตะโกนโยนยื่น เช่น ขวดน้ำดื่ม รองเท้าแตะฟองน้ำ และเมื่อต้องเดินทางทางน้ำทุกครั้งให้ใช้เสื้อชูชีพ

ขณะที่ผลการสำรวจเด็กไทยอ่อนภาษาไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เป็นจำนวนมากคงจะทำให้ผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาต้องเร่งหาทางแก้ไข โดย อภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปิดเผยว่า เตรียมนำแบบเรียนเร็วใหม่ระดับต้นกลางและปลายของ อำมาตย์โทพระวิภาชน์ วิทยาสิทธิ์ (สังข์ พุกกะเวส) ซึ่งเป็นแบบเรียนฝึกสะกดคำและได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นแบบเรียนในโรงเรียน ตั้งแต่ พ.ศ.2499 มาใช้เป็นแบบเรียนสำหรับเด็กนักเรียนในช่วงชั้นที่ 1ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1-ป.3 เพราะจากการหารือกับครูภาษาไทยพบว่าแบบเรียนเร็วใหม่มีความน่าสนใจ บางโรงเรียนนำร่องใช้แบบเรียนนี้มาแล้วทำให้เด็กมีพัฒนาการเรียนภาษาไทยดีขึ้น โดยแบบเรียนดังกล่าวเป็นแบบเรียนที่อ่านง่าย เน้นการสะกดคำและแจกลูกประโยคไว้ชัดเจนแต่เมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบันโรงเรียนไม่นิยมใช้แต่หันไปสอนเป็นรูปประโยคแทน เมื่อเด็กเจอศัพท์ใหม่จึงไม่สามารถอ่านประโยคได้ การรื้อฟื้นแบบเรียนเร็วขึ้นมานี้เพื่อแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยขณะนี้ สพฐ.ได้สั่งพิมพ์แบบเรียนเร็วใหม่ 600,000 เล่ม ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 10 ล้านบาท เพื่อแจกให้กับโรงเรียนที่มีปัญหาการเรียนการสอน โดยให้โรงเรียนแจ้งความประสงค์มา และสพฐ.จะจัดส่งไปให้

ด้าน วิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผอ.สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการสำรวจการอ่านหนังสือของประชากร ประจำปี 2556ว่า จากการสำรวจการอ่านทุกๆ 2 ปี พบว่าการอ่านหนังสือของเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปีเพิ่มขึ้นเกือบทุกภาคยกเว้นภาคใต้ โดยระยะเวลาการอ่านของเด็กเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าปี 2554 จากวันละ 26 นาที เป็นวันละ 27 นาที ส่วนคนไทยตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป มีอัตราการอ่านหนังสือร้อยละ 81.8 และใช้เวลาอ่านหนังสือต่อวันเฉลี่ยคนละ 37 นาที เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ซึ่งอ่านเฉลี่ยต่อวันคนละ 35 นาที ในภาพรวมปรากฏว่าประชากรกรุงเทพฯ อ่านหนังสือมากที่สุดร้อยละ96.4 ตามด้วยภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เด็กและเยาวชนกรุงเทพฯอ่านหนังสือมากที่สุดร้อยละ96.6 ส่วนหนังสือที่คนไทยอ่านมากที่สุด คือหนังสือพิมพ์ ตามด้วยวารสาร ตำรา และนิตยสาร สำหรับวิธีการรณรงค์ให้คนรักการอ่านที่ดีที่สุด คือ ลดราคาหนังสือให้ถูกลง ปลูกฝังการอ่านผ่านครอบครัว ให้สถานศึกษารณรงค์การอ่าน รวมถึงการจัดทำห้องสมุดประชาชนในชุมชน และการปรับเนื้อหาหนังสือให้อ่านง่ายขึ้น

น่าเศร้าสลดที่ตลอดเวลากว่า 2 ปี กระทรวงศึกษาธิการได้สร้างความตื่นตาตื่นใจกับนโยบายแจกแท็บเล็ตพกพาต่อ1นักเรียน แต่ต่อมา บ.เสินเจิ้น อิงถัง อิลเทลลิเจนท์ คอนโทรล ซึ่งประมูลงานไปได้ไม่สามารถจัดหาแท็บเล็ตให้ตามสัญญาทำให้ บ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) เข้ามาเป็นผู้ประมูล และจัดหาแทนในโซนที่ 3 สำหรับนักเรียนระดับ ม.1และครูภาคกลาง และภาคใต้ จำนวน 426,683 เครื่อง มูลค่าเกือบ1,240 ล้านบาท เพิ่งจะมีการส่งมอบลอตแรกได้เพียง 78,714 เครื่องให้ทาง สพฐ. พร้อมปล่อยคาราวานส่งแท็บเล็ตไปยัง10จังหวัด ภาคกลาง และภาคใต้เป็นครั้งแรกของปีการศึกษา2556 และสัญญาจะทยอยส่งมอบที่เหลือให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 มิถุนายน ส่วนโซนอื่นๆจะต้องเปิดประมูลใหม่

ยังไม่นับรวมปัญหาการสอบบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นครู และบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป ครั้งล่าสุดซึ่งมีข้อกังขาให้กับสังคมเนื่องจากมีผู้อำนวยการโรงเรียนและครูมาสอบด้วยจนมีการตั้งกรรมการสอบสวนเหตุผิดปกติ และพบว่าผู้อำนวยการที่เข้ามานั่งสอบเป็นติวเตอร์ต้องการเข้ามาดูข้อสอบเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เรื่องของโรงเรียนดังที่ใช้วิธีการให้นักเรียนไปอ้อนวอนขอเงินจากภาคเอกชนเพื่อเดินทางไปแข่งขันวงโยธวาทิตจนกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ต่อเนื่อง จนส่งผลให้ผู้อำนวยการโรงเรียนถูกโยกย้าย

ทั้งหมดนี้คือปัญหาการสร้างทรัพยากรบุคคลของประเทศที่เป็นเรื่องใหญ่มากหากจะต้องปฏิรูปการศึกษากัน แบบเรียนเร็วที่สุด อาจต้องใช้เวลากว่าชั่วอายุคนก็ว่าได้ แต่คงดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเสียเลย