ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์

หนังสือคือแสงจันทร์

ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์​ ไดอานา วินน์ โจนส์ เขียน​ เศรษฐศิริ วงศ์ศรานนท์ แปล

โลกเวทมนตร์ไม่ได้มีจริง แต่ทุกๆคนก็ยังปรารถนาให้ตนเองมีเวทมนตร์อยู่เสมอ อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราเคยนึกอยากใช้เวทมนตร์ อยากมีเวทมนตร์ประจำตัวสักบท

ฉันเองเคยนึกถึงเวทมนตร์มาตั้งแต่เด็ก หากท้ายที่สุดก็จบความคิดลงว่า ถ้าให้มนุษย์มีมนต์วิเศษดังใจ โลกจะสับสนยุ่งเหยิงเป็นแน่ มนุษย์คงเสกนั่นนี่เพื่อตนเองให้วุ่นวาย เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีความละโมบไม่รู้จักหยุดหย่อน คนไม่มีเวทมนตร์นั้นดีแล้ว

เมื่อหยิบหนังสือ ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ ซึ่งเขียนโดย ไดอานา วินน์ โจนส์ ฉันนึกอ่าน หนังสือเล่มนี้ก็เพราะชมภาพยนตร์แอนิเมชั่นของสตูดิโอจิบลิ (Gibli) จิบลิสร้างหลากหลายเรื่องให้เป็นที่หลงใหลของนักชมภาพยนตร์ เช่น โตโตโร่ สุสานหิ่งห้อย อาริเอตี้มหัศจรรย์ความลับคนตัวจิ๋ว และบางเรื่องสร้างขึ้นจากหนังสือเยาวชนยอดเยี่ยม

ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ ไดอานา วินน์ โจนส์ เขียน เศรษฐศิริ วงศ์ศรานนท์ แปล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ.2554 ไดอานา วินน์ โจนส์ เกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2477 เสียชีวิตเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2554 รวมอายุ 76 ปี

วรรณกรรมเยาวชน ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ (Howl's Moving Castle) ได้รับรางวัลบอสตัน โกลบ-ฮอร์น ใน พ.ศ.2529รางวัลนี้เป็นรางวัลที่จัดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างหนังสือ เดอะ บอสตัน โกลบ และนิตยสารฮอร์น บุ๊ค เพื่อเชิดชูหนังสือดีที่เหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน ส่วนหนึ่งของคำยกย่องมีว่า "ไหวพริบและอารมณ์ขันส่องประกายออกมาจากแต่ละหน้ากระดาษ"

หนังสือฉบับแปลไทยมีข้อความที่ถือว่าเป็นข้อบกพร่องในการใช้ภาษาอยู่บ้าง เช่น จากนั้นก็พาตัวเองออกจากบ้าน แปลกใจกับตัวเองที่ยังคงสงบอยู่ได้ ข้อต่อของเธอส่งเสียงลั่นอยู่ในหู การแปลหนังสือจำเป็นอยู่ดีที่ผู้แปลและบรรณาธิการต้องมีความรอบคอบและช่วยกันตัดสินใจใช้ภาษาให้เหมาะสมกับรูปประโยคของภาษาแปล ขณะเดียวกันก็ยังคงความหมายเดิมไม่บิดพลิ้ว

นอกจากเป็นเรื่องเหนือจริงที่แสนจะน่ารักของตัวละครเอกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังสือวรรณกรรมเยาวชน ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ โดดเด่นเป็นที่ชื่นชอบ ก็คือตัวละครเอกทั้งฮาวล์และโซฟี มีพฤติกรรมเหมือนคนจริง คนธรรมดาๆที่ต้องเผชิญโชคร้ายในชีวิต

โซฟี แฮตเตอร์ เป็นลูกสาวคนโตในครอบครัว เธอมีน้องสาวสองคน น้องสุดท้องเป็นลูกของแม่เลี้ยง พ่อของเธอมีกิจการร้านขายหมวกสุภาพสตรี ครอบครัวแม้จะมีความสุขดี แม่ตายไปตั้งแต่โซฟีอายุ 2 ขวบ และเลตตี้น้องสาวอายุเพียงขวบเดียว พ่อของเธอแต่งงานกับลูกจ้างคนที่สาวที่สุดในร้านชื่อแฟนนี่ และมีน้องสาวให้อีกคนชื่อมาร์ทา

ทั้งสามคนเป็นเด็กน่ารักและควรจะมีชีวิตที่ดีราบรื่น ทว่าโลกก็ไม่ได้มอบความสุขให้ผู้คนเป็นการยั่งยืนถาวร โลกเพียงให้หยิบยืมความสุขใจมาใช้ชั่วครั้งคราวเท่านั้น เมื่อโซฟีอายุได้ 18 ปี พ่อได้เสียชีวิตลงกะทันหันและยังทราบว่าพ่อมีหนี้สินอยู่มาก ลูกสาวทั้งสามคนต้องออกจากโรงเรียน แม่เลี้ยงเป็นคนจัดการให้เล็ตตี้ไปเป็นผู้ช่วยที่ร้านขายขนมในมาร์เก็ตสแควร์ เมืองเซซารี่ ส่วนมาร์ทาน้องนุชสุดท้องแม่ส่งไปอยู่กับมิสซิสแฟร์แฟกซ์ เพื่อนของเธอที่อยู่ในเมืองไกลออกไปชื่ออัปเปอร์โฟลดิ้ง มาทาร์เป็นคนสวยแม่จึงต้องการให้เธอไปฝึกการเข้าสังคม เพื่อจะได้พบกับคู่ครองที่ดี

ส่วนโซฟี เธอเป็นพี่สาวคนโตต้องสืบทอดร้านขายหมวกของครอบครัวตามที่แม่เลี้ยงบอก

ครอบครัวแฮตเตอร์ เหมือนครอบครัวปกติทั่วๆไปที่พบเห็นอยู่รอบตัวเรา พวกเธอพิเศษมากกว่าที่มีบ้านอยู่ในเมืองเวทมนตร์ มาร์เก็ตชิปปิ้ง ดินแดนอินการี ดินแดนที่มีทั้งพระราชา แม่มด พ่อมด และคนธรรมดาอาศัยอยู่ร่วมกัน ก่อนที่พ่อของพวกเธอจะเสียชีวิตไม่นานนั้น ชาวเมืองก็เห็นปราสาทสูงทะมึนอยู่เหนือเนินเขาของเมือง นั่นคือปราสาทเวทมนตร์เคลื่อนที่

"กลุ่มควันสีดำพวยพุ่งมาจากปล่องเล็กสูงสี่ปล่องของปราสาท ทุกคนค่อนข้างจะมั่นอกมั่นใจว่าแม่มดคงย้ายนิวาสสถานออกจากทุ่งร้างแล้ว และกำลังจะก่อเรื่องอกสั่นขวัญแขวนให้กับดินแดนนี้เหมือนที่นางเคยทำเมื่อห้าสิบปีก่อน แน่นอนว่าผู้คนต่างหวาดผวา ไม่มีใครออกไปนอกบ้านตามลำพังโดยเฉพาะในช่วงเวลาค่ำคืน"

"ปราสาทนี้ไม่ได้ตั้งอยู่กับที่ บางวันมันจะเป็นเงามืดตั้งตระหง่านเหนือทุ่งมัวร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ บางวันมันจะลอยเรี่ยเหนือภูเขาทางตะวันออก และบางวันมันก็ขยับลงมายังเนินราบเหนือทุ่งฮีทเทอร์เลยจากนาผืนสุดท้ายออกไปทางเหนือเพียงนิดเดียว บางทีเธอจะมองเห็นมันเคลื่อนที่อยู่จริงๆพร้อมกับควันที่พ่นออกจากปล่องเป็นก้อนสีเทาสกปรก"

ชาวเมืองหวาดกลัวคิดว่าปราสาทจะเป็นแม่มดแห่งทุ่งร้างที่ขู่เอาชีวิตธิดาของพระราชา และพระองค์มีบัญชาให้พ่อมดซุลลิมาน พ่อมดประจำประองค์ให้ไปปราบนางแม่มด และกลายเป็นว่าแม่มดได้สังหารพ่อมดเสีย ทุกคนในเมืองต่างหวาดผวา แต่ไม่ช้าไม่นานก็รู้ว่ามันคือปราสาทของพ่อมดฮาวล์

พ่อมดที่ชอบลักพาเด็กสาวไปและสูบวิญญาณของพวกเธอ

น้องๆของโซฟีออกจากบ้านไป โซฟีเองเป็นเด็กสาวที่ฉลาดเฉลียว เอื้อเฟื้อและมีมนต์วิเศษในตัวที่เธอไม่รู้มาก่อนก็คือสามารถใช้เวทมนตร์ให้ชีวิตกับสิ่งของได้ แต่เธอขาดความมั่นใจเพราะถูกขีดกรอบจากความเชื่อในดินแดนอินการีที่ว่าลูกคนโตต้องประสบกับความล้มเหลว และแม่เลี้ยงก็คอยย้ำคำพูดนี้อยู่เสมอ หลังจากน้องๆออกจากบ้านไปแล้ว ในวันหนึ่งๆโซฟีเอาแต่นั่งเย็บหมวกอยู่ในร้านเธอไม่ออกไปเปิดหูเปิดตา และเธอก็คุยกับหมวกด้วย เหตุนี้เองจึงทำให้หมวกของเธอขายดี

วันหนึ่งโซฟี คิดถึงน้องสาวมากตัดสินใจไปเยี่ยมน้องสาว ด้วยอาการประหม่างกๆเงิ่นๆรู้สึกไม่คุ้นเคยกับนอกบ้าน ระหว่างเดินทางพ่อมดฮาวล์ก็เข้ามาตามจีบเธอด้วย โซฟีพบเล็ตตี้ที่ร้านขายขนมจึงรู้ว่าน้องทั้งสองของเธอสลับตัวกัน

ต่อจากนั้นโชคชะตาก็เป็นผู้กำหนดชีวิตโซฟีอีกครั้ง

วันหนึ่งขณะนั่งเย็บหมวกอยู่ในร้าน มีผู้หญิงสวยเดินเข้ามาในร้าน โซฟีกำลังหงุดหงิดจึงเกิดการถกเถียงกัน แท้จริงแล้วหญิงคนนั้นก็คือแม่มดแห่งทุ่งร้าง โซฟีสาวน้อยวัยสิบแปดจึงถูกสาปให้แก่ชรา กลายเป็นหญิงชราคนอายุ ๙๐ ปี และเหตุการณ์นี้ได้ผลักไสให้เธอต้องออกผจญภัย

โซฟีถูกสาปเพราะความเข้าใจผิดของแม่มดแห่งทุ่งร้าง นางคิดว่าเธอคือเล็ตตี้น้องสาวที่พ่อมดฮาวล์ไปติดพัน คำสาปที่ซ้อนสองชั้น คือ ห้ามโซฟีบอกใครเรื่องที่เธอถูกสาปด้วย

การผจญภัยเริ่มต้นในทันทีที่โซฟีเก็บข้าวของที่จำเป็นแล้วแขวนป้ายว่า 'ร้านปิด' เธอเดินโขยกเขยกออกจากร้านโดยไม่ร่ำลาใคร โลกภายนอกกว้างไกลชวนหวาดหวั่น โซฟีในร่างหญิงชราเดินมุ่งหน้าขึ้นเนินเขาเพื่อออกจากเมืองอย่างไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น เธอบอกว่าเมื่ออยู่ในร่างคนชรา ข้อดีก็คือทำให้คนเรามีความกล้าหาญมากขึ้น ในขณะที่คนวัยหนุ่มสาวยังหวาดเกรงไม่กล้าทำ

และที่สำคัญคือเมื่อตัดสินใจย่างเท้าออกจากบ้านโซฟีไม่รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใดแม้แต่น้อย

"เธอต้องเดินหลังงองุ้มอย่างเชื่องช้า แต่ก็โล่งใจที่รู้สึกว่าตนเองออกจะเป็นหญิงชราที่แข็งแรงดีทีเดียว เธอไม่รู้สึกว่าอ่อนแอหรือป่วยไข้ แค่รู้สึกงกเงิ่นเท่านั้น"

"วันนั้นเป็นวันอากาศอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ โซฟีค้นพบว่าการเป็นคนชราไม่อาจหยุดเธอไม่ให้ชื่นชมกับทิวทัศน์และกลิ่นใบไม้แรกผลิจากพุ่มไม้ริมทางได้ แม้ว่าภาพที่เห็นอาจฝ้าฟางไปบ้างก็ตาม หลังของเธอเริ่มปวด โซฟียังเดินโขยกเขยกอย่างแน่วแน่"

หลังจากเดินตลอดเวลาเมื่อคืนค่ำมาถึง อากาศหนาวเย็น ความหิวและเหนื่อยล้า โซฟีต้องการที่พัก โชคชะตากำหนดให้เธอก็พบกับปราสาทเคลื่อนที่ของพ่อมดฮาวล์ แม้จะนึกถึงค่ำร่ำลือในทางร้าย แต่เวลานี้เธอต้องการพักมากกว่า และเธอไม่ใช่เด็กสาวด้วยจะต้องกลัวพ่อมดฮาวล์ทำไมกัน

"ปราสาทของพ่อมดฮาวล์กำลังส่งเสียงครืดคราดและกระเด้งกระดอนตัดข้ามทุ่งมัวร์มาหาเธอ ควันสีดำลอยขึ้นเป็นก้อนจากด้านหลังแนวกำแพงสีดำของปราสาท มันสูงชะลูดทึบตัน น่าเกลียด และแสนจะชั่วร้าย"

เธอยกไม้เท้าขึ้นและโบกไปที่ปราสาท โซฟีเดินโขยกเขยกเข้าไปหามันและพยายามค้นหาประตูทางเข้าปราสาท

ขณะนั้นพ่อมดฮาวล์ไม่ได้อยู่ในปราสาท โซฟีพบกับไมเคิลเด็กหนุ่มที่เป็นพ่อบ้านและเรียนรู้เวทมนตร์ไปด้วยกับคาลซิเฟอร์ปีศาจไฟซึ่งจำต้องติดอยู่ในปราสาทเวทมนตร์เพราะคำสัญญาบางอย่างที่เป็นความลับระหว่างมันกับฮาวล์ ปีศาจไฟจึงทำสัญญากับโซฟีว่าจะหาทางช่วยเหลือกันให้พ้นคำสาป ในเวลาหนึ่งเดือน

เมื่อฮาวล์กลับมา โซฟีในร่างหญิงชรากลัวฮาวล์จะจำเธอได้จึงบอกว่า "ฉันเป็นคนแปลกหน้า" และบอกอีกว่าเธอจะอยู่ช่วยทำความสะอาดในปราสาท ฮาวล์เฉยๆไม่ตอบรับไม่ขับไล่ โซฟีจึงอยู่ในปราสาทเวทมนตร์มาตั้งแต่บัดนั้น

ปราสาทเวทมนตร์เคลื่อนที่ของฮาวล์ นั้นมีประตูเปิดออกไปยังสถานที่ต่างๆกัน 4 ประตูด้วย

การหมุนบิดลูกบิดให้ตรงตามสี ประตูแรกสีแดงชื่อประตูคิงส์เบอรี่เป็นเมืองที่พระราชาประทับ เนื้อเรื่องต่อมาพระราชาให้ฮาวล์เป็นพ่อมดเวทมนตร์หลวง และให้เขาออกตามหาเจ้าชายจัสตินที่สูญหายไป สองประตูด้านสีฟ้าคือประตูพอร์ตฮาเวนที่เมืองนี้ฮาวล์ใช้ชื่อว่าพ่อหมอเจนกินส์ ที่เมืองแห่งนี้ฮาวล์ได้ต่อสู้กับแม่มดแห่งทุ่งร้าง และโซฟีชวนไมเคิลไปจับดาวตกในการแก้เวทมนตร์ปริศนาที่เกี่ยวข้องกับฮาวล์โดยเฉพาะ สามคือประตูสีดำที่เปิดไปยังเวลล์บ้านเกิดของฮาวล์ (ชื่อจริงของ ฮาวล์ คือ โฮเวลล์ เจนกินส์) และประตูที่ 4 สีเขียว คือด้านที่โซฟีเดินเข้ามาจากเมืองที่เธออยู่ชื่อมาร์เก็ตชิปปิ้ง

นอกจากดูแลทำความสะอาดในปราสาทแล้ว โซฟียังต้องเผชิญกับอารมณ์ความรู้สึกอันขุ่นมัวของตนเองและเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลง และยังพบว่าถึงแม้ฮาวล์จะเจ้าชู้แต่เขาก็ไม่ใช่พ่อมดใจร้ายอย่างคำร่ำลือ เขามีบุคลิกน่ารักเหมือนเด็กๆ มีกีตาร์ติดตัวอยู่ตลอด และตอนจบก็จะเฉลยให้เรารู้ว่าในกีตาร์นั้นมีความหมายอย่างไร

หลายๆประการที่ทำให้หนังสือ ปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์เปี่ยมเสน่ห์ตรึงใจ คือ 1. การผจญภัยของโซฟีที่ซ่อนเร้นเรื่องราวนานาไว้ 2. ปราสาทเวทมนตร์เคลื่อนที่ซึ่งมีเรื่องประหลาดมากมายอยู่ในนั้น 3. พ่อมดฮาวล์เป็นเด็กหนุ่มที่หล่อเหลาเอาการ 4. ปริศนาและโครงเรื่องที่ดูเหมือนง่ายแต่กลับมีเงื่อนปมไว้ให้ติดตามตลอดเวลา และ 5. ของวิเศษต่างๆกับสิ่งมหัศจรรย์นานาที่มีอยู่ในเรื่อง รองเท้าเจ็ดโยชน์ที่สามารถทำให้เดินทางได้เร็วจี๋ กับผงวิเศษมากมายใช้เสกสรรเพิ่มพลังสิ่งของและการศึกษาทดลองเวทมนตร์ของไมเคิล

นอกจากนี้แล้วยังมีสถานที่น่าหลงใหล เช่น ทุ่งดาวตก ทุ่งดอกไม้หลังบ้านที่ฮาวล์ทำขึ้นเพื่อให้โซฟีได้เก็บดอกไม้มาขายในร้าน

"เธอตบเท้าเดินต่อไปอย่างกล้าหาญพร้อมด้วยไม้เท้าพยุงตัวจนกระทั่งแสงสว่างจากหน้าต่างถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และรู้สึกถึงกลางคืนที่แผ่ไพศาล ชื้น และเย็นเยียบ กลิ่นดินและเกลือลอยมาจากบึง ผืนทะเลเป็นประกาย คลื่นสาดย้อนเบาๆ"

"หมอกสีอมฟ้าลอยต่ำกับประกายวิบวับรางๆจากแอ่งน้ำในบึง ถัดออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งรวมกันเป็นเส้นสีจางตรงที่ท้องฟ้าเริ่มต้นขึ้น แผ่นฟ้ากว้างใหญ่ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทางช้างเผือกดูราวกับแถบหมอกลอยขึ้นจากบึงน้ำ ดวงดาวสุกสว่างทอแสงลอดผ่านออกมา"

การผจญภัยของโซฟีคือความใฝ่ฝันของเด็กสาว เหตุการณ์ทำให้เธอเป็นตัวของตัวเองและได้รู้จักตนเองมากขึ้น และเรื่องจะคลายความลับออกให้เรารู้ทีละข้อ ความลับซ่อนเงื่อนคือเสน่ห์สำคัญของเรื่อง อ่านไปจนเกือบจะจบจึงรู้ว่า พ่อมดฮาวล์รู้ตั้งแต่แรกเห็นยายชราชื่อโซฟีแล้วว่าเธอถูกแม่มดแห่งทุ่งร้างสาป และเขายังร่ายมนตร์ถอนคำสาปให้โซฟีด้วย เพียงแต่โซฟีไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

ไดอานา วินน์ โจนส์ ให้อำนาจของคำสาปและเวทมนตร์ผูกโยงเรื่องทั้งหมดไว้ ตอนจบแหตุการณ์จึงเปิดเผยและคลี่คลาย โซฟีกลายเป็นเด็กสาว และได้ใช้มนต์วิเศษที่เธอมีอยู่ เสกให้คาลซิเฟอร์มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และนำหัวใจของฮาวล์ที่ซ่อนไว้ในตัวคาลซิเฟอร์มาใส่ให้กับฮาวล์ เขาจึงหลุดพ้นจากคำสาป แม่มดแห่งทุ่งร้างตาย เล็ตตี้แต่งงานกับไมเคิล มาร์ทามีความสุขกับเจ้าชายจัสติน

เรื่องราวทั้งหมดจึงจบลงด้วยความสุขและปราสาทเวทมนตร์เคลื่อนที่ยังอยู่ในห้องหนึ่งของหัวใจผู้อ่านตลอดไป