19 รัตนสังฆราชา พระบิดาแห่งสังฆมณฑลไทย

ตอนที่ 18
เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฺฐายี)

รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชจวน อุฏฺฐายี ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่ในหลวงรัชกาลปัจจุบันโปรดฯให้จัดพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นการเฉพาะขึ้นเป็นครั้งแรกที่พระอุโบสถวัดพระแก้ว เพื่อเป็นแบบอย่างในการจัดพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในโอกาสต่อไป ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงพระปรีชาสามารถโดดเด่นในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ให้ก้าวหน้าด้วยดี ด้วยทรงขยันหมั่นเพียรในกิจการพระศาสนาอยู่เป็นนิจ

ทรงเป็นผู้เสียสละพระองค์ และทรงเปี่ยมด้วยน้ำพระทัยเมตตาอย่างหาใดเปรียบ ทรงมีคติประจำพระองค์ว่า "เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก" ในคราวที่เสด็จกิจนิมนต์ไปต่างจังหวัด ทั้งๆที่เพิ่งเสด็จลงจากรถไฟ แต่เมื่อทางวัดจัดโคเทียมเกวียนมารับ พระองค์มิได้ทรงขึ้นประทับนั่งบนหลังเกวียน แต่ทรงยอมสละพระองค์ ทรงดำเนินด้วยพระบาทเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ด้วยพระทัยเมตตาต่อสัตว์เดรัจฉานเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชจวน ทรงประสูติ เมื่อวันอาทิตย์ แรม 10 ค่ำ เดือนยี่ ปีระกา ร.ศ. 116 ตรงกับวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2440 พระชนกคือ นายหงส์ ศิริสม ส่วนพระชนนีคือ นางจีน ศิริสม โยมบิดาพื้นเพเดิมเป็นชาวตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามเชื้อสายดั้งเดิม ปู่ของท่านสืบเชื้อสายจีนมาจากตระกูลแซ่ตัน ส่วนผู้เป็นย่าเป็นหญิงชาวเวียงจันทน์ ข้างฝ่ายมารดาใช้นามสกุลเดิมว่า ประเสริฐศิลป์ มีถิ่นฐานเดิมอยู่ย่านบ้านฉาง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ทั้งพระชนกและพระชนนีเป็นผู้มีศรัทธาอย่างลึกซึ้งมั่นคงในพุทธศาสนา โดยพระชนกเมื่อล่วงถึงวัยกลางคนก็ละชีวิตทางโลกตัดสินใจบวชไม่สึก จำพรรษาอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยารามจนถึงแก่มรณภาพลงเมื่อ พ.ศ.2496 ในวัย 84 ปี ส่วนพระชนนีก็ปวารณาตนบวชเป็นชีถือศีล 8 จนตลอดชีวิตเช่นกันและย้ายมาอยู่ข้างวัดมกุฏกษัตริย์ฯ จนถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ.2505 ในวัย 88 ปี ส่งผลให้บุตรชายคนโตในจำนวนบุตรชายหญิง 7 คน ของครอบครัวคือ เด็กชายลำจวน ที่ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ชื่อ "จวน" เป็นผู้ซึมซับศรัทธาในพุทธศาสนาที่หยั่งรากลงตั้งแต่วัยเด็ก

ในครั้งเยาว์วัย เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชจวน ทรงย้ายมาอยู่ย่านบ้านปูน อำเภอบางพลัด ที่เวลานั้นยังเป็นจังหวัดธนบุรี โดยทรงอาศัยอยู่กับครูฟ้อนผู้เป็นญาติ ทรงเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดคฤหบดี ตั้งแต่ พ.ศ.2449 จนถึง พ.ศ. 2452 หลังจบชั้นประถมศึกษาแล้ว ทรงป่วยเป็นเหน็บชาจึงทรงย้ายกลับไปรักษาตัวอยู่ภูมิลำเนาเดิมที่ราชบุรี

ในปี 2553 ขณะนั้นทรงมีพระชนม์ 14 พรรษา พระชนกและพระชนนีหวังให้เล่าเรียนในทางพระศาสนา จึงนำตัวไปฝากกับพระมหาสมณวงศ์ (แท่น โสมทตฺต ) เจ้าอาวาสวัดมหาสมณาราม หรือวัดเขาวัง จังหวัดเพชรบุรี ผู้เป็นพี่ชายของท่านตา เล่ากันว่า ท่านเจ้าคุณมหาสมณวงศ์ได้เอ่ยปากทายทักถึงอนาคตหลานชายผู้นี้ไว้ว่า "ลักษณะอย่างนี้ต่อไปจะได้ดี" ด้วยว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมีพระเศียรที่มีลักษณะคล้ายกระพองช้าง ซึ่งหมายถึงส่วนที่นูนเป็นปุ่ม 2 ข้างศีรษะนั่นเอง

ถึง พ.ศ.2454 เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมีพระชนมายุ 15 พรรษา เวลานั้นพระอริยมุนี (แจ่ม จตฺตสลฺโล) ซึ่งต่อมาภายหลังได้เป็นพระศาสนโสภณ ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปพำนักที่ถ้ำเขาย้อย แล้วจึงแวะไปเยี่ยมพระมหาสมณวงศ์ ที่วัดเขาวัง ด้วยท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ในสายธรรมยุตด้วยกัน อีกทั้งมีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องเป็นญาติกันด้วย ในโอกาสนั้นท่านเจ้าคุณมหาสมณวงศ์จึงได้ขอฝากฝังเจ้าพระคุณสมเด็จฯ กับพระอริยมุนีเพื่อต่อไปจะได้เดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เดินทางมาพำนักอยู่กับพระอริยมุนี ที่คณะนอก วัดมกุฏกษัตริยาราม โดยมี นายเขียน ประเสริฐศิลป์ ผู้เป็นน้าพามาส่ง เวลานั้นตรงกับปี 2455 ทรงมีพระชนม์ได้ 16 พรรษา และทรงเริ่มศึกษาบาลีไวยากรณ์กับท่านเจ้าคุณอาจารย์บ้าง กับพระมหาจิณ จิณฺณาจาโร เปรียญธรรม 4 ประโยคบ้าง รวมทั้งพระมหาสุข สุขทายี เปรียญธรรม 5 ประโยค

ครั้นเข้าสู่ปี 2457 เมื่อมีพระชนม์ได้ 18 พรรษา ทรงบรรพชาเป็นสามเณร โดยมี พระธรรมปาโมกข์ (ถม วราสโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอริยมุนี (แจ่ม จตฺตสลฺโล) เป็นพระสรณคมนาจารย์ ที่พระอุโบสถวัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 จากนั้นก็ทรงใฝ่พระทัยศึกษาธรรมบทเพื่อเตรียมสอบเป็นมหาเปรียญต่อไป

ในราวช่วงปี 2458-2459 บรรดาเพื่อนสามเณรที่เรียนธรรมและบาลีอยู่ที่วัดซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ได้ร่วมกันออกวารสารรายปักษ์ชื่อว่า "สยามวัด" สำหรับฝึกฝนการเขียนโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และกลบทต่างๆ รวมทั้งมีการประกวดประชันกันด้วย ด้วยเหตุที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงคัดตัวหนังสือได้สวยงาม จึงทรงได้รับมอบหมายให้เป็น บรรณาธิการ ทำหน้าที่รวบรวมเนื้อหามาเขียนลงสมุด เพื่อนำมาอ่านในที่ประชุมทุกวันโกนแห่งปักษ์กึ่งเดือนครั้ง

วารสารสยามวัดเดินหน้ามาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จึงได้หยุดลง ด้วยต่างก็ต้องทุ่มเทกับการเรียนที่เข้มข้นขึ้น แต่จากการเข้ามาคลุกคลีอยู่กับการเรียบเรียง การแต่งหนังสือ และกวีนิพนธ์ทำให้เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีโอกาสได้ลับฝีมือ จนเกิดความก้าวหน้าและถือเป็นผู้หนึ่งที่มีความสามารถด้านโคลงฉันท์กาพย์กลอนในภายหลัง

ลุล่วงถึงปี 2460 เมื่อมีพระชนม์ 20 พรรษา จึงทรงอุปสมบทเป็นภิกษุ โดยมี พระธรรมปาโมกข์ ( ถม วราสโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระราชกวี ( แจ่ม จตฺตสลฺโล) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ที่พระอุโบสถวัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ทรงได้รับพระฉายาว่า อุฏฺฐายี

หลังจากอุปสมบทแล้วก็ทรงเข้าสอบเปรียญธรรม ทรงสอบได้เปรียญ 3 ประโยคในการเข้าสอบครั้งแรก รวมทั้งสอบได้เป็นนักธรรมชั้นตรี และต่อมาทรงสอบได้นักธรรมโทในปี 2461 ถึงปี 2462 ทรงสอบได้เพิ่มอีก 1 ประโยค เป็นเปรียญ 4 ประโยค อีก 2 ปีต่อมา ในปี 2464 ก็ทรงสอบได้อีก 1 ประโยค ได้เป็นเปรียญ 5 ประโยค

เล่ากันว่าในราวปี 2463 - 2464 หลังจากที่ทรงสอบได้เปรียญ 5 แล้ว เมื่อทรงเห็นภิกษุเปรียญ 4 ที่วัดนี้สึกออกไปเรียนกฎหมาย ก็ทรงเตรียมหาหนังสือกฎหมายมาไว้ ด้วยทรงคิดว่าจะสึกออกไปเรียนกฎหมายบ้าง จากนั้นปี 2465 ก็ทรงเป็นเปรียญธรรม 6 และหลังจากที่ทรงเป็นเปรียญ 6 ก็ทรงเลิกคิดเรื่องสึก ทรงตั้งพระทัยศึกษาต่อเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครูบาอาจารย์ทั้งด้านการสอนและการพระศาสนาในด้านต่างๆ อย่างแข็งขันเรื่อยมา

ปีถัดมา 2466 ทรงสอบได้นักธรรมเอก และปี 2467 ได้เป็นเปรียญธรรม 7 ประโยค ครั้นถึงปี 2470 ก็ทรงสอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค จนกระทั่งทรงสอบได้เปรียญธรรมสูงสุด เป็นมหาเปรียญเอก 9 ประโยค ในปี 2472

ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2475ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนบาลีของสำนักเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม และเป็นกรรมการวัด ถัดมาอีกปีเศษ วันที่ 6 พฤศจิกายน ก็ทรงได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่พระกิตติสารมุนี

ปี 2478 ทรงได้รับสถาปนาฯเลื่อนเป็น พระราชเวที ถัดมาอีก 4 ปี ในงานพระราชพิธีรัชมงคลในสมัยรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2482 ก็ทรงได้เลื่อนขึ้นเป็น พระเทพเวที และในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2485 ก็ทรงดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่ พอถึงเมษายน 2486 ก็ทรงได้รับตำแหน่งรักษาการสังฆนายก แทนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) วัดบรมนิวาส

มาในปี 2488 เจ้าอาวาสวัดมกุฏกษัตริยารามถึงแก่มรณภาพลง จึงทรงเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองพระอารามหลวงแห่งนี้นับแต่นั้น และในปีเดียวกันนี้ยังทรงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น พระธรรมปาโมกข์ อีกด้วย ปีต่อมาคือปี 2489 ทรงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้สั่งการแทนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรเถร) สังฆนายก และถัดมาอีกหนึ่งปี ในปี 2490 ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน โปรดเกล้าฯเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏที่ พระศาสนโสภณ

ถึงปี 2494 เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ถึงแก่กาลมรณภาพ คงเป็นด้วยพระปรีชาสามารถโดดเด่นคณะสังฆมนตรีจึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทรงดำรงตำแหน่งสังฆนายก โดยในขณะนั้นยังทรงอยู่ในตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการองค์การเผยแผ่อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามได้เกิดมีการร้องเรียนในกรณีนี้ขึ้น เจ้าพระคุณสมเด็จจวนฯในเวลานั้นได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งสังฆนายกภายใน 3 วัน เพื่อหลีกทางให้แก่สมเด็จพระวันรัต ( กิตฺติโสภณ มหาเถร) ตามความเหมาะสมในด้านอาวุโส เรื่องราวจึงลงเอยด้วยดี

ในปี 2499 เมื่อในหลวงรัชกาลปัจจุบันเสด็จฯออกผนวช เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงพระผนวชที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วย และเมื่อถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2499 ก็ทรงได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ และต่อมา ในปี 2501 ก็ทรงรับภาระเพิ่มขึ้นโดยเข้าดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต นายกกรรมการมหามกุฎราชวิทยาลัย และเมื่อถึงในวันที่ 10 พฤษภาคม 2503 ก็ทรงเข้ารับตำแหน่งสังฆนายก โดยในช่วงเวลานั้นเมืองไทยยังมีทั้งตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช และตำแหน่งสังฆนายก

ล่วงมาถึง พ.ศ.2505 เมื่อสมเด็จพระสังฆราชปลด กิตติโสภโณ แห่งวัดเบญจมบพิตร ได้สิ้นพระชนม์ลง เจ้าพระคุณสมเด็จที่ขณะนั้นทรงเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ดำรงตำแหน่งองค์สังฆนายกจึงทรงเข้ารับหน้าที่ผู้บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราช ต่อมาในปีเดียวกันได้มีการตรา พ.ร.บ. คณะสงฆ์ขึ้นใหม่ และยกเลิกตำแหน่งสังฆนายก สังฆมนตรี และสมาชิกสังฆสภา เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จึงกลายมาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่งของสมเด็จพระราชาคณะ และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศฯ ทรงเข้ารับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 15 ในโอกาสพระราชพิธีฉัตรมงคล ใน พ.ศ.2506

ลุถึง พ.ศ.2508 สมเด็จพระสังฆราชอยู่ ได้สิ้นพระชนม์ลงในปลายปีนั้นเอง เป็นพรรษาที่ 49 ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตรงกับวันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก และเป็นประธานมหาเถรสมาคม ตามพรบ.คณะสงฆ์ ทรงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุขุมธรรมวิธานธำรง สกลมหาสังฆปริณายก ตรีปิฎก กลากุสโลภาส ภูมิพลมหาราชหิโตปสัมปทาจารย์ อุฎฐายีภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตมสาสนโสภณ วิมลศีลขันธสมาจารวัตร พุทธศาสนิกบริษัทคารวสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลคัมภีรญาณสุนทร บวรธรรมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช" เสด็จสถิต ณ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 16 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อจากสมเด็จพระสังฆราชอยู่ ญาโณทยมหาเถร แห่งวัดสระเกศฯ

เดิมในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันฉัตรมงคลเป็นวันสถาปนา ขึ้นอยู่กับใกล้วันพระราชพิธีใดถึงก่อน แต่สำหรับการสถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชจวน อุฏฐายีมหาเถร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดฯให้จัดพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นการเฉพาะขึ้นเป็นครั้งแรก ณ พระอุโบสถวัดพระแก้ว โดยมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ถวายพระสุพรรณบัฏ พัดยศ และเครื่องสมณศักดิ์ ท่ามกลางมหาสมาคมทั้งฝ่ายพุทธจักร และราชอาณาจักร สำหรับเป็นแบบอย่างในโอกาสต่อไป ด้วยทรงเห็นว่าเป็นตำแหน่งสำคัญยิ่งในทางพุทธศาสนา จึงควรจัดให้มีพระราชพิธีแยกต่างหาก เพื่อให้สมกับที่ทรงเป็นสกลมหาสังฆปริณายกของพุทธศาสนิกชนสืบไป

สำหรับผลงานพระนิพนธ์ ในปี 2469 ทรงแปลตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย เพื่อให้นักเรียนคัดลอกไปเป็นตำรา โดยได้พิมพ์เผยแพร่ขึ้นครั้งหนึ่ง ต่อมาภายหลังได้ทรงมอบลิขสิทธิ์ให้มหามกุฏราชวิทยาลัย จัดพิมพ์ขึ้นตั้งแต่ปี 2480 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังทรงมีพระนิพนธ์อื่นๆ ทั้งเรื่องใหญ่บ้างเล็กบ้าง มีมากกว่า 100 เรื่อง เช่น มงคลในพระพุทธศาสนา สาระในตัวคน วิธีต่ออายุให้ยืนและทำใจให้ชุ่มชื่นผ่องใส ฉันไม่โกรธ เป็นต้น สำหรับพระธรรมเทศนาต่างๆ มีทั้งที่ทรงเขียนไว้ในใบลานบ้าง แสดงโดยปฏิภาณบ้าง และที่ทรงอัดเทปไว้บ้าง มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่สำคัญคือ พระธรรมเทศนามงคลวิเสสกถาที่แสดงในพระราชพิธีเฉลิมพระชนม พรรษา โดยที่ยังไม่ได้จัดพิมพ์ก็มีอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีคำบรรยายและคำปราศรัยในวาระโอกาสต่างๆอีกมาก

ด้านการศึกษา ในปี 2468 ทรงเป็นหัวหน้าตรวจชำระพระไตรปิฎกบางปกรณ์ คือ อปทาน เถรคาถา เถรีคาถา ทรงสอบทานอักษรไทยเปรียบเทียบต้นฉบับอักษรขอม พม่า และโรมัน อยู่เป็นระยะเวลานานทำให้ทรงชำนาญอักษรเหล่านี้ด้วย ดังนั้น ในคราวเสด็จแทนพระองค์สมเด็จพระสังฆราชปลด วัดเบญจมบพิตร ในปี 2504 เพื่อไปร่วมประชุมสังคายนาที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ที่ภายหลังเปลี่ยนมาใช้เมียนม่าร์ จึงทรงอ่านพระไตรปิฎกอักษรพม่าได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังทรงอ่านคัมภีร์อักษรรามัญได้ด้วย

ในปี 2514 ทรงส่งเสริมให้คณะสงฆ์และกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันจัดตั้งหลักสูตรการศึกษาของภิกษุสามเณรขึ้นใหม่ เรียกว่า หลักสูตรโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โดยบรรจุวิชาเรียนให้เรียนควบคู่กันทั้งสายนักธรรม-บาลี และสายสามัญ

ด้านพระจริยวัตร ทรงเป็นผู้ปฏิบัติวินัยอย่างเคร่งครัด โดยปกติจะทรงสวดมนต์ไหว้พระที่กุฏิอยู่เสมอ ส่วนที่พระวิหารซึ่งเป็นที่ทำวัตรเช้า-เย็น ถ้าไม่ติดกิจอื่นใดก็มักเสด็จลงไปเป็นประธาน ในช่วงพรรษาทรงถือเป็นหน้าที่ต้องสอนวินัยแก่ภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ ทรงแสดงธรรมในวันธรรมสวนะ และวันอาทิตย์เป็นประจำ

ทรงประทับนั่งพับเพียบบนอาสนะรับแขกโดยไม่เบื่อหน่ายวันละหลายชั่วโมง บางวันทรงรับแขกกระทั่งถึง 5-6 ทุ่มก็เคยมี นอกจากญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นแขกในประเทศแล้ว ยังมีแขกต่างชาติต่างศาสนาที่ทยอยมาไม่ขาดสาย เช่น คณะสงฆ์จากพม่า ลังกา ลาว เขมร มาเลเซีย จีน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีทั้งผู้แทนศาสนาอิสลาม และคริสเตียนก็เคยมาเข้าเฝ้าด้วยเช่นกัน

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเคยศึกษาภาษาอังกฤษจากตำราด้วยพระองค์เองในครั้งยังเป็นสามเณร หลังจากทรงสอบประโยค 4 ได้แล้วก็ทรงเรียนกับครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ เพิ่มเติมและฝึกฝนพระองค์เองอย่างต่อเนื่อง เช่น ทรงเรียนกับครูโปร่ง ที่สำเร็จการศึกษาจากปีนัง หลวงไพจิตรฯ ที่สำเร็จการศึกษาจากเยอรมัน และเรียนจากแผ่นเสียงสนทนาภาษาอังกฤษในยุคนั้นที่เรียกกันว่า "ลิงกัวโฟน" บ้าง จนกระทั่งทรงแต่งและแปลบทเรียนได้ดี อย่างไรก็ตามในเวลาที่ทรงติดต่อสื่อสารกับชาวต่างประเทศ แม้จะทรงสามารถอ่านเขียนและแปลภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่ด้วยไม่ทรงชำนาญ จึงทรงใช้ล่ามช่วย แต่ในคราวจำเป็นก็จะรับสั่งด้วยพระองค์เองเป็นประโยคสั้นๆ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชจวน ทรงเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ไม่ถือพระองค์ ทรงเสียสละและมีพระทัยเมตตากรุณาเป็นที่สุด ทรงมีภาษิตประจำพระองค์ว่า "โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา" คือ "เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก" โดยมากมักมีผู้นิมนต์เชิญเสด็จไปร่วมงานในโอกาสต่างๆอยู่เสมอ ซึ่งก็ทรงรับนิมนต์อย่างไม่ว่างเว้น ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด หากเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลนัก โดยมากก็มักเสด็จโดยรถยนต์พระประเทียบ ถ้าเป็นจังหวัดที่ไกลออกไป ก็เสด็จด้วยรถไฟบ้าง เครื่องบินบ้าง หรือไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ก็มี เสด็จไปเกือบทั่วทุกจังหวัด มีบางจังหวัดที่เสด็จไปหลายครั้ง

ในคราวหนึ่ง เมื่อครั้งทรงเป็นประธานกรรมการบริหารในตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลราชบุรี เสด็จไปตรวจการคณะสงฆ์บางแห่ง เมื่อเสด็จลงจากรถไฟ เจ้าหน้าที่ได้จัดโคเทียมเกวียนมารับพระองค์ เพื่อนำไปส่งถึงที่ประทับซึ่งทางวัดจัดไว้ต้อนรับ และอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร แต่ด้วยน้ำพระทัยเมตตาแม้ต่อสัตว์เดรัจฉาน ทรงไม่ยินยอมขึ้นประทับบนเกวียนเล่มนั้น แต่ทรงสละพระองค์เองอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย โดยดำเนินด้วยพระบาทไปจนถึงที่พัก แสดงถึงน้ำพระทัยเมตตาที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน

ในระยะหลังที่ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็ยิ่งทรงมีกิจนิมนต์ไม่หยุดหย่อน เสด็จไปในงานต่างๆเพิ่มมากขึ้น บางวัน 2-3 รายซ้อนก็มี ทั้งเหล่าศิษย์และบรรดาผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาต่างห่วงใยในพระสุขภาพของพระองค์ ด้วยเห็นว่าทรงมีพระชนม์มากแล้ว บางอย่างไม่จำเป็นก็ไม่ควรให้ใครรบกวนพระองค์ และต่างก็ขอให้พระองค์ปฏิเสธบ้าง แต่พระองค์ทรงชี้แจงถึงความจำเป็น อีกทั้งยังรับสั่งด้วยว่า "เขาก็นิมนต์แค่ตาย เมื่อตายแล้วก็เลิกกัน"

แม้ในวันสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทรงสิ้นพระชนม์ก็ด้วยพระเมตตาในการเสด็จไปในกิจนิมนต์นั่นเอง ในเช้าวันนั้นทรงรับกิจนิมนต์เสด็จไปเสวยเช้าที่อำเภอพระประแดง พอตอนสายก็มีกิจต่อเนื่องเสด็จไปในงานศพอดีตเจ้าอาวาสวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา อันเป็นเหตุให้ประสบอุบัติเหตุสิ้นพระชนม์ โดยในช่วงเย็นยังมีกำหนดที่จะเสด็จไปเผาศพญาติ ที่วัดเวฬุราชิน ย่านธนบุรีอีกด้วย

เหตุการณ์คราวสิ้นพระชนม์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2514 เวลา 10.05 น. ขณะนั้นขบวนรถพระประเทียบกำลังแล่นไปตามถนนสายกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา มีรถตำรวจทางหลวงแล่นนำขบวน และปิดท้ายขบวนดังเช่นเคย ทันใดนั้นรถยนต์บรรทุกขนาดเล็กส่วนบุคคลที่ขับสวนทางมาอย่างเร็วก็พุ่งเข้าชนรถยนต์พระประเทียบอย่างแรง เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน รถยนต์พระประเทียบพลิกคว่ำในสภาพพังยับเยิน เจ้าพระคุณสมเด็จถูกนำส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัดสมุทรปราการ แต่เนื่องจากพระอาการหนักมากจึงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลตำรวจ ที่กรุงเทพฯทันที แต่ก็ทรงสิ้นพระชนม์ลงในระหว่างทางนั้นเอง

สมเด็จพระสังฆราชจวน อุฏฐายีมหาเถร ทรงดำรงอยู่ในตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก เป็นเวลา 7 พรรษา ทรงมีพระชนมายุได้ 74 พรรษา 11 เดือน 2 วัน ทรงได้รับพระราชทานพระโกศกุดั่นใหญ่ให้ทรงพระศพ ทรงได้รับพระราชทานเพลิง ณ พระเมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2515 การจากไปของพระองค์นำความโศกสลดใจมาสู่พุทธศาสนิกชนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเป็นการด่วนจากไปก่อนเวลาอันควร และทรงเป็นที่อาลัยรักอย่างยิ่งของชนทั้งปวง