ตอนที่ 1

จิตอัศจรรย์
ประสบการณ์ลี้ลับ

เมื่อสิ้นซึ่งพระประมุขแห่งคณะสงฆ์ หรือสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 ของไทยไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2556 ข่าวนี้ได้ทำให้พุทธศาสนิกชนที่ให้ความรัก ความศรัทธา และเลื่อมใสในพระองค์ถึงกับน้ำตารินไหล แม้แต่ผู้เขียนเองก็ตาม ทุกครั้งที่มองเห็นภาพของพระองค์ทางทีวีได้ฟังบทเพลง "ชีวิตนี้น้อยนักแต่สำคัญนัก" ซึ่งขับร้องโดย คุณปาน ธนพร บทเพลงถวายอาลัยเพลงนี้เนื้อหาของบทเพลงกินใจมาก แต่ละช่วงมีความหมายลึกซึ้ง บ่งบอกถึงสัจธรรม ซึ่งเป็นไปตามนั้นจริงๆ หลายคนฟังเพียงครั้งแรกน้ำตาไหลไม่หยุดเลยก็มี ด้วยท่วงทำนองอันแสนเศร้าที่ฟังครั้งใดย่อมต้องระลึกถึงพระองค์

เสี้ยวหนึ่งแห่งพระประวัติของพระองค์ "สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" มีหลายเหตุการณ์ชวนประทับใจสมกับทรงเป็นผู้มีวัตรปฏิบัติในศีลอันสมบูรณ์ ควรแก่การเป็นเนื้อนาบุญของโลก ผู้ทรงมีคุณูปการใหญ่หลวงต่อพระพุทธศาสนา

นาทีแห่งพระประสูติกาล

เวลาประมาณตีสี่เศษของวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2456 ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู เด็กชายผู้มีนามว่า "เจริญ คชวัตร" ได้ถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านไม้ทรงไทยชั้นเดียว บนถนนปากแพรก ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เด็กชายเจริญ คชวัตร เป็นบุตรชายคนแรกของครอบครัว อันมีนายน้อย และ นางกิมน้อย คชวัตร เป็นบิดาและมารดา ชีวิตในวัยเยาว์ของเด็กชายเจริญอยู่ในความอุปการะของป้ากิมเฮง ซึ่งเป็นพี่สาวของนางกิมน้อย แต่ก็มีชีวิตที่อบอุ่นมีความสุขในบ้านไม้ทรงไทย ซึ่งก่อสร้างเป็นลักษณะห้องแถวอยู่ติดกับเรือนของนายน้อยและนางกิมน้อย สำหรับป้ากิมเฮงแม้ว่านัยน์ตาจะบอดทั้งสองข้าง แต่ก็ให้ความรัก ดูแลเอาใจใส่เด็กชายเจริญเหมือนดังลูกแท้ๆ อบรมสั่งสอนหลานชายให้เป็นคนดีทั้งกาย วาจา และใจ

สัญญาณในวัยเยาว์

ในวัยเยาว์ เด็กชายเจริญมักติดตามป้ากิมเฮงไปวัด ฟังเทศน์ ทำบุญ ครั้งใดที่วัดมีการเทศน์ชาดก เด็กชายเจริญเป็นต้องเร่งเร้าให้ป้ารีบพาไปวัดด้วย เหตุผลคือไปฟังนิทาน นอกจากนี้การเล่นที่โปรดปรานยิ่งจนกล่าวได้ว่าเป็นบุพนิมิตที่บ่งชี้ถึงเส้นทางชีวิตในอนาคตได้อย่างน่าประหลาดก็คือโปรดเล่นบทสมมุติ โดยสมมุติว่าตนเป็นพระ

โดยชอบอุ้มภาชนะซึ่งจินตนาการว่าเป็นบาตร ออกเดินบิณฑบาต และเกณฑ์ให้น้องๆมาเล่นใส่บาตรพระด้วยกัน ผ้าขาวม้าพาดบ่าเป็นสบงจีวร ใบไม้คือเป็นตาลปัตร ตำราใบลานของน้าถูกสมมุติให้เป็นคัมภีร์สำหรับเทศน์ โดยเด็กชายเจริญจะนั่งเด่นอยู่เหนือธรรมาสน์ ซึ่งคือ ครกตำข้าว และเริ่มเทศน์ด้วยอาการสงบและสำรวม เรื่องที่เทศน์นั้นจำมาจากคำพระที่วัดใกล้บ้านคือ วัดเหนือ เพราะติดตามป้ากิมเฮงไปวัดเป็นประจำจนจำได้ขึ้นใจ แม้ขณะเป็นเวลากินข้าว เมื่ออายุเพียง 4-5 ขวบ เด็กชายเจริญก็ยังอิดออดขอเทศน์ก่อนจึงยอมกินข้าว จนต้องยอมให้เทศน์ก่อนนั่นแหละจึงยอมกินข้าวหมด และนอกจากจะชอบเป็นพระแล้ว เด็กชายเจริญยังชอบเล่นก่อเจดีย์เล็กๆบนยอดเขา เล่นพับกระดาษแบบพิธีทิ้งกระจาด เล่นทอดผ้าป่า ทอดกฐิน อันเป็นลักษณะของผู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในร่มธรรมโดยแท้

 

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

ในวัย 8 ขวบ เด็กชายเจริญเริ่มศึกษาชั้นประถมปีที่ 1 ภายในวัดเทวสังฆาราม หรือ "วัดเหนือ" ซึ่งเป็นพระอารามหลวง เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดกาญจนบุรี และอยู่ใกล้บ้าน จนจบชั้นประถมปีที่ 5 (เทียบเท่า ม.2 และ ม.3) ช่วงเวลาในวัยเยาว์นี้เด็กชายเจริญมีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง มีครั้งหนึ่งป่วยหนักเสียจนนางกิ้มน้อยผู้เป็นแม่ถึงกับเอ่ยปากบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า "ขอให้ลูกชายหายเจ็บไข้ ถ้าลูกหายจะให้บวช" หลังจากนั้นมาอาการไข้ที่ทำท่าว่าหนักจนแทบไม่รอด ก็กลับหายวันหายคืนจนเป็นปกติ ดังนั้น เมื่อ พ.ศ.2469 เด็กชายเจริญในวัยย่าง 14 ปี จึงได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเหนือโดยมี "หลวงพ่อดี" เจ้าอาวาสวัดเหนือเป็นพระอุปัชฌาย์

วัดเหนือหรือวัดเทวสังฆาราม เป็นวัดที่ร่มรื่น ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย พระสงฆ์ในวัดก็ล้วนเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ ถึงขนาดสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านทรงกล่าวชื่นชมครั้งที่เสด็จฯทอดพระเนตรวัดเหนือแห่งนี้ ท่านมีพระดำรัสว่า "อยากเห็นพระดีให้มาดูที่วัดเหนือ" อีกทั้ง "หลวงพ่อดี" เจ้าอาวาสวัด ท่านก็เป็นพระอาจารย์ผู้มีเมตตา มีบทบาทสำคัญ ชี้แนะ "สามเณรเจริญ" ให้เห็นความงามในรสพระธรรม ชีวิตบนเส้นทางธรรมจึงเริ่มต้นแต่นั้นมา

ด้วยความขยันหมั่นเพียร ความตั้งใจใฝ่เรียนรู้ของสามเณรเจริญ ทำให้หลวงพ่อดีท่านเห็นแวว จึงให้สามเณรเจริญเรียนรู้ภาษาบาลี ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญอันจะนำไปสู่ความแตกฉานในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งสามเณรเจริญก็ยินดี แต่เนื่องจากที่จังหวัดกาญจนบุรีสมัยนั้นจะหาครูบาอาจารย์ผู้มีความรู้ด้านภาษาบาลียาก ดังนั้น วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2470 หลวงพ่อดีจึงพาสามเณรเจริญนั่งรถไฟมุ่งสู่วัดเสนหา อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นวัดที่มีความพร้อมในการเรียนการสอนบาลีไวยากรณ์ หลวงพ่อดีได้ฝากฝังลูกศิษย์ไว้กับพระครูสังวรวินัย (อาจ ชุตินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดเสนหา แล้วท่านก็เดินทางกลับวัดเหนือ ด้วยความอิ่มเอมใจ และความหวังว่าเมื่อถึงเวลาที่ศึกษาเล่าเรียนสำเร็จ ลูกศิษย์ผู้นี้จะนำความรู้ที่ได้กลับมาสอนพระภิกษุและสามเณรที่วัดบ้านเกิด ซึ่งหลวงพ่อดีท่านตั้งใจจะสร้างโรงเรียนไว้คอยท่า

2 ปีต่อมา (พ.ศ.2472) พระครูสังวรวินัย เจ้าอาวาสวัดเสนหาได้มรณภาพลง ในงานพระราชทานเพลิงศพครั้งนั้น เป็นโอกาสให้หลวงพ่อดีได้นำสามเณรเจริญขึ้นเฝ้าถวายตัวต่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อให้อยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักวัดบวรนิเวศวิหาร ดังนั้น 9 มิถุนายน พ.ศ.2472 สามเณรเจริญจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มุ่งสู่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมในวัดอันเป็นต้นกำเนิดแห่งธรรมเนียมประเพณีและแบบแผนต่างๆของคณะธรรมยุต วัดอันเป็นที่ตั้งของสถานศึกษาพระพุทธศาสนาของภิกษุสามเณรแห่งแรกของไทยอย่าง "มหามกุฏราชวิทยาลัย" (ปัจจุบันเป็น "มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย") เป็นวัดที่ได้ชื่อว่ามีระเบียบการสอนที่เข้มงวด ผู้ที่เรียนจบหลักสูตรมานั้นนอกจากจะเป็นสมณะผู้มีวัตรปฏิบัติอันน่าศรัทธาแล้ว ยังเป็นผู้ที่มีความรู้ทางธรรมแตกฉานทั้งสิ้น

เมื่อเข้ามาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร นักสามเณรเจริญก็ได้รับพระราชทานนามฉายาจากสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ว่า "สุวฑฺฒโน" ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้เจริญดี" และในปี 2474 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีการพระราชทานผ้าไตรแด่พระภิกษุสามเณรเปรียญทั้งวัด ก็ปรากฏว่าสามเณรเปรียญที่ได้เข้ารับพระราชทานผ้าไตรจากพระหัตถ์นั้นมีเพียงรูปเดียว คือสามเณรเจริญ สุวฑฒโน

ในร่มธรรมแห่งวัดบวรนิเวศวิหารนี้บ่มเพาะให้สามเณรเจริญมีความเจริญก้าวหน้าในการศึกษา สอบได้นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรมเลื่อนไปโดยลำดับจนล่วงเข้าปี 2476 สามเณรเจริญจึงเดินทางกลับบ้านเกิด จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว ต้องเข้าอุปสมทบสู่เพศสมณะโดยสมบูรณ์ และยังมีจุดประสงค์สำคัญคือปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับหลวงพ่อดีนั่นเอง หลังจากอุปสมบทแล้ว ภิกษุเจริญได้อยู่จำพรรษาที่วัดเหนือเป็นเวลา 1 พรรษา ตลอด 1 พรรษานั้น ท่านทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมให้แก่ภิกษุสามเณรที่โรงเรียนเทวานุกูลอย่างเต็มกำลัง สมดังความมุ่งหมายของหลวงพ่อดี จนกระทั่งออกพรรษาจึงกลับมาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารตามเดิม เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อ และได้อุปสมบทซ้ำเป็นธรรมยุตอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2476 โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น สุจิตฺโต ป.ธ.7) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพเมธี (จู อิสฺสรญาโณ ป.ธ.7) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ แม้จะกลับมาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารแล้ว ภิกษุเจริญก็ยังแวะเวียนไปช่วยสอนพระปริยัติธรรมที่วัดเหนือเช่นเดิมเป็นเวลากว่า 2 ปี ขณะที่การศึกษาพระปริยัติธรรมของท่าน ก็ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จด้วยดี กระทั่ง พ.ศ.2484 สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เป็น "พระมหาเปรียญ" นามว่า "พระมหาเจริญ สุวฑฺฒโน"

วัดบวรนิเวศวิหารนี้ เป็นวัดต้นแบบของคณะธรรมยุต จึงมีธรรมเนียมของคณะสงฆ์ธรรมยุตที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องมาคือในเวลาพรรษาก็ต้องหมั่นศึกษาเล่าเรียนในตำรา แต่เมื่อออกพรรษาก็ต้องออกจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขาอันวิเวกเพื่อบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสมถะและวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งในธรรมและกำจัดกิเลสออกจากใจ ครั้งหนึ่งช่วงที่พระมหาเจริญมุ่งมั่นอยู่กับการศึกษาเปรียญธรรมและเรียนรู้ภาษาต่างประเทศในหลายๆภาษาอยู่นั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าและรับสั่งเตือนสติท่านว่า

"กำลังเรียนใหญ่หรืออย่าบ้าเรียนนัก หัดทำกรรมฐานเสียบ้าง" ซึ่งพระมหาเจริญท่านก็น้อมรับปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ โดยยึดปฏิบัติตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า "แม้จะอยู่ในบ้านในเมือง ก็ให้ทำสัญญาคือทำความรู้สึกกำหนดหมายในใจว่า อยู่ในป่า อยู่ในที่ว่าง อยู่ในที่สงบ ก็สามารถทำจิตใจให้ว่าง ให้สงบได้" พระมหาเจริญได้นำพระโอวาทนี่มาเป็นแนวทางและหาโอกาสออกธุดงค์ไปพักยังสำนักวัดป่าในภาคอีสาน เพื่อปลีกวิเวกและกราบครูบาอาจารย์ผู้ทรงศีลทุกครั้งที่มีโอกาส

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า