ในกรงแก้ว

หนังสือคือแสงจันทร์

ในกรงแก้ว​ ซิลเวีย แพลท เขียน เจนจิรา เสรีโยธิน แปล

ฉันยังอยู่ ฉันยังอยู่ ฉันยังอยู่

ซิลเวียฆ่าตัวตายด้วยแก๊สในห้องครัว จบชีวิตลงด้วยวัยสามสิบเอ็ดปี

"ในกรงแก้ว" ซิลเวีย แพลท เขียน เจนจิรา เสรีโยธิน แปล สำนักพิมพ์อิมเมจ พิมพ์ครั้งแรกตุลาคม พ.ศ.2546

ซิลเวีย แพลท เป็นนักเขียนคนสำคัญของอเมริกา ผู้ที่หลงใหลตัวอักษรจะรู้จักชื่อเธอในฐานะกวีมากกว่านักเขียน เธอเกิดเมื่อปี พ.ศ.2475 ที่รัฐแมสซาซูเซตส์ บิดาเป็นศาสตราจารย์ภาษาเยอรมัน มารดาเป็นครูโรงเรียนมัธยม เมื่อซิลเวียอายุ 8 ขวบพ่อของเธอเสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งให้กับชีวิตซิลเวีย ซิลเวียสนใจการเขียนและศิลปะมาตั้งแต่เด็ก พิมพ์กลอนบทแรกเมื่ออายุ 8 ขวบ

"ซิลเวีย แพลท มีผลการเรียนยอดเยี่ยมมาตลอด โตขึ้นเธอได้รับทุนหารศึกษาของสมิท คอลเลจ ด้วยผลงานบทกวีและเรื่องแต่งที่ได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง ซิลเวียได้รับเลือกเป็นบรรณาธิการรับเชิญของนิตยสาร มาดมัวแซลล์ ในนิวยอร์กหนึ่งเดือน ร่วมกับเด็กสาวจากทั่วประเทศ

"ภายนอกเธอดูคล้ายเด็กสาวประสบความสำเร็จในทุกๆด้าน ทว่าซิลเวียกลับเคี่ยวเข็ญตัวเอง และมีชีวิตอยู่ด้วยความเกรงว่าทุกคนจะรู้ถึงความทุกข์ระทมซึ่งเธอปกปิดไว้ ระหว่างเรียนปีหนึ่งที่สมิท ซิลเวียเริ่มมีอาการซึมเศร้าอันเป็นกรรมพันธุ์ ทางฝ่ายพ่อ จนต้องเข้าทำการรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้า ปี 1953 ซิลเวียพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยานอนหลับเกินขนาด"

หนังสือ ในกรงแก้ว คือเรื่องราวชีวิต ความคิดและจิตใจเบื้องลึกของเด็กสาวอ่อนไหว ทั้งมีความเฉลียวฉลาดลึกซึ้ง เธอแปลกแยกและคิดมากจนทำให้ตนเองปวดร้าว เห็นโลกและชีวิตเป็นสิ่งไร้สาระ ซึ่งยากที่ใครจะเข้าใจ เอสเทอร์ กรีนวูดในเรื่องก็คือตัวของซิลเวีย แพลท เอง เธอเขียนหนังสือเล่มนี้ถึงชีวิตช่วงวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความทุกข์ในใจ คำนำสำนักพิมพ์บอกว่า

"The Bell Jar หรือ ในกรงแก้ว เล่มนี้เป็นทั้งตำนานและปรากฏการณ์ของวรรณกรรมสมัยใหม่

เพราะเป็นนวนิยายเรื่องแรกๆที่กล้าตีแผ่ความรู้สึกของหญิงสาวอย่างตรงไปตรงมา แสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองของวัยรุ่นผู้เปล่งประกายความสามารถและพรสวรรค์

"ในกรงแก้ว ยังถ่ายทอดความสับสนเจ็บปวดของหญิงสาวผู้ปฏิเสธข้อเรียกร้องของสังคมได้มีชีวิตชีวาเปี่ยมพลัง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามทั้งความสดใสแห่งวัย จนถึงความอึดอัดหม่นหมองที่นางเอกของเรื่องคือ เอสเทอร์ กรีนวูดประสบ เพียงเพราะเธอคิดไม่เหมือนคนอื่น เธอจึงต้องขังความปรารถนาอันแท้จริงของตัวเองไว้ในใจ เสมือนติดกับอยู่ในกรงแก้ว จะสลัดทิ้งตัวตนแล้วมีชีวิตเป็นสุขเฉกเช่นคนอื่นก็ทำไม่ได้ ครั้นจะให้คนข้างนอกเข้าถึงโลกภายในของเธอก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน"

ในที่สุดเธอต้องกลายเป็นบ้า

โศกนาฏกรรมของ เอสเทอร์ กรีนวูด นางเอกในกรงแก้วเหมือนกับชีวิตจริงของ ซิลเวีย แพลท เด็กสาวตกอยู่ในความทุกข์เศร้าบ่อยครั้ง เธอพยายามจัดสรรชีวิต แต่ความฉลาดที่มากเกินไปมีอำนาจเหนือเธอ มันสร้างปีกขึ้นมามากมายตลอดเวลา แล้วบินตวัดกระจัดกระจายในอากาศ ในที่สุดเธอก็ไม่สามารถควบคุมมันได้

ทั้งยังเธอทอดสมอความขมขื่นโศกเศร้าไว้ตั้งแต่วันที่พ่อตาย เมื่อเธออายุแปดขวบ และเธอก็ไม่ถอนสมอออกจากหลุมศพของพ่ออีกเลย กลับถ่วงรั้งให้มันหนักอึ้ง อัจฉริยะแห่งตัวอักษรที่น่าสงสาร ถ้อยคำทั้งปวงของเธอสวยงามและมีอำนาจ

ในกรงแก้ว นวนิยายเรื่องแรกและเรื่องสุดท้ายในชีวิตของซิลเวีย แพลท

เอสเทอร์ กรีนวูด เด็กสาววัยสิบเก้า สวย ฉลาดเฉลียว มีความสามารถทุกด้าน ในฤดูร้อนหนึ่งเธอกับเด็กสาวอื่นๆอีกสิบเอ็ดคนได้รับคัดเลือกไปฝึกงานเป็นบรรณาธิการฝึกหัดของหนังสือระดับประเทศในนิวยอร์ก เมืองในฝันของใครต่อใคร ซิลเวีย แพลท เป็นกวี ภาษาในหนังสือจึงมีสัญลักษณ์ และอุปมา แทนการอธิบายเรื่องราวและความรู้สึกต่างๆได้อย่างลึกซึ้งและแจ่มชัด

"นิวยอร์กเองก็แย่เกินทนอยู่แล้ว ตอนเก้าโมงเช้า ความฉ่ำชื่นเฉกชนบทจอมปลอมซึ่งไหลซึมออกมายามราตรี จะระเหยหายไปราวกับช่วงสุดท้ายของฝันหวานในค่ำคืน ถนนสีเทาหม่นราวภาพลวงตาในก้นเหวหินแกรนิต ร้อนระอุเต้นระริกภายใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้า หลังคารถร้อนฉ่า เปล่งประกายสะท้อนแสง ผงฝุ่นแห้งผากปลิวเข้าตาและปากลงในคอ"

หน้าแรกในเรื่องพูดถึง บรรยากาศของเมืองนิวยอร์กกับการประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า และสิ่งหนึ่งที่แตะใจฉันก็คือ เด็กสาวทั้งสิบสองคนถูกคัดเลือกจากการเขียนเรียงความ เรื่องสั้น บทกวีและคำโปรยปกหน้าแฟชั่น เรื่องในกรงแก้วนี้ ซิลเวีย แพลท เขียนมาไม่ต่ำกว่าสามสิบปีนับจากวันนี้ และการใช้งานเขียนเป็นตัวตัดสินเพื่อคัดเลือกให้มาฝึกงานในนิตยสารชื่อดังตามความสามารถและความสนใจของแต่ละคนนั้น ยากที่จะเห็นในประเทศของเรา ความสามารถในการเขียนและใช้ถ้อยคำได้อย่างชาญฉลาด จนปัจจุบันก็ยังไม่มีการส่งเสริมสนับสนุนและเอาใจใส่ ทั้งๆที่ตัวหนังสือถูกทำลายลงทุกๆวันในสังคมเทคโนโลยี

ถ้อยคำคือตัวแทนของความคิด หากมันยังเป็นเพียงสิ่งสะเปะสะปะ และไม่สามารถใช้สื่อความนึกคิดให้ชัดเจน สร้างสรรค์ให้สละสลวยได้ ตัวหนังสือก็อาจเป็นเพียงถ้อยคำขยะ จะไม่สามารถสร้างสรรค์สังคมได้เลย

ในนิวยอร์ก เด็กสาวทั้งสิบสองคนพักอยู่ในโรงแรมหญิงล้วน พบปะผู้คนและใช้ชีวิตอย่างที่เด็กวัยสาวทั่วๆไปปรารถนา ทว่า เอสเทอร์ กรีนวูด เธอไม่เหมือนเด็กสาวคนไหน เธอเฉลียวฉลาด ช่างคิด...อ่อนไหวเปราะบางเป็นพิเศษ จึงเห็นและคิดต่างไปจากคนอื่นๆ ทั้งยังเห็นในสิ่งที่เด็กสาวคนอื่นไม่เห็น ความนึกคิดของเธอเหมือนสายหมอกที่ไหลเรื่อยไปสัมผัสสิ่งใดก็ได้ ทั้งยังซอนแทรกเข้าไปซึมซาบเนื้อวัตถุนั้นๆ

"ทว่าฉันไม่ได้เข้าครอง ไม่ได้ควบคุมอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งตัวเอง ฉันแค่ถูกกระแทกจากโรงแรมไปทำงาน จากนั้นถูกกระแทกไปงานเลี้ยงต่อ จากงานเลี้ยงกลับโรงแรม รุ่งขึ้นออกไปทำงานไม่ต่างจากรถรางเอ๋อๆขบวนหนึ่ง ฉันยังคิดอยู่ว่าตัวเองควรตื่นเต้นเช่นเด็กสาวคนอื่นในกลุ่ม แต่ฉันบังคับตัวเองให้กรี๊ดกร๊าดสนุกเช่นนั้นไม่ได้ ฉันรู้สึกนิ่งและว่างเปล่าเหลือเกิน คงคล้ายบรรยากาศในใจกลางพายุทอร์นาโดที่เคลื่อนตัวไปมาอย่างเซื่องซึมท่ามกลางความวุ่นวายรอบกายกระมัง"

"ฉันเห็นชีวิตตัวเองแผ่กิ่งก้านออกต่อหน้าต่อตาประหนึ่งต้นมะเดื่อสีเขียวในเรื่องสั้น อนาคตแจ่มจรัสติดอยู่บนปลายทุกกิ่ง โบกมือให้และกวักให้ฉันเข้าไปหา ยั่วยวนดึงดูดดุจผลมะเดื่อสีม่วงแดงลูกใหญ่

มะเดื่อลูกหนึ่งเป็นสามี ครอบครัวอบอุ่นและลูกๆน่ารัก อีกลูกหนึ่งเป็นกวีชื่อก้อง อีกลูกเป็นศาสตราจารย์ผู้ปราดเปรื่อง อีกลูกเป็น อี.จี. บรรณาธิการผู้เปี่ยมความสามารถน่าทึ่ง ลูกโน้นเป็นยุโรป แอฟริกา และอเมริกาใต้....

"ฉันเห็นตัวเองนั่งอยู่บนค่าคบของมะเดื่อต้นนั้น กำลังหิวโหยตาลายเพราะตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะเลือกกินลูกไหน ด้วยอยากจะลิ้มลองไปเสียทุกลูก แต่การเลือกเอาลูกใดลูกหนึ่งย่อมหมายความว่าต้องทิ้งลูกที่เหลือไป ขณะฉันนั่งลังเลอยู่นั้น ลูกมะเดื่อก็เริ่มเหี่ยวแห้งดำคล้ำ ร่วงหล่นลงพื้นเบื้องล่างลูกแล้วลูกเล่า"

"ฝนตกทุกครั้ง ดูราวกับแผลเก่าที่เคยขาหักจะรู้สึกตัว สิ่งที่มันรู้สึกคือความเจ็บปวด"

นี่คือความน่าสงสาร อ่านๆไปจะสัมผัสและรับรู้ถึงความรู้สึกอ่อนไหวเปราะบางของเอสเทอร์ กรีนวูด แม้ว่าเธอจะพยายามต่างๆนานาที่จะสลัดความคิดซึ่งมีอยู่มากมายในหัว แต่ในที่สุดแล้วเจ้าความคิดนานานั้นก็หลอมละลายกลายเป็นครอบแก้ว อาจจะเพื่อปกป้องตนเองจากความคิด หรืออาจจะเพื่อกักขังให้ตนเองโดดเดี่ยว และเคี่ยวกรำความโดดเดี่ยวนั้นให้กลายเป็นพลังอันเข้มแข็ง ความเศร้าโศก ว่ายเวียนอยู่กลางมหาสมุทรน้ำตา ล้วนยากที่คนธรรมดาจะเข้าถึงได้

ก่อนลาจากนิวยอร์ก ในเวลารุ่งสาง เอสเทอร์ กรีนวูดหญิงสาวเพียรค้นหาโลกของเธอ ย่องขึ้นไปบนสวนดาดฟ้าโรงแรม ปีนขึ้นไปยืนบนรั้ว แล้วแกะห่อผ้าที่ถือขึ้นมา

"ลมแรงพัดเส้นผมให้ตั้งชัน เบื้องล่างใต้เท้าฉัน เมืองใหญ่ยังฉายแสงไฟทั้งยังอยู่ในนิทรารมณ์ ตึกรามเป็นสีดำราวกับงานศพ

"นี่คืนสุดท้ายแล้ว

"ฉันเริมแกะห่อผ้าที่เอาขึ้นมา คว้าได้กระโปรงชั้นในผ้ายืดไร้สายซึ่งยานเพราะใส่มานาน ฉันโบกมันประหนึ่งโบกธงหย่าศึก หนึ่งครั้ง สองครั้ง...สายลมพัดโบกผ้า แล้วฉันก็ปล่อยมือ ผืนผ้าสีขาวลอยล่องไปในกระแสราตรีและเริ่มลอยต่ำลงช้าๆ อยากรู้จริงว่ามันจะไปตกลงบนถนนสายไหน หลังคาบ้านใครหนอ"

ความคิดคล้ายแสงแดดวิบวับในแดดจ้าสีขาว หากเราไม่มั่นคงพอ มันก็จะทำให้นัยน์ตาพร่ามัว

หนึ่งเดือนในนิวยอร์กผ่านไป เมื่อกลับถึงบ้าน เอสเทอร์ กรีนวูดทราบว่าวิทยาลัยตอบปฏิเสธวิชาเขียนสร้างสรรค์ที่เธอสมัครเรียนไว้ และเธอเริ่มรู้สึกว่า จะต้องไม่ให้ใครเห็นหน้าเป็นอันขาด เธอตั้งใจเขียนนวนิยายแต่ไม่สำเร็จ หลังจากนั้น ก็ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากแกะตัวอักษรความคิดของตัวเอง คิดมากจนตาค้างนอนไม่หลับ เธอปฏิเสธตัวเอง เฉยชากับทุกสิ่ง ไม่อาบน้ำ ไม่สระผม และไม่นอน เธอไม่นอนติดต่อกันเป็นเวลานับเดือน

ครึ่งหลังของหนังสือทำให้ความสงสารท่วมท้นหัวใจคนอ่านเหมือนกัน ชายฝั่งชีวิตของเอสเทอร์ กรีนวูดถูกความเศร้าสร้อย หม่นหมองซาดซัดตลอดเวลา เธอพยายามยามหาหนทางแต่หนทางนั้นกลับกลายเป็นครอบแก้วบาง ซึ่งปกป้องเธอจากโลกภายนอก...ในเวลาเดียวกันก็กักขังเธอไว้ วันดีคืนดียอมให้อากาศสดชื่นปลอดโปร่งโชยพัดผ่านมา แต่โดยมากแล้วเธอถูกขังอยู่ในกรงแก้วมากกว่า

ประโยคที่ว่า ฉันยังอยู่ ฉันยังอยู่ ฉันยังอยู่ คือความพยายามปลอบประโลมตนเอง ทว่า...ดู

เหมือนจะไร้ความหมาย ถ้อยคำนี้ไม่ได้ทำให้เธอหลุดพ้นออกจากครอบแก้วได้

"ฉันเห็นช่วงชีวิตของตัวเองเรียงขนานไปตามถนนคล้ายเสาโทรศัพท์ เชื่อมโยงกันด้วยเส้นลวด ฉันลองนับ หนึ่ง สอง สาม...สิบเก้าต้น แล้วอยู่ดีๆเส้นลวดก็ห้อยคว้างกลางความว่างเปล่า ฉันพยายามค้นหา แต่ไม่เจอเสาถัดจากต้นที่สิบเก้าเลย"

"ฉันคิดว่าสิ่งงดงามที่สุดในโลกคงจะเป็นเงาสลัว หลายล้านรูปร่างที่เคลื่อนไหวในอุโมงค์แห่งเงาสลัว มีเงาปรากฏอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ทั้งในลิ้นชักโต๊ะ ตู้เสื้อผ้าและกระเป๋าเดินทาง เงาใต้พื้นบ้าน ใต้ต้นไม้ ก้อนหิน เงาเบื้องหลังสายตาและรอยยิ้มของผู้คน เงาทอดยาวไกลหลายๆไมล์ในด้านมืดมิดของโลก"

เอสเทอร์ กรีนวูด เดียวดาย ซึมเศร้าแยกตัว ในหัวมีเฉพาะความคิดที่ทำให้ตนเองเหี่ยวเฉา เธอหนีออกจากบ้านไปยังบ้านเก่าที่ร่างของพ่อถูกกลบฝังอยู่ เธอหมกมุ่นเรื่องคิดฆ่าตัวตาย และพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง กระทั่งครั้งหลังสุดเธอลงไปนอนในโพรงห้องใต้ดิน กินยานอนหลับเกินขนาดเพื่อฆ่าความไร้สาระ ทำลายชีวิต โดยแกล้งเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้แม่เห็นว่าเธอออกไปเดินเล่น หลังจากตามหาตลอดหลายวัน หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป แม่ลงไปห้องใต้ดินเพื่อซักผ้า แล้วได้ยินเสียงครางแผ่วๆ ดังจากโพรงซึ่งทิ้งร้างไม่ได้ใช้

ต่อจากนั้นเธอรักษาอาการจิตซึมเศร้าอยู่ในโรงพยาบาลนานหลายเดือน จนกระทั่งปกติจึงได้ออกมาเรียนต่อ ในชีวิตจริงหลังเรียนจบ ซิลเวีย แพลท ได้รับทุนฟุลไบรต์ให้ไปเรียนที่นิวน์แฮม คอลเลจ เคมบริดจ์ เธอพบกับกวีหนุ่มเท็ด ฮิว และแต่งงานกับเขาด้วยความมั่นใจว่าจะมีชีวิตเปี่ยมสุข ทั้งคู่มีลูกสองคน ทว่าชีวิตยังโศกเศร้า ด้วยความเครียด สภาพอารมณ์ที่ไม่มั่นคง และการเห็นเท็ด ฮิวมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น

ซิลเวีย แพลท ฆ่าตัวตายด้วยแก๊สในห้องครัว จบชีวิตในวัยสามสิบเอ็ดปีทั้งที่ยังสามารถเก็บเกี่ยวความหอมหวานในชีวิตได้อีกมาก แสนเสียดายอัจฉริยะทางตัวอักษร...หน้าหนังสือของเธอปิดเล่มเร็วเกินไป

ในกรงแก้ว มีแสงสว่างที่ฉายทาบทามายังชีวิตเราทุกคน ไม่มีผู้ใดหยิบความโดดเดี่ยวให้พ้นออกจากชีวิตได้ จงเรียนรู้และใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความหมาย เพราะ เมื่อเราจากไปคุณค่างดงามนั้นเองที่จะยังหลงเหลืออยู่