นอนกินลมชมอินทนนท์

วิถีไทย

ย้อนหลังไปในปี พ.ศ.2430-2435 คณะสำรวจนำโดยเจม แมคคาร์ธี ค้นพบว่า ดอยที่ชาวล้านนาเวลานั้นเรียกว่า ดอยอังคะ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุด และเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าหลวงเชียงใหม่ในสมัยนั้นคือ เจ้าอินทวิชยานนท์ จึงตั้งชื่อตามนามของพระองค์ ปรากฏชื่อ ดอยอินทนนท์ในแผนที่เป็นครั้งแรกราวปี พ.ศ.2433 แต่บางตำราบอกว่าชื่อเดิมของ ดอยอินทนนท์ คือ ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา หมายถึงภูเขาขนาดใหญ่ ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ทรงหวงแหนป่าไม้มากและเคยเสด็จมาสำรวจดอยหลวงด้วย รับสั่งว่าหากถึงแก่พิราลัยให้นำพระอัฐิมาไว้ ณ ที่แห่งนี้

หลังจากพระองค์ถึงแก่พิราลัย พระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระราชธิดา จึงทรงอัญเชิญพระอัฐิของพระบิดามาไว้ โปรดให้สร้างพระอัฐิเจดีย์ขึ้นโดยใช้ก้อนหินก้อนใหญ่ก่อขึ้นมาเป็นรูปเจดีย์แล้วบรรจุพระอัฐิของพระบิดาส่วนหนึ่งประดิษฐานไว้ ทุกวันที่ 23 พฤศจิกายน จะมีพิธีไหว้สาพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เพื่อรำลึกถึงพระองค์ เนื่องจากมีการสำรวจพบว่าป่าดอยอินทนนท์ อุดมสมบูรณ์มาก เป็นทั้งต้นน้ำลำธาร มีทิวทัศน์และเอกลักษณ์ทางสภาพธรรมชาติสวยงาม และเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด เหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรจึงประกาศให้ที่ดินป่าอินทนนท์รวม 168,750 ไร่ เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 6 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2515 และต่อมาวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินดอยขุนกลาง อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้พิจารณาขยายอาณาเขตอุทยานออกไปครอบคลุมถึงพื้นที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารด้วย อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ในปี พ.ศ.2521 จึงมีพื้นที่ครอบคลุมเป็น 301,500 ไร่

ด้วยความที่เป็นภูเขาสูง อากาศบนดอยอินทนนท์จึงหนาวเย็นตลอดปี ความชื้นสูงมาก ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส และมักจะมี เหมยขาบ หรือ แม่คะนิ้ง เห็นเป็นเกล็ดน้ำแข็งจับอยู่ตามยอดหญ้า แม้แต่ในฤดูร้อนบนดอยอินทนนท์ก็ยังคงหนาวเย็น นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยังเป็นที่อยู่อาศัยของพรรณพืชและสัตว์เขตกึ่งร้อนและเขตอบอุ่นทั้งที่หายากและมีอยู่เฉพาะถิ่น เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่ปิง และยังก่อกำเนิดแม่น้ำลำธารหลายสาย รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงอินทนนท์ หนึ่งในโครงการหลวงอันเกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปบนดอยสูงสุดเสียดฟ้าแห่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นเส้นทางยากจะไปถึง เปิดดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 จนถึงปัจจุบัน ปฏิบัติภารกิจด้านวิจัย ค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรชาวเขาทดแทนการปลูกฝิ่นบนพื้นที่ 200 ไร่ และได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ในฐานะแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ อาทิ เส้นทางเดินเท้า น้ำตกสิริภูมิ ซึ่งเป็นนามพระราชทานเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดระยะทาง 680 เมตรที่รายล้อมด้วยสวนหย่อมและไม้ดอกไม้ประดับจากสวนหลวงสิริภูมิ สองข้างทางชื่นชมกับแปลงไม้ดอกและผลไม้เมืองหนาว กิจกรรมดูนก ดูดาว การศึกษาระบบนิเวศวิทยา และการเข้าค่ายสิ่งแวดล้อมของนักเรียน

เนื่องจากประกอบด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อนลดหลั่นกันตามลำดับขั้น จึงทำให้มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งด้านพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ โดยเฉพาะนกนานาชนิดทั้งนกประจำถิ่นและนกที่อพยพในช่วงฤดูหนาว ทำให้เป็นแหล่งดูและศึกษานกที่เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักดูนกทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของสหกรณ์บริการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บ้านแม่กลางหลวง ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ที่ผ่านมาสถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ยังเป็นแหล่งสำคัญในการนำเข้าพันธุ์พืชจากต่างประเทศมาวิจัยและทดลองปลูกเพื่อหาสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเอง เพื่อลดการนำเข้าพันธุ์ไม้จากต่างประเทศที่มีราคาแพง ลดการขาดดุลการค้าไปได้มาก ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าเราประสบความสำเร็จในการปลูกพืชผักเมืองหนาวจากต่างประเทศได้เป็นอันมาก อาทิ ผักกาดหวาน กะหล่ำปลีรูปหัวใจ คะน้ายอดดอยคำ มะเขือเทศดอยคำ เซเลอรี่ พาร์สเลย์ เฟนเนล ถั่วแขก ถั่วหวาน พริกหวาน มะเขือเทศเชอรี่ ซึ่งผู้มาเยี่ยมชมสามารถซื้อติดไม้ติดมือกลับไปรับประทานได้ แต่ที่นักท่องเที่ยวพากันติดอกติดใจเห็นจะเป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพของร้านอาหารอินทนนท์ เพราะทั้งสดใหม่และรสชาติอร่อยถึงใจ เรียกน้ำย่อยปล่อยน้ำลายสอได้ทุกมื้อ ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้มชาวดอยร้อนๆที่ทำให้อากาศหนาวยะเยือกในช่วงเช้าอุ่นขึ้นมาได้พอแรง ส่วนมื้อกลางวันพลาดไม่ได้กับปลาเรนโบว์เทร้าท์นึ่งมะนาว ยำโครงการหลวง ตุ๋นเยื่อไผ่โสมตังกุย ผัดเห็ดหอมสด และสุดยอดอาหารอร่อยบนดอย ปลาสะเตอเจี้ยนย่างซอสซัลซ่า-สลัดเลมอน เส้นทางขึ้นสู่ดอยอินทนนท์ในยุคนี้แม้จะสะดวกสบายกว่าเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนชาวเขา พระราชทานโครงการหลวงเพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำไร่เลื่อนลอยและปลูกพืชเสพติดมาเป็นปลูกไม้เมืองหนาว เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ใช้เวลากว่าหลายสิบปี

แต่ก็ใช่จะเดินทางโดยง่ายจึง มีคำแนะสำหรับผู้ที่จะขึ้นดอยว่า ขอให้ตรวจสภาพรถและเบรค น้ำมัน หม้อน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งาน การขึ้นดอยต้องใช้เกียร์ต่ำเพราะทางชันมากและลากยาว ถ้าน้ำมันไม่พออาจหมดกลางทางได้ ส่วนรถบัสขนาดใหญ่ไม่สามารถขับขึ้นได้ ผู้ที่จะท่องเที่ยวในหน้าเทศกาลขอบอก รถติดมาก บางครั้งที่จอดเต็มจะต้องจอดข้างทางซึ่งลาดชัน รถอาจลื่นไหล เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ สำหรับผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันหรือระบบทางเดินหายใจ ควรนำยาติดตัวมาด้วย และขณะเที่ยวชมตั้งแต่บริเวณด่านที่ 2 กิโลเมตรที่ 38 ขึ้นมาไม่ควรเดินเร็ว เพราะจะทำให้เหนื่อยง่าย ควรเดินช้าๆถ้าเหนื่อยให้หยุดเดินก่อนแล้วหายใจยาวๆ อย่าฝืนไปต่อเพราะจะทำให้เกิดอาการช้อคได้ การเจ็บป่วยกะทันหันสามารถขอเข้ารับการตรวจรักษาเบื้องต้นได้ที่ หมวดแพทย์ ศูนย์ควบคุมและรายงานดอยอินทนนท์ เป็นกิจกรรมดีดีที่ชมรมนักเขียนและผู้จัดทำหนังสือวิทยาศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์จัดขึ้นในงาน วิทยาศาสตร์สัญจร ปีละครั้ง คราวนี้พาผู้สนใจไปปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไทยในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุลภายใต้ชื่อ ทริปต์ "ชมมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติราชพฤกษ์ ชิมปลาเรนโบว์เทร้าท์เคล้าลมหนาว ที่สถานีวิจัยเกษตรหลวงฯ ชวนขึ้นดอยอินทนนท์ เท้าเหยียบเมฆ ตาส่องกล้อง มองดูดาว"

ได้ลิ้มลองครบทุกรสชาติ พอจะกลับมายืนสู้โลกกันต่อได้อย่างเต็มเปี่ยมพลัง