ด้วยรักจากวันนั้น ถึงวันนี้ "เศรษฐา ศิระฉายา"

นักร้อง นักแสดง พิธีกรที่ยืนหยัดมา ๕๐ ปีในวงการบันเทิงโดยไม่มีข่าวเสียหาย
สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

"มองซิมองทะเล เห็นลมคลื่นเห่จูบหิน

บางครั้งมันบ้าบิ่นกระแทกหินดัง ครืน ครืน

ทะเลไม่เคยหลับใหลใครตอบได้ไหม ไฉนจึงตื่น

บางครั้งยังสะอื้นทะเลมันตื่นร่ำไป..."

หลายคนคงเคยได้ยินเพลงนี้ "ทะเลไม่เคยหลับ" ของวงดิอิมพอสซิเบิ้ล ขับร้องโดย เศรษฐา ศิระฉายา 

ย้อนหลังกลับไปประมาณสี่สิบกว่าปี วงการเพลงไทยมีกระแสสายธารหลักอยู่ ๓ สาย คือ ลูกทุ่ง ลูกกรุง และเพลงไทยสากลบิ๊กแบนด์แบบสุนทราภรณ์ได้ถูกกระแสธารร็อคแอนด์โรลล์ นำโดย เอลวิส เพรสลี่ย์ 

คลิฟฟ์ ริชาร์ด (เดอะ ชาโดว์) และสี่เต่าทอง "เดอะบีทเทิ้ล" ที่โด่งดังทรงอิทธิพลไปทั่วโลก เดินทางข้ามทวีปเข้ามาสร้างกระแสใหม่ ก่อเกิดเป็นดนตรีไทยสากลแนว "สตริงคอมโบ" ที่เน้นความเป็นตะวันตกมากขึ้น

จากนั้นในปี ๒๕๑๒ สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดประกวดวงสตริงคอมโบชิงถ้วยพระราชทานขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย การประกวดครั้งนั้น ผลปรากฏว่าวง "ดิอิมพอสซิเบิ้ล" ที่ พกพาฝีมือยอดเยี่ยมมาพร้อมกับทีมเวิร์คอันแน่นปึ้ก สามารถคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานวงสตริงคอมโบ (ประเภทดนตรีอาชีพ) ครั้งแรกในประเทศไทยมาครองได้อย่างไร้ข้อกังขา รวมถึงอีก ๒ ครั้งในปีถัดไปคือ ๒๕๑๓ และ ๒๕๑๕ (ปี ๒๕๑๔ งดประกวดเพราะบ้านเราเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้น) นับเป็นวงดนตรีไทยวงแรกที่คว้าแชมป์วงสตริงฯมาครอง ๓ สมัยติด จนสมาคมดนตรีฯยกถ้วยพระราชทานให้เป็นกรรมสิทธิ์ไว้ในครอบครอง

ดิอิมพอสซิเบิ้ล หรือชื่อเรียกสั้นๆว่าดิอิม มีสมาชิกรุ่นแรกประกอบด้วย วินัย พันธุรักษ์  อนุสรณ์ พัฒนกุล  สุเมธ แมนสรวง  พิชัย ทองเนียม และมี เศรษฐา ศิระฉายา เป็นนักร้องนำ

กล่าวได้ว่าในตำนานวงการเพลงไทย "ดิอิมพอสซิเบิ้ล" ได้บรรเลงความทรงจำดีๆไว้มากมายกลางดวงใจนักฟัง ไม่ต่างกันกับฝั่งโลกการแสดงที่นักร้องนำประจำวงดังกล่าวได้ขีดเขียน บอกเล่าเรื่องราวความสุข ความประทับใจให้กับผู้ชมมาหลายสิบปี ด้วย "ศรัทธา" มิเคยจางที่มีจากวันนั้น จนถึงวันนี้

แน่นอนว่าเขาคือผู้ชายที่ชื่อ เศรษฐา ศิระฉายา สุภาพบุรุษผู้ซึ่งพิสูจน์ฝีมือมาแล้วแทบทุกมิติในวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักแสดง ผู้กำกับฯ ผู้จัดละคร หรือพิธีกร

อาต้อย คือนิยามที่เพื่อนร่วมอาชีพทั้งรุ่นลูก รุ่นหลาน หรือแม้แต่รุ่นราวคราวเดียวกันบ้างตั้งไว้แก่เขา ด้วยความรักและเคารพ ส่วนดิอิมพอสซิเบิ้ล ก็ดูราวกับจะเป็นนามสกุลต่อท้ายผู้ชายอารมณ์ดีที่ชื่อเศรษฐาไปโดยปริยาย 

ในห้องทำงานส่วนตัวภายใต้ร่มรั้วบริษัทที่นักแสดงเจ้าบทบาทก่อร่างสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขา โดยมีลูกสาวคนเก่งอย่าง น้องอีฟ-พุทธธิดา ศิระฉายา เป็นอีกเรี่ยวแรงสำคัญ เศรษฐาที่ยังดูสดใส แข็งแรงต้อนรับด้วยอุ่นไอแห่งรอยยิ้ม ก่อนปลีกตัวเองจากภารกิจอันยุ่งของประจำวันเพื่อการสนทนากันกับเรา พลันภาพชีวิตในวันเก่าๆอันแสนขมุกขมัวของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งก็ฉายชัดขึ้น

"ชีวิตวัยเด็กของผมเป็นช่วงที่กะโปโลที่สุดนะครับ (ยิ้ม) ผมเกิดฝั่งธนฯ เมื่อก่อนฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีอยู่แยกกัน แล้วก็มาอยู่ฝั่งพระนครกับน้า คุณพ่อเสีย ก็เป็นช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ลำบาก ตอนเรียนหนังสือน้าส่งเสียเรียน ตอนนั้นคิดว่าอยากเรียนหนังสือให้จบและอยากเป็นทหารอากาศ เพราะชอบเครื่องบินมาก เครื่องบินบินผ่านหลังคาบ้านก็ชอบมอง แต่พอมีปัญหาครอบครัวก็ต้องออกจากโรงเรียน"

เศรษฐาจบประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนประวิทย์ศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ หลังจากนั้นก็มีอันต้องพักการเรียน แล้วติดสอยห้อยตามน้าชาย สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ ไปเดินสายวงดนตรีตามจังหวัดต่างๆ

"ตอนนั้นน้าชายผมอยู่ในวงการบันเทิง ก็ได้รู้จักคนเยอะแยะ คนนั้นคนนี้มาอยู่ที่บ้าน มาคุย มาปรึกษา เราก็ได้รู้จักพี่ ป้า น้า อา เยอะแยะ พอไม่ได้เรียนหนังสือก็ต้องออกเดินทางไปกับวงที่เขาไปเดินสายต่างจังหวัด ไปขนเครื่อง ยกเครื่อง ใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีมาโดยตลอด แต่เป็นเด็กคอยทำงานเท่านั้นเอง พออยู่ๆไปเริ่มอยากรู้ ก็ให้เขาช่วยสอนเล่นกีตาร์ แล้วก็ฟังเขาร้องเพลง หน้าเวทีเขาทำอย่างไร ไปแอบดูอยู่เรื่อย จนวันหนึ่งก็ได้ขึ้นไปแสดง ไม่ค่อยมีคนครับตอนนั้น บอกเขาว่า ขอผมร้องเพลงสักเพลงได้ไหม เขาก็ เออ วันนี้ไม่ค่อยมีคน อยากร้องก็ร้อง หลังจากนั้นมาเวลาเขาขาดนักร้องก็จะบอก ต้อย ไปร้องเพลงให้หน่อย พอก้าวเข้ามาเป็นนักร้อง นักดนตรีแล้วก็เลยรักครับ"

จากนั้นไม่นาน เศรษฐาก็หยุดพักจากการเดินสายไปกับวงของน้าชาย แล้วหันมาเป็นนักดนตรีอาชีพเต็มตัว รับจ้างตามต่างจังหวัด ตระเวนเล่นตามแคมป์ทหารอเมริกัน ทั้งที่อุบลราชธานีและนครราชสีมา กระทั่งราวปี ๒๕๐๙ ก็ตั้งวง หลุยส์ กีตาร์ เกิร์ล กับผองเพื่อน เล่นดนตรีอยู่ที่บาร์ย่านสะพานควาย ก่อนจะรวบรวมสมาชิกอย่าง วินัย พันธุรักษ์ พิชัย ทองเนียม อนุสรณ์ พัฒนกุล และ สุเมธ แมนสรวง ตั้งวงดนตรี Holiday J-3 เล่นตามบาร์แถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ก่อนเปลี่ยนชื่อวงมาเป็น Joint Reaction และ The Impossible ซึ่งชื่อหลังสุดนี้ เศรษฐาตั้งขึ้นมาด้วยไม่คิดว่าวงจะโด่งดังและประสบความสำเร็จ เพราะเวลานั้นพวกเขาหวังเพียงได้ทำงานที่ใจรักก็เท่านั้น

วงดิอิมพอสซิเบิ้ล เป็นวงดนตรีที่ร้องประสานเสียงเพลงไทยด้วยความสนุกซึ่งแตกต่างไปจากวงที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ในยุคนั้นที่มักร้องเพลงสากล ดิอิมพอสซิเบิ้ล จึงเป็นวงดนตรีวงแรกที่ร้องประสานเสียงเพลงไทย และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นวงที่มีคนฟังมากที่สุด และได้รับรางวัลชนะเลิศ วงสตริงคอมโบ้ ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดโดยสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี ๒๕๑๒ และชนะเลิศต่อเนื่องมา ๓ ปีซ้อน จนได้รับถ้วยพระราชทานเป็นกรรมสิทธิ์ ทั้งยังนับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในต่างแดน ในฐานะวงดนตรีสตริงไทยวงแรกที่ได้ไปแสดงความสามารถและนำเพลงไทยไปเผยแพร่ให้ชาวต่างชาติได้ฟังกันจนผ่านการยอมรับอย่างกว้างขวาง

"ตอนนั้นพอเริ่มรักแล้วก็มั่นใจว่าเราต้องยึดอาชีพนี้แน่นอนนะครับ แต่จุดที่เป็นแรงบันดาลใจมากที่สุด คือจุดที่ได้เข้าประกวดวงดนตรีสตริงคอมโบ้ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่นดนตรีเสร็จสักประมาณตีหนึ่งตีสองก็อยู่ซ้อมกันต่อจนเจ็ดโมงเช้า แล้วถึงกลับไปนอน เมื่อก่อนเล่นตามบาร์ ยุคนั้นแถวถนนเพชรบุรีตัดใหม่ที่เห็นเนี่ยนะครับ ทั้งสองฟากจะเป็นบาร์ พวกจีไอเขาจะมาเที่ยวที่นี่เป็นประจำทุกคืน เล่นตามบาร์นี่อยู่นานครับ จนประกวดเสร็จก็ได้ขยับขึ้นไปเล่นตามโรงแรมแถวประตูน้ำ เมื่อก่อนเป็นโรงแรมใหญ่ แล้วก็เล่นเรื่อยมา เจ้าของโรงแรมเขาก็มองเห็นว่า วงเราเข้าไปแล้วคนแน่นมาก เลยไปเปิดที่ใหญ่เลย ชื่อ อิมพอสซิเบิ้ล คาเฟ่ ตอนนั้นก็เลยประจำอยู่ที่นั่น คนนึกว่าเป็นของผม ไม่ใช่นะครับ

เล่นอยู่ที่นั่นสัก ๒ ปี ก็มีคนมาติดต่อไปเล่นเมืองนอก เราก็ไป ตอนนั้นยังหนุ่มๆกันอยู่นะครับ ก็คิดว่าได้มีประสบการณ์ ไปเที่ยวเมืองนอก ทีแรกเซ็นสัญญาไว้แค่ ๓ เดือน เดี๋ยวกลับมา แฟนเพลงก็เยอะเลยนะครับ ทีนี้ก่อนจะไป อาพยงค์ มุกดา ก็มาหา บอกว่า ต้อยเอ้ย จะไปต่างประเทศแฟนๆก็คิดถึงแย่เลย เดี๋ยวอาแต่งเพลงให้ชุดหนึ่ง อัดเพลงทิ้งไว้ที่นี่ แล้วจะไปก็ไป ๓ เดือนกลับมารับรองติดตลาด นั่นคือชุด 'เป็นไปไม่ได้' ทั้งอัลบั้ม แต่ว่าไม่ได้กลับมา ไปอยู่ที่นั่นเขาก็ต่อสัญญาเรื่อยจนครบ ๑ ปีเต็ม เราก็บอกว่า ไม่ไหวละ ขอกลับบ้านก่อน แล้วค่อยมาคุยกันทีหลัง ก็กลับมาเล่นดนตรีอยู่ที่โรงแรมมณเฑียรนะครับ สักพักก็มีทางยุโรปติดต่อมาอีก ก็เดินทางไปเล่นเมืองนอก ช่วงหลังๆไปอยู่เมืองนอกเสียเยอะครับ

 ก็มีระเริงบ้างเหมือนกันนะครับ เป็นธรรมดา ตอนนั้นอายุยังไม่มาก ๒๓-๒๔ เท่านั้นเอง ก็เที่ยวเตร่เป็นปกติ เพียงแต่ว่าเราก็เที่ยวในแบบของเรา กินเหล้าบ้าง ไม่ได้ติดมากมาย เพราะงานบังคับ เมื่อก่อนเด็กๆวัยรุ่นเขาจะมีกิจกรรม เช่น จัดหาเงินทำห้องสมุดอะไรพวกนี้นะครับ เกือบทุกเสาร์-อาทิตย์ มีฉายหนัง แล้วก็มีวงดนตรีไปเล่น ส่วนมากเป็นอิมพอสซิเบิ้ลทั้งนั้นครับ เราก็โอ้โฮ ตาหูเปิด ไม่ได้หลับไม่ได้นอน (หัวเราะ) ไปเล่นตามโรงหนัง เลยไม่ค่อยได้เที่ยวเท่าไหร่หรอก ไม่มีโอกาสเสียคนเลย เพราะงานเยอะครับ 

จนถึงตอนได้รับพระราชทานรางวัลปีแรก ได้เข้าเฝ้าฯฝ่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็รับรางวัล นอนไม่หลับเป็นเวลาหลายวันมาก มองเห็นรูปแล้วน้ำตาไหล ตื้นตันใจ ชีวิตเราไม่ได้เรียนหนังสือหนังหา แต่ว่าวันหนึ่งได้เข้าเฝ้าฯ ได้รับพระราชทานรางวัล ก็ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดในชีวิตนะครับ แล้วผมไม่เคยทอดทิ้งครับ ถือเป็นของสูง ตั้งไว้บูชา หรือทำอย่างนี้แล้วประสบความสำเร็จก็ไม่รู้ เพราะต่อมาก็ได้เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานอีกครั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกันครับ"

ราวกับโชคชะตาขีดเขียนมาให้เศรษฐา มีหน้าที่มอบความสุขให้กับผู้คนอยู่บนถนนบันเทิง ภายหลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเป็นนักร้อง นักดนตรีแล้ว เขาก็ค่อยๆตบเท้าก้าวเข้าสู่โลกการแสดงอย่างช้าๆ โดยเริ่มชิมลางจากการได้รับเชิญให้ร่วมแสดงและบรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง 'โทน' ของผู้กำกับฯ เปี๊ยก โปสเตอร์ กระทั่งแจ้งเกิดในภาพยนตร์เรื่อง 'ฝ้ายแกมแพร' อันเป็นที่มาของรางวัลตุ๊กตาทองพระราชทาน ในฐานะนักแสดงสนับสนุนชายยอดเยี่ยม และมีผลงานการแสดงออกมาอีกมากมายหลายเรื่อง หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เบนเข็มมาทำงานในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น นักแสดง ผู้ช่วยผู้กำกับฯ หรือผู้กำกับฯสลับกันไป แล้วในจังหวะที่เขาได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง 'ชื่นรัก' ของ หม่อมเจ้าทิพยฉัตร ฉัตรชัย ก็ได้พบรักกับ อรัญญา นามวงษ์ ซึ่งครองคู่กันมายาวนานจวบจนปัจจุบัน

"ช่วงที่ไปนอกกลับมา ป้าจุ๊-จุรี โอศิริ ซึ่งจริงๆแล้วตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้สนิทกับเขาเลยนะครับ เขาชอบผม บอกว่าไปดูเราร้องเพลงแล้วเห็นว่าคาแร็คเตอร์เหมาะกับตัวละคร ตอนนั้นเป็นบทกวนๆ ก็ไปบอกเจ้าของหนัง ตอนนั้นป้าจุ๊มีพาวเวอร์มาก เพราะหนังเรื่องไหนเขาก็ต้องพากย์ เขาบอก เนี่ย ฉันเห็นตาเศรษฐา ท่าทางกวนๆ น่าจะเล่นได้ ก็ติดต่อผมไปเล่น แล้วป้าก็รักผมเหมือนเป็นลูกเลยนะครับ บอกเล่นเก่งมาก

ตอนนั้นวงจะเลิกแล้ว อยู่มา ๑๐ ปี คุยกันว่ากลับกรุงเทพฯคราวนี้เราแยกตัว เพราะบางคนยังอยากอยู่เมืองนอก บางคนอยากอยู่เมืองไทย ผมอยากกลับบ้าน พอกลับมาก็มาเล่นหนังให้ป้า เสร็จก็มีคนติดต่อไปเล่นดนตรีที่ไต้หวันอีก ขณะไปอยู่ไต้หวันเขาก็ส่งข่าวไปว่าเราได้รับรางวัล ผมก็นั่งเครื่องบินกลับมาเลย ตอนนั้นเจอพายุร้ายแรงมาก คิดว่าเราคงไม่มีบุญได้เฝ้าฯในหลวง

รออยู่นานกว่าจะมีเครื่องขึ้น ขณะที่เครื่องบินเทคออฟ พายุเข้าอีก เครื่องร่อนฮะ ตกใจมาก ผมก็นึกถึงในหลวง ผมอยากจะเข้าเฝ้าฯ ให้ผมได้เดินทางไปประเทศไทย เครื่องก็ตั้งลำ หนีพายุพ้นไปได้ จบจากที่ไต้หวันเราก็แยกกันไป ผมเองหลังจากที่ได้รับรางวัลก็มีแต่งานหนัง เป็นนักแสดงครับ

อย่างตอนได้รับตุ๊กตาทองก็รู้สึกว่า เราทำได้จริงๆหรือ เราประสบความสำเร็จถึงขนาดนี้เลยหรือ ได้รับพระราชทานรางวัลอีกครั้ง เป็นนักร้องก็ได้รางวัล เป็นนักแสดงก็ได้รางวัลซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของการเป็นนักแสดง ก็มั่นใจครับว่า เลิกเล่นดนตรี จะไปแสดงหนังก่อน ตอนนั้นมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเขียนถึงผมว่า คิดผิดหรือเปล่า หน้าตาก็ไม่ได้ดี มาเล่นอะไรหนัง ถึงจะเป็นผู้ร้ายหรือตัวอะไรก็ตาม ต้องหน้าตาดีไว้ก่อน ไม่มีอะไรน่าดูนักหนา ตอนนั้นเขาพาดหัวโดยใช้คำว่า อดตายแหงๆ (หัวเราะ) ถึงขนาดนั้นเลยนะครับ

ผมก็ไม่ได้ว่ากัน อยากเขียนอะไรก็เขียนไป เราคงไม่ถึงกับอดตายหรอกน่า ถ้าไม่ได้ประสบความสำเร็จในการแสดง เราก็กลับไปร้องเพลง แต่ปรากฏว่าหนังเยอะมาก ตอนนั้นมีพระเอกหลายคนนะครับ ผมก็เข้าไปเป็นเพื่อนพระเอก ปรากฏว่าเดือนๆหนึ่งรับหนัง ๕-๖ เรื่อง มัวแต่ถ่ายหนัง ก็ไม่ได้ไปร้องเพลง ได้ตังค์บ้าง ไม่ได้ตังค์บ้างก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรเราก็ยืนหยัดอยู่มาได้ อาจจะเป็นเพราะว่าบุญคุณที่เขาจ้างเรามาเล่นหนัง จะได้ตังค์หรือไม่อย่างน้อยก็ทำให้แฟนๆได้เห็นเรา มีผลงานมาโดยตลอด ไม่เคยขาด ถือว่าเขาให้อะไรเราเยอะเหมือนกันครับ"

ชีวิตผู้ชายสายเลือดศิลปินดำเนินไปพร้อมกับกระแสงานที่หลั่งไหลเข้ามาให้ได้พิสูจน์ความสามารถไม่ขาดสาย เศรษฐาแย้มว่า แม้จะหนัก เหนื่อย จนสัมผัสได้ หากก็ไม่เคยมีสักนาทีไหนที่เขาอยากจะถอดใจจากโลกที่ใครต่อใครพากันขนานนามว่า "มายา"ใบนี้ไปเลย

"พอรักแล้วก็รักเลย แล้วก็คิดว่าเราจะไปทางไหนได้อีก เริ่มสนุกว่าเราสามารถหันเหจากสนามของการเป็นนักร้องมาถึงสนามของการเป็นนักแสดงได้ แล้วก็ไปกำกับหนัง ไปเป็นผู้ช่วยบ้าง ก็สนุกดี ได้รับความรู้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาชวนไปเป็นพิธีกรรายการ 'มาตามนัด' ตอนนั้นรายการเขาดังแล้วนะ ผมก็นึกว่าน่าจะเป็นอีกเส้นทางที่เราจะเดินไป ก็ไปคุยกับเขาว่า ผมคงไม่ค่อยถนัดเท่าไร ถ้าจะให้ผมเป็นจริงๆ ให้ผมทำตามความเป็นตัวตนของผมนะ ผมขอ ๓ เดือน ถ้าไม่เวิร์คผมก็ไป ไม่ต้องไล่ผม ผมออกเอง โอ้โฮ เรตติ้งพุ่งกระฉูดจริงๆ มีลูกเล่นลูกชน กลายเป็นพิธีกรรูปแบบใหม่ ประสบความสำเร็จ รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำครับ

จริงๆแล้วผมชอบทุกบทบาทนะครับ ถ้าเขามาบอกให้เราทำงานนี้ก็คือเขาให้เกียรติเราแล้ว เขาเชื่อว่าเราจะทำได้ โดยส่วนตัวต้องศึกษาหาความรู้ก่อนทำงาน รายละเอียดเล็กๆน้อยๆต้องให้สมจริงสมจัง" 

หลายสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐาเป็นศิลปินคนหนึ่งซึ่งกล่าวได้ว่า ไม่เคยหายไปจากสายตาผู้ชม หากในส่วนของผู้ฟัง ระยะหนึ่งอาจต้องเผชิญกับความคิดถึงเสียงร้องนุ่มละมุนของเขา เจ้าตัวเองก็ยอมรับว่า ต้องต่อสู้กับใจตัวเองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหวนกลับมาจับไมค์ขับขานบทเพลงอันไพเราะให้แฟนๆได้สดับตรับฟัง 

"ผมไม่กล้าเข้าบาร์เลยนะ เพราะกลัวเขาเชิญร้องเพลง (หัวเราะ) ผมห่างมานาน ก็ไม่รู้ว่าเราจะทำได้ดีหรือเปล่า กลัวเขาจะว่านี่หรือเศรษฐา จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนโทร.มาหาผม บอกว่า พี่ครับ ผมอยากทำคอนเสิร์ต ดิ อิมพอสซิเบิ้ล รียูเนี่ยน ผมติดต่อหมดแล้วทุกคน ยกเว้นพี่คนเดียว ถ้าพี่โอ.เค. ก็พร้อมเลย ทุกคนบอกแล้วแต่พี่เลย ด้วยความที่ผมก็ทิ้งมานานแล้ว จึงไม่ได้รับปาก เขาก็ยังโทร.มาอยู่เรื่อยๆนะครับ จน ๖ เดือนผ่านไป ผมก็ยังไม่รับปากเพราะยังไม่มั่นใจตัวเอง เราก็ทำงานของเราไป วันหนึ่งไปเดินเอ็มโพเรี่ยมกับลูก มีผู้ชายอ้วนๆคนหนึ่งเดินมา สวัสดีครับพี่ ผมที่โทร.หาพี่มา ๖ เดือนแล้ว ขอเวลาครึ่งชั่วโมงคุยกันได้ไหมครับ เราก็นั่งคุยกับเขา เขาบอกว่า วงอยากแสดงมาก ขอให้ผมมาขอร้องพี่ ผมก็บอกว่า ถ้าคิดว่าผมทำได้ก็ลองดูแล้วกัน แต่ขอเวลาซ้อมหน่อยนะ เพราะผมไม่ได้ร้องเพลงมานาน ก็เริ่มซ้อม ตอนนั้นเล่นที่ศูนย์วัฒนธรรมเป็นครั้งแรก คนแน่นมาก ช่วงนั้นมีภัยธรรมชาติ น้ำท่วมนะครับ ผมก็บอกว่า ตอนนี้บ้านเราเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นนะ ผมอยากจะเล่นโชว์พรุ่งนี้ ขอสถานที่ไว้แล้ว ที่ศูนย์วัฒนธรรม ถ้าไม่เบื่อก็เข้ามาดู คนเต็มเอี้ยด เกิดความมั่นใจทีเดียว (หัวเราะ) คนก็ยังต้อนรับอยู่ จึงมีคอนเสิร์ตมาเรื่อยๆครับ แต่บางครั้งสมาชิกบางคนว่างบ้าง ไม่ว่างบ้าง เราก็เลยจัดคอนเสิร์ตเศรษฐาบ้าง เศรษฐากับแฟมิลี่บ้าง ทุกปีครับ 

แต่ปีที่แล้วเว้นไปทำอัลบั้มครับ ตอนนี้อัดเสร็จแล้วเรียบร้อย จะเปิดอัลบั้มใน คอนเสิร์ต 'จากวันนั้น?ถึงวันนี้ เพราะมีคุณ' วันอังคารที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา ๒๐.๐๐ น. รอบเดียวครับ เป็นการกลับมารวมตัวเล่นดนตรีกันอีกครั้งของ ดิอิมพอสซิเบิ้ล บัตรจำหน่ายที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา ในงานนี้จะมีอัลบั้ม จากวันนั้น?ถึงวันนี้ เพราะมีคุณ ที่ทำขึ้นเพียง ๒,๐๐๐ ชุดวางจำหน่ายด้วย โดยเราจะไม่ได้วางขายที่ไหนนะครับ เป็นการนำบทเพลงดังของบรมครูเพลง ๔ ท่าน คือ พยงค์ มุกดา  สง่า อารัมภีร  ชาลี อินทรวิจิตร  สุรพล โทณะวณิก มาเรียบเรียงดนตรีใหม่และขับร้องใหม่ทั้งหมด โดย ๔ โปรดิวเซอร์ คือ ชาตรี คงสุวรรณ  พนเทพ สุวรรณะบุณย์  วิชัย ปุญญะยันต์  ปธัย วิจิตรเวชการ ครับ"

อย่างไรก็ตาม นอกจากการเป็นศิลปิน เป็นเจ้าของบริษัทซึ่งยังคงเกี่ยวพันกับกิจการงานของศิลปินแล้ว ยังมีอีกบางบทบาทที่เศรษฐาใส่ใจมิได้ขาดมาอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือการเป็นหัวหน้าครอบครัวที่น่ารัก เป็นนักการเกษตรมือสมัครเล่น ที่สำคัญ เขาเป็นนักเรียนที่ขยันขันแข็งมากคนหนึ่ง

"ตอนนี้ผมเป็นผู้จัดละครด้วยนะครับ บริหารบริษัท ทำงานอีเว้นท์ด้วย แล้วก็ทำสวนของตัวเอง เป็นเกษตรกรอยู่สวนผึ้งครับ ทำสวนยาง มีคนที่ไว้ใจได้ช่วยดูแลอยู่ เพราะวันเสาร์เราเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ตอนเด็กไม่มีโอกาสเรียนไง พออยู่ในจุดที่ฐานเราค่อนข้างมั่นคงพอสมควรแล้วก็เลยกลับไปหาความฝันของเรา เริ่มจากผมไปเรียน กศน. จนจบมัธยมปลาย ต่อปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ตอนนี้เรียนปริญญาเอกอยู่ครับ ผมว่ามันช่วยได้ทุกอย่าง ทุกมิติ ถ้าเรามีการศึกษา เรารอบรู้ ไม่ต้องมากก็ได้ ผมเรียนเพื่อให้รู้จักว่ากฎหมายเป็นอย่างไร การบริหารเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้เรียนถึงปรัชญา มันประยุกต์ใช้กับงานที่เราทำอยู่ได้ การมีความรู้มีประโยชน์มากครับ

ผมชอบแสวงหาความรู้รอบๆตัว ในสิ่งแวดล้อม ในประเทศที่เราอยู่ว่าเขาทำอะไรกันบ้างกับความรู้ในด้านงานของเรา ผมเรียนร้องเพลงด้วยนะ เพราะเด็กสมัยนี้ร้องเพลงเพราะจนเราทึ่ง ร้องเก่งมาก เทคนิคสูงมาก เราจึงยังต้องเรียนอยู่ ถามว่าจะร้องได้อย่างเด็กไหม คงไม่ได้ ด้วยสังขาร ด้วยกำลังนะครับ (หัวเราะ) แต่ถามว่าร้องเพลงอย่างที่เราร้องๆมาได้ไหม ได้ แล้วไม่ได้ด้อยลงไปกว่าเมื่อก่อน เพราะเริ่มรู้การใช้เสียงจากครู เมื่อก่อนก็ร้องแบบลักจำ ฟังวิทยุแล้วก็ร้องตามไปนะครับ 

ทุกวันนี้ยังมีความรู้แล้วก็ความคิดที่เราต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วก็ความรักในงานที่ทำ เราต้องรักมันนะ ถ้าไม่รักแล้วจะทำทำไม เพื่อเงินเหรอ ไม่ได้นานหรอก จริงๆตอนนี้ตัวเองอาจจะพออยู่แล้ว ไม่ต้องดิ้นรน แต่เราก็ห่วงลูก ทำอย่างไรให้เขามีหลักฐานที่แน่นที่สุด ก่อนที่จะจากกันไป ให้รู้สึกว่า เราไม่ต้องห่วงเขาแล้วนะ จะได้ไปสบายๆ แต่ลูกบอกว่า กว่าหนูจะได้สมบัติพ่อคงอีกนาน พ่อดูแข็งแรงเหลือเกิน (หัวเราะ) ก็ออกกำลังครับ แล้วผมไม่ค่อยโกรธ เกลียดใครนะ เข้าวัดไม่บ่อย แต่เช้าๆจะสวดมนต์ อิติปิโส ใจสบาย ถ้าป่วยต้องรีบหาหมอ อย่างวันนี้คัดจมูก นัดหมอแล้ว เรามีหมอประจำ เขาจะรู้ว่าเคยให้ยาอะไรเราไว้ ดื้อหรือยัง ตรวจร่างกายตลอด ส่องกล้องปีละครั้งนะ ดูลำไส้ กระเพาะอาหาร พอถึงวันก็จะไปพร้อมกันทั้งครอบครัวเลย ตรวจร่างกาย ไปนอนส่องกล้องอยู่ด้วยกัน เมื่อก่อนสบาย เพราะแข็งแรงทุกคน แต่ตอนนี้ก็ต้องดูแลเมียบ้าง (หัวเราะ) เพราะก็ยังไม่ถึงกับดีร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ยังเดินกระด๊อกๆอยู่ แต่ก็ถือว่าฟื้นมาเยอะแล้ว พูดจาชัดเจนครับ" 

จากวันนั้น ถึงวันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก เศรษฐา ศิระฉายา ด้วยผลงานอันมากมายหลากหลาย กอปรกับชั่วโมงบินของความเป็นศิลปินที่สูงลิ่ว เขาจึงเป็น "ตัวจริง" อย่างไม่ต้องสงสัย และไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว?จากวันนั้น ถึงวันนี้ เศรษฐายืนหยัดอยู่ในวงการบันเทิงอย่างเป็นที่รักของผู้คนมากหน้า เป็นนักร้อง นักแสดง ที่กอบเก็บรางวัลมาไม่น้อยจากเวทีต่างๆ ผลงานของเขาที่เราได้รับชมกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนั้นบ่งชี้ได้ดีว่าสุภาพบุรุษท่านนี้มีความรักในสิ่งที่ทำอย่างถ่องแท้และวางตัวเหมาะสม ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เอง ส่งผลให้เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ประจำปี ๒๕๕๔ 

"ไม่รู้ผมเข้าข้างตัวเองหรือเปล่านะ ว่าผมเป็นที่รักของประชาชนส่วนใหญ่ แค่นี้ผมภูมิใจแล้ว ไปที่ไหนมีคนสวัสดี แล้วเรียกอาทุกคน ผมยังหนุ่มตลอด (หัวเราะ) ผู้ใหญ่ก็เรียกอาตามลูก ใครๆก็ต้อนรับยินดี ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจมากๆกับชีวิตที่เกิดมา เรามีความสุขใจ เราใฝ่หาความรู้ มีความคิดก้าวหน้า มีความรักในงานที่ทำ มีคุณธรรม ผมเชื่อว่า ทุกงานต้องมีสิ่งที่ดีที่เราสามารถนำมาปรับใช้กับอาชีพของเราได้บ้าง ที่สำคัญอย่าดูถูกงานที่ทำ โลกมนหมุนไป ถ้าเราไม่หมุนไปตามโลก เราก็จะค่อยๆตกจากโลกไปเรื่อยๆ ผมใช้ชีวิตมาเรื่อยๆด้วยความสุขุม ไม่เร่งรีบ ร้อนรน ทุกอย่างก็ค่อยๆไป

จริยธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในงานสาธารณะที่เราทำ เราต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับคนรุ่นหลังๆที่จะขึ้นมานะครับ ผมอยู่มา ๕๐ ปีในวงการบันเทิงโดยไม่เคยหายไปไหนเลย มีงานทำมากกว่าดาราดังๆสมัยนี้ด้วย แล้วก็อยู่โดยไม่มีใครด่าว่า ติเตียนหรือมีข่าวเสียหาย นี่คือความภาคภูมิใจที่สุดครับ 

ผมไม่เกษียณจากวงการบันเทิง จนกว่าจะทำไม่ได้ ทำไม่ไหวครับ"

ด้วยรักในหนทางที่หล่อเลี้ยง หล่อหลอม ชีวิต จิตใจศิลปินระดับตำนาน จากวันนั้น ถึงวันนี้

(บทสัมภาษณ์เมื่อ ง19/03/2012)