ไหม

อเลซซานโดร บาริกโก เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ แปล
หนังสือคือแสงจันทร์

มนุษย์ถูกถ้อยคำห่อหุ้มมาตั้งแต่เกิด ถ้อยคำที่พูดเจาะจงเฉพาะกับเรา และถ้อยคำอื่นๆอีกมากมายบ้างก็ตกโปรยลงมาเหมือนฝน บ้างฉายส่องให้ความอบอุ่น บ้างหลบอยู่บนฟากฟ้าคล้ายดาวดวงน้อยส่องแสงวิบวับ หรือถ้อยคำที่ทำให้โยกคลอน

เราต่างอยู่ในเปลญวนของถ้อยคำ

โดยเฉพาะถ้อยคำจากเรื่องเล่าเมื่อวัยเยาว์ โลกยังเปี่ยมความงามและไม่ดื้อรั้น

เราเข้าใจโลกเพราะถ้อยคำ และก็ปฏิเสธโลกเพราะถ้อยคำอีกเช่นกัน

ทว่าเราก็ยังรู้จักถ้อยคำน้อยเหลือเกิน

การได้ค้นพบมิตรแท้คือหนังสือ เป็นความสุขประการหนึ่งในชีวิต เช่นที่ฉันได้พบกับหนังสือชื่อว่า
ไห ม...ซึ่งจะใช้ทอความสุขแสนเศร้าให้แก่หัวใจ

ไหม อเลซซานโดร บาริกโก เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ แปล สำนักพิมพ์ผีเสื้อ พ.ศ.2547

"อเลซซานโดร บาริกโก เกิดที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี เมื่อ ค.ศ.1958 จบการศึกษาด้านปรัชญาและดนตรี ทำงานครั้งแรกในบริษัทโฆษณาตำแหน่งก๊อยปี้ไรเตอร์ และเขียนบทความวิจารณ์ดนตรีให้หนังสือพิมพ์รายวัน"

"บาริกโกเริ่มงานประพันธ์จากความสนใจวรรณกรรมและดนตรี 'ไหม' เป็นนวนิยายเรื่องที่ 3 สร้างประวัติศาสตร์ให้วงวรรณกรรมอิตาลี ด้วยยอดขาย 300,000 เล่ม ในเวลาอันรวดเร็ว

"บาริกโก กลายเป็นดาราดวงเด่น ได้รับความสนใจจากหนุ่มสาวที่ยินดีเฝ้ารอหน้าร้านกาแฟเพื่อขอลายเซ็นมากเป็นพิเศษ เขาสร้างปรากฏการณ์ ด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่งดงามจากศิลปะน้อยคำ มีผู้เปรียบเขาว่า เขาร้อยเรียงงานเขียนด้วยลีลาไม่ต่างจากรอซซินีใช้ในการประพันธ์ดนตรี"

หนังสือเรื่อง ไหม ในตัวหนังสือน้อยคำมีท่วงทำนองดนตรีไพเราะ แผ่วไหวจางๆอยู่ตลอดเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันมีท่อนซ้ำของทำนองอันงดงามที่เกิดจากการเขียนถ้อยคำซ้ำ เป็นครั้งแรกที่ฉันพบว่าถ้อยคำง่ายๆ มีจำนวนไม่มากจะทำให้เกิดภาพความคิดฟูฟ่องดังหมู่เมฆสีขาวในฤดูร้อนกระจายออกไปจนเต็มท้องฟ้ากว้าง

ทั้งยังมีเรื่องเล่าและความรู้สึกอีกมากมายอยู่ด้านหลังม่านพลิ้วที่ถักทอด้วยเส้นไหมเบาบาง ทำให้เกิดลวดลายสวยงามตราตรึงอยู่ในความทรงจำ

ไหม เล่าถึงเรื่องราวของชายผู้หนึ่งในประเทศฝรั่งเศส เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วเกือบสองศตวรรษ และหนังสือเล่มนี้ "ไหม" ทำให้ฉันคิดถึงนิทานซึ่งมักมีคำเริ่มเรื่องว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ที่เมืองลาวิลดิเยอ ประเทศฝรั่งเศส

"ปีนั้น เป็น ค.ศ.1861 โฟลแบร์กำลังเขียนนวนิยายเรื่อง ซาลัมโบ แสงสว่างจากไฟฟ้ายังเป็นเพียงทฤษฎี และ ณ อีกฝั่งของมหาสมุทร อับราฮัม ลินคอล์น กำลังเริ่มสงครามที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด แอร์เว ฌองกูร์ อายุ 32 ปี เขาซื้อและขายหนอนไหม"

"ปีนั้นเป็น ค.ศ.1861 โฟล์แบร์กำลังจะจบนวนิยายเรื่อง ซาลัมโบ แสงสว่างจากไฟฟ้ายังเป็นเพียงทฤษฎี และ ณ อีกฟากฝั่งของมหาสมุทร อับราฮัม ลินคอล์น กำลังเริ่มต้นสงครามที่ยังไม่เห็นจุดจบ

ผู้เลี้ยงหนอนไหมในลาวิลดิเยอลงขันกันได้เงินก้อนโตพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทุกคนเห็นพ้องจะมอบหมายงานนี้ให้แก่ แอร์เว ฌองกูร์ เมื่อบาลดาบิอูขอให้เขารับ เขากลับตอบด้วยคำถามว่า

"แล้วอยู่ที่ไหนกันแน่ครับญี่ปุ่นที่ว่า"

ตรงไปเรื่อยๆกระทั่งสุดโลก

เขาออกเดินทางวันที่ 6 ตุลาคม ตามลำพัง ที่ประตูเมืองลาวิลดิเยอ เขากอดเอแลนผู้เป็นภรรยาไว้ และกล่าวเพียงว่า

"เธอไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น

เอแลนเป็นหญิงร่างสูง เคลื่อนไหวสง่า ผมสีดำปล่อยยาว ไม่เคยเกล้าเป็นมวย เสียงของนางไพเราะนัก"

แม้ไหมจะเป็นเรื่องเล่าเหมือนนิทาน แต่ก็มีความเหนือชั้นกว่า เหตุหนึ่งก็คือผู้เขียนได้จัดวางตำแหน่งของถ้อยคำ รวมทั้งเล่าซ้ำโดยใช้ถ้อยคำเดิมเพื่อให้เกิดจังหวะทางสายตาและท่วงทำนอง ดังที่เห็นจากข้อความด้านบน นี่เป็นเสน่ห์สำคัญนอกเหนือจากเรื่องการใช้ฉากไกลโพ้นห่างจากสมัยปัจจุบัน เกือบสองร้อยปี ของสองวัฒนธรรมซึ่งต่างกันสุดขั้วและสุดโลก ยุโรปกับเอเชีย ฝรั่งเศสกับญี่ปุ่น

แอร์เว ฌองกูร์ ออกเดินทางเพียงลำพังรอบโลกพร้อมเหรียญทองแปดหมื่นฟรังค์ และชื่อของผู้ชายสามคนที่บาลดาบิอูหามาให้ ชื่อชาวจีน ชาวดัตช์ และชาวญี่ปุ่น

"เขาข้ามพรมแดนเมืองเมต์ ผ่านแคว้นวูเต็มแบกร์ และบาวาเรียน เข้าสู่ออสเตรีย นั่งรถไฟไปเวียนนา และบูดาเปสต์ จนถึงเมืองเคียฟ ต่อจากนั้นก็ขี่ม้าผ่านทุ่งหญ้าสเตปป์ในรัสเซีย ไม่มีอุปสรรคใดๆ เป็นระยะทางสองพันกิโลเมตร ไต่เทือกเขายูราลถึงไซบีเรีย เดินทางอีกสี่สิบวันถึงทะเลสาบไบคาล เขาล่องมาตามแม่น้ำอามัวร์ เลียบชายฝั่งประเทศจีนจนถึงมหาสมุทร หยุดพักอยู่ที่ท่าเรือเมืองซาเบิร์กนานสิบเอ็ดวัน กระทั่งเรือพ่อค้าของเถื่อนชาวดัตช์รับเขาไปยังแหลมเทรายะ บนชายฝั่งทิศตะวันตกของญี่ปุ่น"

การเดินทางเพื่อไปซื้อหนอนไหมคุณภาพดีเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น ทดแทนไหมที่เป็นโรคตาย ผู้เขียนไม่ได้เล่าถึงรายละเอียดอื่นใดเลย นอกจากบอกว่า แอร์เว ฌองกูร์ เดินทางผ่านสถานที่ใดบ้าง เพราะการเดินทางจะไม่อยู่ในความทรงจำของคนอ่านหรอก ยังมีเรื่องอื่นสำคัญกว่า นั่นคือ สุนทรียศาสตร์ของความรักกับความปวดร้าว

การซื้อหนอนไหมเป็นเพียงกระเปาะหุ้มตัวอ่อนของความรัก รักที่รวดร้าวซ่อนเร้น ตัวอ่อนแห่งรักจะชักใยอันเจ็บปวดปกคลุมหัวใจไว้จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ เมื่อซื้อหนอนไหมได้แล้ว ขณะที่ แอร์เว ฌองกูร์ จะเดินทางกลับ ก็มีผู้วิ่งมาตามเรียกเขาอย่างร้อนรน แม้จะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น แต่เขาก็รู้ว่า ฮาระ เคอิ ผู้มีอำนาจต้องการพบ ที่บ้านของ ฮาระ เคอิ เขาได้พบเด็กสาวคนหนึ่ง

"ฮาระ เคอิ นั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้นตรงมุมห้องไกลสุด เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีทึบ ปราศจากเครื่องประดับ สิ่งเดียวที่บอกถึงอำนาจของเขาคือ หญิงคนหนึ่งนอนเหยียดยาวไม่ไหวติงอยู่ข้างกาย ศีรษะหนุนตัก ตาปิดสนิท แขนซ่อนอยู่ใต้เสื้อสีแดงที่แผ่ออกโดยรอบดั่งเปลวเพลิงบนเสื่อสีขี้เถ้า ฮาระ เคอิ ลูบเรือนผมของนางช้าๆ ดุจลูบขนสัตว์ล้ำค่าที่กำลังนิ่งนิทรา"

โอ้ความรักช่างอ่อนไหวบอบบาง มีมนตราผูกรัดเหนี่ยวดึงหัวใจผู้ตกหลุมรักให้จมดิ่งลงลึกที่สุด ขณะเดียวกันก็มีพลังแข็งแกร่งดังภูผา ยากจะหักใจ...ยากจะลืมเลือน

"ทันใดนั้น หญิงสาวคนนั้นลืมตาขึ้น ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย แอร์เว ฌองกูร์ มิได้หยุดพูด แต่ด้วยสัญชาตญาณ เขาลดสายตาลงมองนาง และสิ่งที่เขาเห็นแม้มิได้หยุดพูด คือดวงตาคู่หนึ่งที่มิได้มีหนังตาชั้นเดียวแบบชาวตะวันออก ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมองมาที่เขา อย่างสนใจเหลือแสน ดังหนึ่งตั้งแต่ต้น ดวงตาคู่นี้ไม่ได้ทำอะไรอื่นอยู่เบื้องหลังเปลือกตาอันปิดสนิท"

หญิงสาวคนที่เขาไม่เคยได้รู้จักชื่อนี้ ได้โก่งคันธนูที่ไร้สุ้มเสียงลงกลางหัวใจของชายหนุ่ม แอร์เว ฌองกูร์ และปักศรรักไว้ที่นั่นในความเงียบ และฉุดดึงหัวใจชายหนุ่ม (ที่มีภรรยาแล้ว) ไว้ด้วยกำลังมหาศาล เธอหว่านเสน่ห์ด้วยอารมณ์รักแรกพบด้วยการยกถ้วยชาของเขา หมุนถ้วยช้าๆ และประทับริมฝีปากตรงจุดที่ แอร์เว ฌองกูร์ ดื่มไว้ก่อนแล้ว

ชีวิตดำเนินไปตามทิศทางที่ไม่ให้ใครเลือก ครั้งแรกที่ข้ามน้ำข้ามแผ่นดินไกลเพื่อมาซื้อไข่ของไหม ฮาระ เคอิ ขายไข่ไหมปลอม คือให้ไข่ปลากับชายหนุ่มแทนไข่ไหม แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดจึงให้คนมาตามชายหนุ่มไปพบแล้วบอกความจริง

เรื่องราวดำเนินต่อไปในความเงียบ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าพิศวงทั้งประเพณีและผู้คน มีความเรียบง่าย สงบงดงามปะปนสอดร้อยอยู่ในวิถีชีวิต ฉันชอบที่ผู้ประพันธ์เขียนให้เห็นถึงความสงบล้ำลึก

และเรื่อง ไหม นี้ ผู้แปล งามพรรณ เวชชาชีวะ กล่าวว่า

"ผู้แปลยกให้ 'ไหม' เป็นงานแปล 'หนึ่งในดวงใจ' มาตลอด การทำงานแปลชิ้นนี้ถือเป็นโบสีแดงในชีวิตการทำงาน ความสุนทรีย์และความท้าทายที่จะถอดถ้อยวจีดูเรียบง่าย หากแต่คมคาย และซ่อนเงื่อนให้ออกมาเป็นฉบับภาษาไทยที่คู่เคียงต้นฉบับเดิม เพิ่มความหมายให้การทำงานแปลชิ้นนี้อย่างที่ทุกวันนี้ยังไม่มีงานชิ้นอื่นใดเทียบได้"

'ไหม' ทรงพลังในความเงียบ ผสานร้อยกับท่วงทำนองของเพลงหวานเศร้า ขณะอ่านจึงทั้งเงียบและงามล้ำลึก ฉันชอบความเงียบที่ผู้เขียนสรรค์สร้าง ชอบอารมณ์โหยหาซ่อนเร้นความรักของทั้งสามคน แอเวร์ ฌองกูร์ ต้องมนต์เสน่ห์ของหญิงสาว หญิงสาวหลงใหลเขาตั้งแต่แรกพบ เธอรักก็เพราะรัก ส่วนเอแลนผู้เป็นภรรยา เธอย่อมรู้และปวดร้าวใจอยู่เงียบๆ เพราะในตอนจบมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บอกให้รู้ว่า เอแลนทุกข์ใจอย่างไร จะว่าไปแล้วทั้งสามคนต่างจมนิ่งอยู่กับความรักของตน รักที่ผนวกเอาความเศร้าเป็นที่พักพิง

วันที่ แอเวร์ ฌองกูร์ เดินทางกลับ หญิงสาวได้สอดแผ่นกระดาษเล็กๆใส่ลงในมือของเขา

"กระดาษชิ้นหนึ่ง ชิ้นเล็กนิด ตัวอักษรสอง - สามตัวเรียงกันในแนวตั้ง เขียนด้วยหมึกดำ"

ตัวหนังสือสีดำคล้ายรอยเท้าของนก บนแผ่นกระดาษ เมื่อกลับมาถึงบ้านนานสี่สิบสองวัน เขาจึงนำแผ่นกระดาษชิ้นเล็กนี้ไปให้มาดามบล็องซ์ เจ้าของร้านขายผ้าในเมืองนีมช่วยแปลให้ ถ้อยคำในแผ่นกระดาษนั้นเขียนบอกว่า

"จงกลับมา หาไม่ข้าจะตาย"

ความรักเป็นชะตากรรมสาหัส วันเวลายังเดินเรื่อยไปเพื่อให้คนมีรักได้เรียนรู้รสอารมณ์ต่างๆจากความรักนั้น แอเวร์ ฌองกูร์ เขายังครองคู่กับเอแลนและใช้ชีวิตปกติในภายนอก เขาเดินทางไปญี่ปุ่นอีกหลายครั้งเพื่อซื้อไข่ของตัวไหม จนกระทั่งญี่ปุ่นเกิดสงครามกลางเมือง ทั้งๆที่เขาไม่ควรจะเดินทางไปญี่ปุ่นเลย

เพราะรักยังเรียกร้อง...โชคชะตาผลักไสให้เขาไปพบความจริงอันขมปร่า ความจริงที่ตอกตะปูตรึงความเจ็บปวดไว้กับหัวใจของ แอเวร์ ฌองกูร์

"แอเวร์ ฌองกูร์ มิละสายตาจากเด็กชายผู้ถูกลงโทษประหาร

"ไม่มีสารรักในตัวเขา"

"ตัวมัน คือ สารรัก"

"แอเวร์ ฌองกูร์ รู้สึกถึงวัตถุชิ้นหนึ่งจ่อที่หัว และกดหัวของเขาให้ก้มลงพื้น"

ครั้งสุดท้ายที่เขาเดินทางนั้น แอเวร์ ฌองกูร์ รอดตายและไม่สามารถรักษาไข่หนอนไหมได้ ไข่นับล้านตัว ได้กลายเป็นตัวอ่อน และตายทั้งหมด

"มีเพียงความเงียบ ถนนทอดยาว ร่างเด็กชายคนหนึ่งบนพื้น ชายคนหนึ่งคุกเข่า จวบจนสิ้นแสงวันสุดท้ายของวันนั้น"

บั้นปลายที่ระทมและทำให้คนอ่านร้องไห้ ตัวหนังสือทุกตัวราวกับกลั่นออกมาเป็นน้ำตา

"พูดกันอีกว่า เขากลับจากญี่ปุ่นคราวนี้ เปลี่ยนไปคงจะป่วย พูดกันว่าเขาขายไข่ให้ชาวอิตาลี และขณะนี้มีทรัพย์สินเป็นทองคำฝากรอไว้ที่ธนาคารในกรุงปารีส พูดกันว่า หากไม่ใช่เพราะสวนป่าของเขา

ทุกคนคงอดตายไปแล้วปีนี้ พูดกันว่าเขาเป็นคนฉ้อฉล พูดกันอีกว่าเขาเป็นนักบุญ บางคนพูดว่าเขามีอะไรอยู่ในใจคล้ายความทุกข์ใจบางอย่าง"

"นานๆครั้งในวันลมพัดแรง แอเวร์ ฌองกูร์ จะเดินลงไปที่ทะเลสาบ เฝ้ามองอยู่หลายชั่วโมงด้วย

ว่าลวดลายที่ปรากฏบนผิวน้ำดุจภาพอัศจรรย์แผ่วพลิ้ว ทำให้เขาเห็นภาพชีวิตทั้งชีวิตของเขาเอง"

เรื่องของเจ้าชายแดนไกลผู้กล้าหาญเดินทางไปยังเกาะทิศตะวันออกเพื่อนำไข่หนอนไหมมาให้กับชาวเมือง และพบรักกับเจ้าหญิงแห่งรุ่งอรุณ ทั้งๆที่เจ้าชายก็มีมเหสีอยู่แล้ว เรื่องเล่าอาจจบลงด้วยความเศร้าโศกแต่ก็เพราะความเศร้ามิใช่หรือ จึงทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นอมตะ