พระราชานุกิจ

ประชาธิปก ปร.

สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้อง ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ตลอดพระชนมชีพของราชนิกูลพระองค์นี้มิเคยมีพระทัยแม้แต่น้อยว่า เมื่อทรงเติบใหญ่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากทรงถือว่าทรงเป็นพระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้าที่มีพระชนมพรรษาน้อยที่สุด ทั้งยังโปรดความเรียบง่าย เนื่องจากทรงใช้เวลาอยู่ในต่างประเทศยาวนาน นับจากทรงเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษตั้งแต่พระชนม์เพียง 13 พรรษา ทรงศึกษาวิชาสามัญ ณ วิทยาลัยอีตัน ต่อจากนั้นทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อย ณ เมืองอูลิซ ทรงเลือกศึกษาวิชาทหารแผนกปืนใหญ่ม้า เมื่อสำเร็จการศึกษาได้ทรงเข้าประจำการ ณ กรมทหารปืนใหญ่ม้าอังกฤษที่เมืองอัลเดอร์ช้อต ในปี 2458จึงเสด็จกลับมาเข้ารับราชการเป็นนายทหารใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยดำรงตำแหน่งนายทหารคนสนิทพิเศษ จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ซึ่งเป็นพระบรมเชษฐาในพระองค์ และเป็นเสนาธิการทหารบกอยู่ในเวลานั้น

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ได้ทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งหน้าที่ต่างๆทางการทหารด้วยความเรียบร้อยมาโดยตลอด ทำให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาทรงเห็นว่าพระบรมเชษฐาร่วมพระบรมราชชนนีเสด็จทิวงคตจนหมดทุกพระองค์ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 จึงทรงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้เลื่อน สมเด็จเจ้าฟ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัย แต่ทว่าอีกไม่กี่วันต่อมาได้เกิดเหตุอันไม่คาดฝัน เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวร และเสด็จสวรรคต ในคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นประธานในที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีเพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องสืบราชสมบัติและการทำพระบรมศพ ที่ประชุมได้พิเคราะห์ตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงแสดงไว้ในพระราชหัตถเลขาใจความว่า

"การสืบราชสมบัตินั้นมีพระราชประสงค์ว่า หากมีพระราชโอรส (เวลานั้น พระนางสุวัทนาพระวรราชเทวีทรงพระครรภ์อยู่) ก็ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ทรงเป็นประธานคณะผู้สำเร็จราชการต่างพระองค์ จนกว่าพระมหากษัตริย์จะทรงบรรลุนิติภาวะ แต่ถ้าไม่มีพระราชโอรส ก็ใคร่ให้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ทรงรับรัชทายาท สืบสันตติวงศ์ตามราชประเพณี"

การอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ขึ้นเป็นกษัตริย์สมเด็จนั้น พระองค์เองมิได้เต็มพระราชหฤทัยจะรับรองราชสมบัติ ทรงอ้างว่ายังมีเจ้านายที่มีอาวุโสกว่าพอจะรับราชสมบัติ แต่ที่ประชุมได้ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ไว้วางใจในพระองค์ พร้อมใจกันอัญเชิญ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยฯ ขึ้นครองราชย์ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 ขณะที่ทรงมีพระชนมายุ 33 พรรษา แต่เนื่องจากทรงมีพระอนามัยไม่สมบูรณ์ จึงต้องทรงมีพระบรมวงศ์เธอชั้นผู้ใหญ่ถวายความช่วยเหลือ อาทิ พระเชษฐาภราดา เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ในขณะที่ทรงรักษาราชสมบัติเป็นปฐมนั้น เสนาบดีสภาตกลงให้ขนานพระนามพระองค์ว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา" จนกว่าจะถึงวันบรมราชาภิเษก ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งคณะอภิรัฐมนตรี สำหรับถวายคำปรึกษาราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยพระบรมวงศ์ 5 พระองค์คือ

สมเด็จพระปิตุลาบรมพงศาภิมุข หรือเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ในรัชกาลที่ 6 และยังทรงเคยเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารเรือ และจเรทัพบก

สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต เคยเป็นผู้บัญชาการทหารเรือและเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้ที่รอบรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมราชการในสำนักและราชประเพณีทั้งปวง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ในราชการพลเรือน ทรงมีความรู้ความสามารถมาก เคยจัดกระทรวงธรรมการ การปกครองหัวเมืองทั่วราชอาณาเขต

พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงเป็นผู้ชำนาญในราชการคลังและเศรษฐกิจ

การดำริตั้งคณะอภิรัฐมนตรีดังกล่าวนี้ ทรงได้รับคำสรรเสริญทั่วไปว่าทรงใช้ปัญญาของผู้หลักผู้ใหญ่ให้เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2469 เสด็จขึ้นครองราชย์อย่างสมบูรณ์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 ในราชวงศ์จักรี มีพระปรมาภิไธยใหม่ว่า "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว"

พระราชานุกิจตลอดรัชกาลของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้เริ่มจากทรงบรรทมตื่นในเวลา 09.00 น. ตามปกติ

นอกจากมีราชการบางอย่างที่ต้องบรรทมตื่นก่อน เช่น เสด็จทอดพระเนตรการฝึกทหารในเวลาเช้า ก็จะทรงบรรทมตื่นประมาณ 06.00 น. และเสด็จออกจากพระราชวัง เวลา 06.30 น.

ในวันที่เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังหรือเสด็จทางราชการในเวลาเช้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสวยเครื่องเช้ากับสมเด็จพระราชินีภายหลังบรรทมตื่น ถ้าไม่มีพระราชกิจที่จะต้องเสด็จไหนในเวลาเช้า ก็จะลงเสวยเช้าพร้อมกับพระกระยาหารกลางวันทีเดียวเวลา 10.30 น. การเสวยเช้ากลางวันรวมกันนี้เหมาะแก่พระอนามัยดี จึงเสวยเช่นนั้นเสมอ

เวลา 11.00 น. ราชเลขาธิการเข้าเฝ้าฯถวายหนังสือราชการ ถ้ามีผู้ใดมาเฝ้าฯ ราชเลขาจะเข้าเฝ้าฯภายหลังเสด็จออกราชการในเวลาเช้า

พระราชกิจการออกราชการแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ

เสด็จออกประทับในที่ประชุมเสนาบดี อาทิตย์ละ 2 ครั้ง

เสด็จออกประทับในที่ประชุมอภิรัฐมนตรี อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

เสนาบดีเข้าเฝ้าฯกราบทูลรายงานราชการกระทรวงตามตำแหน่งอาทิตย์ละ 1 คน โดยมากในวันเสาร์

เสด็จฯไปทรงเยี่ยมตามกระทรวงบางวัน

ภายหลังราชเลขาเฝ้าฯแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหนังสือราชการอยู่ในห้องพระอักษร จนถึงเวลาเสวยเครื่องว่างเวลาบ่าย ราชเลขานุการในพระองค์กราบทูลพระราชกิจส่วนพระองค์และทูลเกล้าฯถวายหมายกำหนดการสำหรับวันรุ่งขึ้นก่อนเสวย

เวลา 16.00-16.30 น. เสวยเครื่องว่างพร้อมกับสมเด็จพระราชินี และเจ้านายเล็กๆที่อยู่ในพระราชวัง เสวยแล้วบางวันเสด็จออกขุนนางที่พระที่นั่งอนันตสมาคม หรือเสด็จพระราชดำเนินในงานพระราชพิธีต่างๆตามกำหนด บางวันมีผู้มาเฝ้าฯในพระราชวัง

ถ้าวันใดไม่มีพระราชกิจในเวลา 17.00-18.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกพระกำลังกาย ทรงกีฬาหลายประเภททั้งกอล์ฟ เทนนิส สควอช แร็กเกต บางครั้งทรงพายเรือหรือว่ายน้ำในสระ เพราะการออกพระกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระอนามัยทุกวัน ภายหลังทรงออกพระกำลังแล้วทรงพักผ่อนและทรงหนังสือเล่ม บางวันเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเจ้านาย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตามวัง และบ้านในเวลาที่มีงานมงคล

เวลา 20.30 น. เสด็จลงเสวยเย็นพร้อมด้วยราชบริพาร บางวันมีแขกที่ไปเฝ้าฯรับพระราชทานร่วมโต๊ะเสวยด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นพานทองตามกระทรวงต่างๆ เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานร่วมโต๊ะเสวยเย็นอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เสวยเสร็จแล้ว ประทับปฏิสันถารแต่ลำพังกับแขกจนถึงเวลาราว 23.00 น. จึงเสด็จขึ้น

ถ้าเป็นวันธรรมดา เสวยเย็นแล้วทรงหนังสือเล่ม หรือทอดพระเนตรภาพยนตร์ทุกวันเสาร์ ทรงฟังพิณพาทย์ หรือมโหรีหลวงเดือนละ 5 ครั้ง ในคืนวันพฤหัสบดี

เวลา 24.00 น. หรือ 01.00 น. เสด็จฯเข้าที่บรรทม ถ้ามีหนังสือราชการสำคัญยังเหลืออยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงงานต่อไปจนดึก

ตลอดรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นับจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติอย่างมิได้ทรงคาดหวังใน พ.ศ.2468 ตราบจนถึง วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 ที่ทรงสละราชสมบัติ ทรงมุ่งมั่นในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อบ้านเมือง ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมจนนำมาสู่ระบอบประชาธิปไตย