เรียนรู้สู้โขยกเขยก

สายลม...แสงแดด

ในทางจิตวิทยาด้านที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างบุคคลเขาว่ามนุษย์เรามีตัวตนอยู่สี่แบบ คือ ตัวตนที่เปิดเผย ตัวตนที่ซุกซ่อนไว้ ตัวตนที่คนอื่นรู้แต่เราไม่รู้ และตัวตนที่ไม่มีใครรู้จัก ตัวตนแบบสุดท้ายนี้จะสามารถทำให้ลดลงได้ด้วยการพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์แปลกใหม่ ทดลองทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน อย่างเช่น ถ้าไม่เคยขาหักก็ลองขาหักดูซักที...

เรียนทฤษฎีมาแล้ว ปีใหม่ที่ผ่านมาก็เลยลองภาคปฏิบัติดูบ้าง ด้วยการไปเรียนมวยไทย แล้วทำเท้าแพลงซะ!

ล้อเล่นหรอก ที่ไปเรียนมวยไทยน่ะตั้งใจทดลองจริงเพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่ขาแพลงนี่ไม่ได้ตั้งใจจะทดลองเล้ยให้ฟ้าผ่าคนข้างๆ ซิเอ้า

ตั้งแต่เล็กไม่ใช่เด็กที่ซุกซนเลยสักนิด คงเพราะแบบนี้ละมั้ง การบาดเจ็บ แขนหัก ขาหัก ที่เพื่อนๆรุ่นราวคราวเดียวกันนิยมเป็นตั้งแต่ในช่วงประถมถึงแคล้วคลาดพลาดผู้เขียนไปได้ แต่อาจจะเพราะเป็นแบบนั้นก็ได้ พอโตขึ้นก็เลยรู้สึกว่าใช้วัยเด็กไม่คุ้ม ต้องออกไปทำอะไรที่สมัยเด็กมัวแต่กลัวแล้วไม่ได้ทำ อย่างเช่น การเรียนมวยไทยเป็นต้น ก่อนที่จะอายุมากไปกว่านี้แล้วทำไม่ไหว

แต่ยังไม่ทันได้เรียนจริงจังอะไรหรอก เพิ่งไปลองดูสักครั้งสองครั้ง ในครั้งที่สองก็เกิดอุบัติเหตุ กระโดดจะตีเข่ากระสอบทรายแล้วลงผิดท่า ทำเท้าตัวเองพลิก เจ็บแทบน้ำตาร่วง เลยลองนั่งพัก เอาน้ำเย็นประคบ ดูอาการตัวเอง (เพราะไม่มีน้ำแข็ง) อยู่สักพัก เมื่อยังเดินไม่ไหวก็เริ่มออกอาการวิตกจริต ไม่แน่ใจว่ามันหักหรือเปล่า เพราะเสียงกร็อบลั่นตอนเกิดเหตุ ตัดใจว่าไปโรงพยาบาลเถอะ ว่าแล้วก็เกาะคอเพื่อน เขย่งเก็งกอยไปหาแท็กซี่ส่งห้องฉุกเฉิน

ข้อแรกที่เรียนรู้ หรือที่จริงต้องเรียกว่าระลึกได้เกี่ยวกับตัวเองคือ เป็นคนที่อยากลองนั่งรถเข็นผู้ป่วยมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้นั่ง!

เพิ่งนึกออกเดี๋ยวนั้นเองว่าสมัยเด็กๆ อยากลองนั่งรถเข็นผู้ป่วยแต่โดนห้ามเพราะผู้ใหญ่ถือว่าเป็นลาง เดี๋ยวจะพานบาดเจ็บพิการไปจริงๆ ไม่รู้ว่าเพราะเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้วทะลึ่งไปนั่งหรือยังไงหนนี้เลยบาดเจ็บ แต่ที่แน่ๆ คือพอลงรถเข็นได้ก็ดี๊ด๊า เข็นหน้าเข็นหลังเป็นการใหญ่ แทบจะลืมว่ามาโรงพยาบาลทำไม จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ถามรายละเอียดอาการถึงได้เถียงกับเพื่อนอยู่เป็นครู่ว่าเหตุเกิดเวลาไหนกันแน่ ก่อนจะได้ข้อสรุปว่าราวๆสักครึ่งชั่วโมงมาแล้ว จากนั้นเขาก็เปิดประตูให้เข็นเข้าห้องฉุกเฉินไป

ข้อที่สองเรียนรู้ในห้องฉุกเฉินได้ความว่า เป็นมนุษย์ที่ดึงดูดนักศึกษาแพทย์ให้เข้ามารุมซักอาการมาก!

อันนี้เป็นความรู้ต่อยอดจากตอนไปผ่าฟันคุดแล้วนักศึกษาทันตแพทย์ก็เข้ามารุมล้อมเหมือนกัน ไปๆ มาๆ เลยเป็นกรณีศึกษา โดนนักศึกษาผ่าให้เสียเลย เคราะห์ดีว่าถึกและอึดถึงรอดมาได้โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน ทั้งๆ ที่ขนาดรูมเมทให้อาจารย์หมอผ่า ยังแก้มบวมเหมือนอมลูกปิงปองเอาไว้อยู่หลายวัน

แต่สำหรับวันนั้นที่เท้าแพลง (ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าแพลงหรือว่าหัก ตั้งใจไปเอกซเรย์ให้แน่ใจ) เข้าใจว่าตัวเองเป็นเคสที่เล็กที่สุดในห้องฉุกเฉิน คู่ควรให้นักศึกษาแพทย์เข้ามารุมได้ เพราะสภาพคนอื่นๆที่เห็นอายุมากกว่าเราทั้งนั้น ถ้าไม่กำลังดมยา ทำหน้าสะลึมสะลือ ก็กำลังสูดออกซิเจน ดังนั้น ถึงจะโดนถามซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบก็อดทน เพราะสภาพเราดีกว่าผู้ป่วยรายอื่นๆในห้องหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้นต่อไปนักศึกษาแพทย์เหล่านี้ก็ไปเป็นหมอรักษาเคสที่หนักกว่าเราน่ะ ให้เขาฝึกไว้ดีแล้ว เผื่อต้องใช้บริการในอนาคต หลังจากผ่านการสัมภาษณ์หนักหน่วงก็ได้ผ่านเข้าไปเอกซเรย์จนได้ ก่อนจะกลับออกมารอฟังคำวินิจฉัย

การไปห้องฉุกเฉินคราวนี้น่าตื่นเต้นตรงที่ว่า ตอนแรกถึงดูว่าห้องไม่ค่อยจะฉุกเฉินสมชื่อเลย แต่พอดีวันนั้นมีเคสด่วนจี๋จริงๆเข้ามา เลยได้เห็นสภาวะห้องฉุกเฉินที่ฉุกเฉินสมชื่อ ทุกคนกรูกันเข้าไปดูเคสนั้น ผู้เขียนกับเพื่อนก็ชะเง้อคอยาว อยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรกันขึ้น ไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะต้องรอไปก่อนหรอก เพราะดูแล้วเขาด่วนกว่าจริงๆ ของเรายังไกลหัวใจอีกมากโข ไม่นานพยาบาลก็มาเชิญ 'ญาติผู้ป่วย' อันได้แก่เพื่อนผู้เขียนออกไปรอข้างนอก เพราะข้างในกำลังวุ่นวายกัน ขอให้อยู่แต่คนไข้เท่านั้น อันตัวเราเลยเป็นคนเดียวที่ได้อยู่ดูเหตุการณ์ในห้องนั้นต่อ จนมีหมอว่างพอมาบอกว่าไม่เป็นอะไรมากแค่เท้าแพลง พันผ้าให้แล้วให้บุรุษพยาบาลเข็นออกไปรับยาแล้ว เตียงนั้นยังมะรุมมะตุ้มกันอยู่เลย

กว่าจะกลับมาถึงแถวหอพักก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม เรื่องใหม่เอี่ยมที่ผู้เขียนเพิ่งได้รับรู้ก็คือ ตัวตนของผู้เขียนในสภาพผู้ป่วยนี้นอกจากจะเนื้อหอม ดึงดูดให้นักศึกษาแพทย์สาขาต่างๆ เข้ามาสนอกสนใจแล้ว ยังรวมไปถึงคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันด้วย! พี่คนหนึ่งนั่งดีดกีตาร์อยู่หน้าแฟมิลี่มาร์ทมาหลายคืน วันนั้นเห็นสภาพโขยกเขยกของผู้เขียนที่เกาะเพื่อนเดินไปแล้วก็รี่เข้ามาทัก

"น้องไปขอรถเข็นฟรีได้ที่...นะ พี่เห็นว่ามีอยู่"

"ขอบคุณค่ะพี่ แต่กำลังจะขึ้นหออยู่แล้วค่ะ"

ขณะกำลังชื่นชมในใจว่า โอ คนแปลกหน้าช่างมีน้ำใจ พี่แกก็เล่าต่อไปโดยไม่ไยดีต่อความพร้อมจะรับฟังของผู้เขียนและเพื่อนผู้เขียน ทั้งเรื่องว่าเขาแต่งเพลงอะไรอยู่บ้าง เคยแต่งเพลงอะไรมาบ้าง และอยากจะทำอะไรต่อไปในอนาคต โธ่ หนูรู้ว่าพี่เหงาปากอยากหาคนคุยด้วย แต่นี่มันดึกแล้วนะ และเท้าหนูแพลง! เคราะห์ดีโทรศัพท์เข้า ช่วยชีวิตเอาไว้ ผู้เขียนเลยถือโอกาสกระโดดขาเดียวออกมาทั้งๆ คุยโทรศัพท์ไปพลางนั่นแหละ ในที่สุดก็ได้ไปพักเสียที

ข้อสุดท้ายนี่ประหลาดดี และไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่เจอ หนึ่งสัปดาห์ต่อมาของการเดินกะเผลก ผู้เขียนยังตกเป็นเหยื่ออยู่เนืองๆ ของพวกชวนใช้ผลิตภัณฑ์หรือชวนซื้ออะไรต่อมิอะไรที่ปกติจะชิ่งหนีได้รวดเร็ว คราวนี้ต้องหาวิธีอื่นแทน เช่น บอกไปตรงๆเลยว่าไม่สนใจ

ไม่รู้ว่าราศีคนเจ็บมันเหมือนกลิ่นเลือดล่อฉลามหรือยังไงกัน ใครอยากรู้อยากช่วยยืนยัน ก็ลองไปทำเท้าแพลงดู แล้วเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ดีไหม