เที่ยวประจวบฯควบเพชรฯ

2
บันทึกการเดินทาง

ตอน...ผลจากโครงการพระราชดำริ

ห่างตัวอำเภอเมืองประจวบฯ ออกมาราวๆ 30 กิโลเมตร...น่าจะได้ ณ ยามบ่ายแก่มากๆของวัน ผมมาถึงดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ มองไปเห็นแต่เทือกเขาซับซ้อน ขวางลำตัวไปทางด้านเหนือและใต้ อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาตะนาวศรี ต่อเมื่อได้พินิจลึกเข้าไปอีกหน่อย ก็จะเห็นสภาพป่าดิบแล้งและดิบชื้น และยังมีสัตว์ป่าอยู่กันชุกชุม

แห่งหนที่ผมกล่าวไว้เมื่อสักครู่ คืออุทยานแห่งชาติกุยบุรี โดยเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกุยบุรี และแม่น้ำปราณบุรี หล่อเลี้ยงคนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 116 ตอนที่ 20 ก วันที่ 25 มีนาคม 2542 นับเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 90 ของประเทศไทย อาณาเขตครอบคลุม 4 อำเภอ คือ อำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี และอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์

ด้วยผืนป่ากุยบุรี มีความสมบูรณ์ทางชีวภาพ แล้วยังอุดมไปด้วยสัตว์ป่า จึงมีนายทุนและชาวบ้าน บุกรุกในเขตป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี เพื่อจับจองที่ดินปลูกสับปะรด ยูคาลิปตัส และสนปฏิพัทธ์ ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างชาวบ้านกับช้างป่า กระทั่งมีสถานการณ์ที่รุนแรง อย่างมีการพบช้างเพศผู้ 1 ตัว และเพศเมีย 1 ตัว ถูกฆ่าตาย ด้วยการวางยาพิษในสับปะรด ต่อมายังมีช้างตายเพิ่มมากขึ้น จากสาเหตุถูกยิงตาย หรือเผานั่งยาง กระทั่งพบช้างอายุราว 20 ปี ถูกไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟช็อตตาย หรือช้างเพศผู้ 5-10 ปี ถูกฆ่าเอางา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2552 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตร รวมถึงเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากช้าง ร่วมกันพิจารณาอย่างรอบครอบเกี่ยวกับพระราชดำรัสหลายความ หลายตอน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้ง ระหว่างคนกับช้างในพื้นที่อุทยานฯ ในห้วงเวลาและเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน ทุกฝ่ายต่างลงความเห็นพ้องต้องกันว่า ควรน้อมนำพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 มาใช้เป็นแนวทางการดำเนินการ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อการอนุรักษ์ช้างป่าและสัตว์ป่าอื่นๆ โดยมีใจความสำคัญอย่างยิ่ง ว่า "ช้างควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้น มีอาหารช้างเพียงพอ การปฏิบัติ คือให้ไปสร้างอาหารในป่า เป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยกับช้างป่า"

รวมถึงพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 5 มกราคม 2555 ใจความสำคัญ ว่า "ช้างเป็นสัตว์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรัก ทรงห่วงใย โดยเฉพาะช้างทางกุยบุรี และแก่งกระจาน ทรงห่วงใยมาตลอด ทรงช่วยหาที่อยู่ที่กินให้ช้าง จะได้ไม่รบกวนคน คนกับช้างจะได้มีปัญหากันน้อยที่สุด เช่น ที่กุยบุรีประจวบคีรีขันธ์ ช้างมีความสำคัญมาแต่ครั้งประวัติศาสตร์ เคยช่วยรักษาบ้านเมือง กู้บ้านกู้เมือง ดังนั้นขอให้ช่วยกันดูแล มิให้ช้างถูกฆ่าอย่างทารุณเยี่ยงนี้ เพื่อจะได้ไม่ผิดพระราชประสงค์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระทัยที่จะให้มีการอนุรักษ์ช้าง ให้เป็นสัตว์คู่แผ่นดินสืบไป"

เหตุการณ์สะเทือนใจปี 2540-2548 นำมาซึ่งการคืนพื้นที่ จัดตั้งโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า ส่วนปี 2533 นำมาซึ่งความชัดเจนในนโยบาย ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการต่อต้านและปราบปรามการล่าสัตว์ป่า และปี 2554 นำมาซึ่งการประกาศห้ามใช้เครื่องปั่นไฟ ที่มีกระแสไฟรุนแรง หรือการขึงลวดล้อมพื้นที่ เพื่อป้องกันช้างป่าบุกรุก

เมื่อรับทราบถึงความเป็นมาต่างๆ แล้วพอเหลือบไปมองบรรยากาศ ซึ่งรอมร่อเข้าใกล้ช่วงเย็นย้ำแล้ว เราต่างรีบกระโจนขึ้นท้ายรถกระบะ แล้วเจ้าหน้าที่พากะโผลกกะเผลกไปตลอดทาง แต่ก็มีเสียงวิทยุวอบอกตำแหน่งช้างป่า ที่กำลังออกมาหากิน

จุๆ นั่นไง...ช้าง เจ้าหน้าที่กระซิบกระซาบกับเรา

หลังจากเสียงเครื่องยนต์เงียบสนิท เราก็ค่อยๆเริ่มคีบคานไปทีละหน่อย จนกระทั่งได้มาอยู่ตำแหน่งที่เหมาะสม ต่อการทัศนาและถ่ายภาพกันทุกคน

เจ้าหน้าที่อุทยานฯท่านหนึ่ง เปรยเบาๆกับผมว่า นับตั้งแต่มีโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส ต่อการอนุรักษ์ช้างป่าและฟื้นฟูป่ากุยบุรี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2540 ณ พระราชวังไกรกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีใจความที่สำคัญตอนหนึ่งว่า "...ให้ดำเนินการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี โดยใช้รูปแบบในการฟื้นฟู เช่นเดียวกับการดำเนินงาน โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี และโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี..." ซึ่งหลังจากมีการดำเนินการไปไม่นาน ทุกสิ่งอย่างกลับส่งผลที่ดีขึ้น ให้กับชาวบ้าน ป่าไม้ และสัตว์ป่า โดยเฉพาะกับช้างป่า

ช้างเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ แล้วนับเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยใช้เวลาการตั้งครรภ์ถึง 22 เดือน ซึ่งนับว่านานที่สุดในบรรดาสัตว์บกทุกชนิด ช้างแรกเกิดมีน้ำหนักเฉลี่ย 120 กิโลกรัม และมีอายุขัยอยู่ระหว่าง 50-70 ปี

ช้าง...สัตว์เหนือสัตว์ ในด้านไหวพริบและจิตใจ

เสียงวิทยุจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ วอให้พาพวกเราไปที่หอดูสัตว์ ขณะนี้พบว่า กระทิงใกล้จะมาหากินหญ้าและดินโป่ง เมื่อเรามาถึงด้วยอาการเรียบร้อย แล้วสาวเท้าขึ้นไปจ้องมองที่หอดูสัตว์ แต่เวลาผ่านไปนานสองนาน ก็ยังมีไม่วี่แววของกระทิง

ระยะห่างออกไปไกลโพ้น ชายป่าดิบแล้งตอนห้าโมงเย็น เริ่มเห็นเงาดำตะคุ่มๆในพงไม้ กระทิงตัวผู้ที่มักอยู่ตามลำพัง ออกมาเล็มหญ้าและแทะดินโป่งก่อน จากนั้นก็มาปรากฏตัวเป็นฝูง จนนับจำนวนกระทิงเป็นมือระวิง กะประมาณกว่า 60 ตัวได้

กระทิงมักจะออกมากิน หลังจากช้างมาหากินก่อน โดยลักษณะทั่วไปของกระทิง ตามตัวจะมีขนยาว ตัวสีดำหรือดำแกมน้ำตาล เว้นแต่ที่ตรงหน้าผาก หรือครึ่งล่างของขาทั้ง 4 เป็นสีขาวเทาๆ ซึ่งขาทั้ง 4 ข้างตั้งแต่เหนือเข่าลงไปถึงกีบเท้า มีสีขาวเทาหรือเหลืองทอง ทำให้มองดูเหมือนสวมถุงเท้า กระทิงชอบอาศัยอยู่กันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีสมาชิกตั้งแต่ 50-60 ตัว แต่บางฝูงพบมากถึง 150 ตัว สมาชิกในฝูงประกอบด้วยตัวเมียและลูก ตัวผู้มักอาศัยอยู่ตามลำพัง แต่จะเข้าไปอยู่รวมฝูงเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ แล้วเดินหากินสลับกับการนอนพักตลอดทั้งวัน บางตัวนอนหลับในท่ายืนหรือนอนราบไปกับพื้น ฝูงกระทิงมักหากินอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่อดน้ำไม่เก่ง ช่วงฤดูกาลหลังไฟไหม้ป่า จะมาหากินยอดไม้อ่อนและหญ้าระบัด ที่มีอยู่มากมายตามทุ่งหญ้าและป่าเต็งรัง บางครั้งคราก็มีวัวแดงเข้ามาหากินรวมฝูงด้วย

พูดถึงวัวแดง...ผมก็เห็นวงขาวที่ก้นอยู่ตัวหนึ่ง เพื่อนจึงหันมาบอกว่า ก็นั่นละ...วัวแดง มันทำเนียนหากินรวมกับกระทิง เออใช่!!!กลมกลืนกันมาก

รัวถ่ายภาพราวกับปืนกล แล้วพลางสังเกตรูปลักษณะของวัวแดง ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปคล้ายวัวบ้าน แต่มีลำตัวที่ใหญ่กว่า ความยาวลำตัวและหัว ประมาณ 190-255 เซนติเมตร หางมีความยาว 65-70 เซนติเมตร ความสูงประมาณ 155-165 เซนติเมตร และมีน้ำหนักราว 600-800 กิโลกรัม ส่วนวัวแดงที่พบในประเทศไทย ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีสีน้ำตาล แต่ตัวผู้มีสีเข้มกว่าตัวเมีย ตัวผู้ที่มีอายุมาก มีสีน้ำตาลดำ และมีสีขาวรูปใบโพธิ์ที่ก้น รอบริมฝีปาก เหนือเปลือกตา และที่ขาทั้งสี่ ตั้งแต่เหนือเข่าลงไปมีสีขาว เรียกว่า ถุงเท้าขาว วัวแดงมีอายุยืนประมาณ 30 ปี เริ่มผสมพันธุ์ได้ เมื่อมีอายุ 2 ปีเศษๆ จะผสมพันธุ์นช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ระยะในการตั้งท้องนาน 8-10 เดือน ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว แล้วลูกหย่านมเมื่อมีอายุราว 9 เดือน หลังคลอดลูกราว 6-9 เดือน แม่วัวแดงจะเป็นสัดและรับการผสมพันธุ์

จ้องมองกระทิงกับวัวแดงอยู่ดีๆ ผู้นำทริปจากการท่องเที่ยว ก็เอ่ยว่า...เฮ้ยนั่น!!! มีนกแก๊กมาปิดท้ายรายการด้วย เราหันไปมองตามอย่างตื่นใจ เห็นเหินร่อนกลางท้องฟ้าสิบกว่าตัว แล้วก็แฉลบตัวไปเกาะที่ต้นยางนา ก่อนบินหายลับพร้อมกันทั้งฝูง

เมื่ออากาศมืดมัวเพียงหน่อยเดียว แต่เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ต่างช่วยกันเร่งมือต้อนนักท่องเที่ยว ให้ออกจากพื้นที่ไปโดยเร็ว ด้วยเป็นทั้งกฎกติกาที่มีไว้ แล้วเพื่อความปลอดภัยกับทุกๆคน เพราะยามค่ำคืน...ยากคาดเดาสถานการณ์ต่างๆ

พอกลับถึงที่พักได้หลับนอน ทั้งป่าเขาตามธรรมชาติ แลสัตว์ป่าอย่างช้าง กระทิง วัวแดง และนกแก๊ก ยังมาวนเวียนในฝัน เสมือนเป็นละครฉากหนึ่ง

 

ตอน...ปลุกความคิด สร้างจิตวิญญาณ

วันสุดท้ายของ "บันทึกการเดินทาง" แอบอาวรณ์นิดๆ

ด้วยความตระหนักและคิดตามในพระราชดำรัชของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2534 ว่า "ป่าชายเลนมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ของพื้นที่ชายฝั่งทะเลและอ่าวไทย แต่ปัจจุบันป่าชายเลนของประเทศไทยเรา กำลังถูกบุกรุกและถูกทำลายลงไป โดยผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตน โดยเฉพาะต้นโกงกาง เป็นไม้ชายเลนที่แปลก และขยายพันธุ์ค่อนข้างยาก เพราะต้องอาศัยระบบน้ำขึ้นน้ำลง ในการเติบโตด้วย จึงขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ กรมป่าไม้ กรมประมง กรมชลประทาน และกรมอุทกศาสตร์ ร่วมกันหาพื้นที่ที่เหมาะสม ในการทดลองขยายพันธุ์โกงกาง และปลูกสร้างป่าชายเลนกันต่อไป"

และต่อเนื่องจากพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2546 ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สอนข้าพเจ้าเสมอว่า ป่าชายเลนให้ช่วยกันระวังรักษา เพราะว่าป่าชายเลนนี่ เหมือนสถานอนุบาลของสัตว์น้ำเล็กๆ ตอนที่เขายังเล็กๆ เขาไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ การที่มีป่าชายเลนก็ทำให้เขาเลี้ยงตัวได้ และรอดชีวิตเป็นปลาใหญ่ ขึ้นมาเป็นกุ้งใหญ่ ปูใหญ่ เจริญเติบโตแล้วก็เป็นอาหารมนุษย์ต่อไป แต่ถ้าไม่มีป่าชายเลนแล้ว พันธุ์ปลา พันธุ์กุ้ง พันธุ์ปูก็ค่อยๆสูญไป ก็เท่ากับเป็นสถานอนุบาล นี่เป็นสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนข้าพเจ้าไว้ ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาสนับสนุนป่าชายเลน"

แล้วย้อนกาลไกล เมื่อปี 2539 พื้นที่นากุ้ง FPT 29 FPT 29/1 และ FPT 29/3 ร้างและเสื่อมโทรมอย่างมาก กระทั่งมิอาจทำให้เกิดคุณประโยชน์อันใดได้ ทว่าเพื่อเป็นการสนองพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยต่อสถานการณ์ป่าชายเลน บริเวณแม่น้ำปราณบุรี ที่ถูกบุกรุกทำลายไปเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ปี 2541 ได้มีการปรับสภาพของดิน ด้วยการไถพรวนให้ดินร่วนซุยขึ้น พร้อมเลือกสรรค์ปลูกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม กับระดับน้ำที่ท่วมถึงและตะกอนดิน จนกระทั่งผ่านมา เมื่อปี 2543 ต้นไม้มีการเจริญเติบโตขึ้น ในความสูงอยู่ที่ประมาณ 60-200 เซนติเมตร และในที่สุดปี 2555 ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ กลับคืนมาและใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

รายละเอียดของคำตอบ ในการพัฒนาอย่างถาวร จัดแสดงให้เข้าใจอย่างง่ายๆ ภายใน ศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน สิรินาถราชินี ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเรามุ่งมั่นเดินทางมาเรียนรู้ตั้งแต่เช้าเลย

ศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน สิรินาถราชินี ศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน หรือการฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้าง แห่งแรกของประเทศไทย แต่เดิมทีเป็นของ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กำหนดพื้นที่ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเก่า-คลองคอย มีพื้นที่ประมาณ 1,984 ไร่ ปัจจุบันได้รับการดูแลโดย สำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

นอกจากเรียนรู้ในนิทรรศการมีชีวิต ตระการตามุมมอง 360 องศา จากหอชะคราม ยังมีสะพานไม้ยกระดับราวพันเมตร เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน หรือกิจกรรมล่องเรือชมสองคลองเชื่อมสองป่า พร้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่มีต่อปวงชนชาวไทย