หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอรหันต์ผู้เป็นที่รักของทวยเทพ

พญานาคหนุ่มมาใส่บาตร
ประสบการณ์ลี้ลับ

ในครั้งที่หลวงปู่ชอบพักอยู่ที่วัดห้วยน้ำริน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ทุกวันก็จะมีชาวบ้านในละแวกนั้นมาใส่บาตรหรือฟังเทศน์ ในกลุ่มชาวบ้านนั้นหลวงปู่สังเกตเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งมีลักษณะแปลกกว่าชาวบ้าน ทั้งๆที่เขาแต่งกายธรรมดาแต่ก็ดูภูมิฐานกว่าคนทั่วไป อาหารที่นำมาถวายก็เป็นอาหารพื้นเมือง มีปลา ผัก น้ำพริก หรือแกง แต่รสชาติอาหารนั้นดูจะพิเศษกว่าผู้อื่น เมื่อท่านถามชาวบ้านแถวนั้นก็ไม่มีใครรู้จักชายหนุ่มคนดังกล่าวเลย ไม่มีใครรู้ว่าบ้านช่องอยู่ที่ไหน ในวันหนึ่งเมื่อหลวงปู่ได้พบชายผู้นั้นนำดอกไม้และอาหารมาถวายเช่นเคย ท่านก็ได้ถาม เขาก็ตอบว่าบ้านอยู่แถวนี้ ตอบเสร็จก็ถอยไปนั่งรอ ระหว่างท่านฉันอย่างสงบเสงี่ยม เมื่อหลวงปู่ฉันเสร็จแล้วชาวบ้านก็จะนำอาหารที่เหลือจากพระนำลงบาตรแล้วมาตักแบ่งแจกกันรับประทานเป็นกลุ่มๆ แต่ชายผู้นั้นไม่ได้ร่วมวงรับประทานกับกลุ่มใคร เขาคงนั่งอยู่คนเดียวอย่างสำรวม หลวงปู่ได้แต่คอยแอบสังเกตเขาอย่างเงียบๆ จนเมื่อท่านฉันเสร็จและให้พร เห็นเขาเก็บข้าวของกราบลา ท่านก็รออยู่พอไม่ให้น่าเกลียดแล้วจึงลุกตามไปดูว่าเขาจะกลับไปทางใด ปรากฏว่าพอลับจากศาลาเขาก็เดินหายลงไปในสระน้ำหน้าวัด ชายคนนั้นก็คือ "พญานาค" นั่นเอง

พญานาคนั้นมีความเคารพในผู้ทรงศีลหรือผู้ทรงคุณธรรม พวกเขาปรารถนาในการบำเพ็ญศีล ทาน ภาวนา เขาเคยบอกกับหลวงปู่ชอบว่า "กลิ่นศีลอันบริสุทธิ์ของพระคุณเจ้าหอมนัก หอมทั้งใกล้ หอมทั้งไกล หอมทวนลม หอมไปไกล พวกเขาขอโอกาสมาทำบุญถวายทานแด่พระคุณเจ้าเพื่อเป็นการเพิ่มพูนบารมีของตนสืบไป" หลวงปู่ท่านได้เล่าถึงการแปลงกายของพญานาคว่า การเนรมิตกายของพญานาคจะให้เป็นอย่างไรก็ทำได้ทั้งนั้น เป็นหนุ่มน้อย ชายชรา หญิงสาวสวย เป็นนายพรานหรือเสือ ฯลฯ การเนรมิตกายนั้นพญานาคบอกแก่ท่านว่า ไม่อยากเย็นเพียงคิดก็เปลี่ยนไปได้ตามต้องการ เขาสามารถเนรมิตกายได้อย่างรวดเร็ว สำหรับรูปกายที่เป็นพญานาคจริงๆ นั้น ท่านก็เคยเห็นรูปร่างเหมือนกับที่เขาทำไว้ตามโบสถ์ ตามวิหาร มีหงอนสามหงอนบ้าง เจ็ดหงอนบ้าง ครั้งหนึ่งท่านเคยเห็นทั้งพญานาคและนางนาคผัวเมียที่มาหาท่านในร่างของมนุษย์แต่งตัวด้วยเครื่องทรงกษัตริย์ มีข้าราชบริพารเฝ้าแห่แหนพญานาคที่น้ำตกไนแองการ่า ทวีปอเมริกา

หลวงปู่ชอบมักได้รับนิมนต์จากลูกศิษย์หรือญาติโยมให้ไปโปรดยังต่างประเทศอยู่เสมอ นอกจากพม่า ลาว ปีนัง มาเลเซีย จีน หรืออเมริกาท่านก็ไปมาหมด โดยเฉพาะที่อเมริกานั้นหลวงปู่เดินทางไปถึงสามครั้ง ครั้งแรกเมื่อเมษายนถึงพฤษภาคม พ.ศ.2533ไปในงานวางศิลาฤกษ์ศาลาของวัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ครั้งที่ 2 เดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ.2533 ปีเดียวกันเพื่อเป็นประธานทอดผ้าพระกฐินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ วัดภูริทัตตวนารามเช่นกัน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2533 ครั้งที่ 3 หลวงปู่รับนิมนต์เมตตาไปจำพรรษาให้ ณ วัดพุทธรัตนาราม เมืองเคล
เลอร์ รัฐเท็กซัส ในปีพ.ศ.2534
 

ระหว่างที่หลวงปู่พักอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็จะมีญาติโยมทั้งคนไทยและลาวที่เคารพเลื่อมใสในหลวงปู่มักนิมนต์ให้ท่านไปโปรดตามสถานที่ต่างๆ ท่านมีเมตตาเล่าให้ศิษย์ที่ใกล้ชิดติดตามท่านไปว่าเมื่อท่านไปพักที่วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ วัดเมตตาวนาราม เมืองซานดิเอโก วัดญาณรังสีใกล้กรุงวอชิงตันดี.ซี. รัฐเวอร์จิเนียนั้น เวลากลางคืนมีพวกเทวดามานมัสการขอฟังธรรมกับท่าน บางทีมามากบางวันมาน้อย สำหรับที่วัดพุทธรัตนารามนั้นมีเทวดามาทุกวันเลย เทวดาที่มากราบหลวงปู่นี้หลวงปู่เล่าว่าแม้เวลาทำวัตรสวดมนต์เขาก็มาอนุโมทนาด้วย ส่วนมากเป็นเทวดาผู้หญิงมากกว่าเทวดาผู้ชาย

คราวหนึ่งญาติโยมชาวลาวที่อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก ได้นิมนต์หลวงปู่ให้ไปโปรดพวกเขาที่เมืองบัฟฟาโล ที่นั่นยังไม่มีวัดที่จะทำบุญเลย เมื่อไปที่นั่นท่านเล่าว่า ตรงนี้เคยเป็นสมรภูมิรบของพวกอินเดียแดง ซึ่งพากันมาขอส่วนบุญกันมากมาย จนต่อมาได้มีญาติโยมอีกกลุ่มหนึ่งนิมนต์หลวงปู่ไปยังน้ำตกไนแองการ่าที่ริมเขตแดนระหว่างอเมริกาและแคนาดา เมื่อไปถึงน้ำตกจากที่มีแดดเปรี้ยงกลับมีเมฆดำและฝนตกลงมาอย่างหนัก ต้องรีบหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น ทั้งๆที่ไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกมาก่อน ศิษย์หลายคนสงสัยเพราะปกติช่วงนี้เป็นฤดูฝนมีอากาศแจ่มใสตลอด ฝนไม่ตกมาหลายเดือน ทำไมจู่ๆจึงมีฝนขึ้นมา แถมตกหนักเสียด้วย จึงกราบถามท่านหลวงปู่ตอบว่า "พญานาคเขามากราบ พญานาคมาฝนก็มา" หลวงปู่ชอบท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของเหล่าพญานาคจริงๆ

เทพแปลงกายเป็นพระนางมัทรีมาช่วยหลวงปู่ชอบ

เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชอบจำพรรษาอยู่ในวัดป่าหนองวัวซอ เวลากลางวันขณะที่ท่านพักอยู่ในกุฏิ วันนั้นโยมมารดาของหลวงปู่ที่บวชเป็นชีอยู่ที่วัดป่าหนองบัวบานได้มาเยี่ยมท่านที่วัด ท่านเล่าว่าวันนั้นต้องตกใจตื่นขณะกำลังจำวัดเพลินๆ เพราะเพิ่งได้พักจากการภาวนา ได้ยินเสียงโยมมารดาท่านมาเรียกและทุบประตูกุฏิ "เร็วๆ เข้ารีบไปศาลาโดยด่วนเถอะคุณลูก นิมนต์ไปศาลา พระนางมัทรีอยู่ที่ศาลแน่ะ เร็วเถอะท่าน พระนางมัทรีมา" โยมมารดาเร่ง ท่านจึงรีบครองผ้าเหลืองและลงมาจากกุฏิทันที ไม่ทันคิดว่าเป็นใคร มาทำไม โยมแม่ให้รีบไปก็ตามใจโยมแม่ ซึ่งพอท่านก้าวลงจากกุฏิมาได้อึดใจเดียว ได้ยินเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดสนั่นพร้อมกับเสียงดังโครมใหญ่ก็บังเกิดขึ้น ผลก็คือต้นไม้ใหญ่หน้ากุฏิท่านหักโค่นล้มลงทับกุฏิของท่านพังไปต่อหน้าต่อตา ทั้งท่านและโยมมารดายืนตะลึงอยู่ตรงนั้น ซึ่งถ้าหากท่านยังอยู่ในกุฏิร่างของท่านคงแหลกเหลวเป็นแน่

เรื่องที่ต้นไม้ใหญ่หน้ากุฏิหลวงปู่ชอบโค่นนี้เป็นเพราะฝนตกมาก่อนหน้านี้ทั้งวันทั้งคืน น้ำฝนคงเซาะรากไม้ทีละน้อยจนไม่อาจยืนต้นได้จึงโค่นลงมา โยมมารดาของหลวงปู่ท่านเล่าว่า วันนั้นคิดอย่างไรไม่ทราบคิดมาเยี่ยมเพราะลูกชาย ขณะมาถึงได้แวะไปนั่งพักที่ศาลาก่อน เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ในศาลาแต่งตัวอย่างนางกษัตริย์สวยงามมาก นางบอกว่าชื่อพระนางมัทรี โยมมารดาบอกว่าท่านตื่นเต้นมากทั้งยังประหลาดใจว่าพระนางมัทรีมีชื่ออยู่ในเรื่องพระเวสสันดรไม่นึกว่าจะมีตัวตนจริง ท่านจึงรีบไปบอกพระลูกชายให้มาดูพระนางมัทรีเป็นบุญตา และเมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปโยมก็ได้พาพระลูกชายไปที่ศาลา ก็ไม่ปรากฏร่างพระนางมัทรีเสียแล้ว ความจริงอาจไม่มีใครบนศาลานั้น ที่นั่นมีภาพพระเวสสันดรและพระนางมัทรีติดประดับอยู่บนศาลาเท่านั้น

จึงคิดว่าเทพยดาท่านแปลงกายเป็นพระนางมัทรีให้โยมมารดาของหลวงปู่ชอบเห็นเพื่อไปเรียกหลวงปู่ให้พ้นจากการที่จะถูกต้นไม้ใหญ่ล้มทับกุฏิที่ท่านอยู่นั่นเอง เพราะหากว่าท่านยังคงจำวัดอยู่ในนั้นท่านคงมรณภาพตั้งแต่ตอนนั้นเป็นแน่ เรื่องนี้สหธรรมิกของหลวงปู่ชอบคือหลวงปู่หลุยท่านมักจะเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังเสมอว่า "บุญบารมีที่แต่ละคนสร้างสมอบรมมานั้น โดยเฉพาะท่านผู้จะเดินไปสู่มรรคผลนิพพานนั้น จะต้องมีเทพยดาอารักษ์มาบำรุงรักษาปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากภัยอันตรายเสมอ"