ตามรอย "ลูกกำปัดทวารวดี" อู่ทอง

เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงพุทธศาสนาและลูกปัดโบราณ
ที่นี่..รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

เหตุใดที่ทำให้ "ลูกกำปัดทวารวดี" หรือเม็ดหินสี และเม็ดแก้วเล็กๆได้รับความสนใจจากนักสะสม อาจได้รับคำตอบว่า เพราะมีความโดดเด่น ด้านแหล่งที่มา ความซับซ้อนในกระบวนการผลิต การออกแบบลวดลายที่วิจิตรพิสดาร ทว่าความสำคัญมิได้จำกัดอยู่เพียงเป็นเครื่องประดับ แต่เป็นพยานวัตถุที่บอกความเป็นมาของชนชาติ และอาณาจักรโบราณที่เคยเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ดิฉันเดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อฟังสัมมนาวิชาการเรื่อง อู่ทองเมืองโบราณ การท่องเที่ยวสร้างสรรค์เชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิม ผ่านหลักฐาน พระพุทธศาสนาสมัยแรกเริ่มและรอยลูกปัด ตามคำเชิญของ กันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ ประธานสมาพันธ์สมาคมเครือข่ายท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(สคท.) และ สุเทพ เกื้อสังข์ ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน อพท.

จัดขึ้นโดย องค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ เพื่อศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ว่าด้วยประวัติศาสตร์โบราณคดีอู่ทองและปริมณฑล ก่อนนำไปสู่การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวในเมืองโบราณอู่ทองฯ เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองโบราณอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานกล่าวต้อนรับและเปิดการสัมมนาทางวิชาการฯ

ศิริกุล กสิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ อพท. นำเสนอวัตถุประสงค์แผนแม่บทและแผนปฏิบัติการฯ เมืองโบราณอู่ทองว่า เป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งอารยธรรมสมัยทวารวดี ที่พบเหรียญโรมันทำจากทองแดง เหรียญเงินมีตราปูรณะกลศ (หม้อน้ำ) เหรียญรูปพระอาทิตย์อุทัย สมัยฟูนัน แผ่นทองแดงจารึกอักษร ประติมากรรมดินเผารูปพระสงฆ์ 3 องค์อุ้มบาตร ศิลปะอมราวดีทำจากดินเผา ฯลฯ

ลูกกำปัดทวารวดี เครื่องประดับของคนโบราณในเขตพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง ลักษณะสวยงามและมีเอกลักษณ์แตกต่างไปจากที่พบในแหล่งอื่นในสมัยทวารวดีด้วยกัน แต่เนื่องจากปัจจุบันลูกกำปัดที่สามารถขุดพบในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทองได้ลดน้อยลง จนแทบจะไม่เหลือให้เห็นแล้ว อพท.สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง (สพพ.7) จึงได้จัดทำโครงการ พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวตามรอยลูกกำปัดทวารวดี ขึ้นมา

จากนั้น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ผาสุข อินทราวุธ อดีตคณบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า เมืองอู่ทองตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจระเข้สามพัน แยกตัวมาจากแม่น้ำสุพรรณบุรีหรือแม่น้ำท่าจีนในบริเวณที่เป็นอำเภอสามชุกในปัจจุบัน ผังเมืองเป็นรูปวงรี มีเนื้อที่ประมาณ 976 ไร่เศษ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบเมืองกว้างประมาณ 20 เมตร เคยปรากฏว่ามีป้อมปราการก่อด้วยศิลาแลง

อู่ทองเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขาหลายลูกสลับซับซ้อน ประกอบด้วย เขาทุ่งดินดำ เขาพุทอง เขาตาแก้ว เขารางกะเปิด เสมือนกำแพงป้องกันข้าศึกและเป็นต้นกำเนิดของลำห้วยรวกกับลำห้วยหางนาค ซึ่งนำน้ำจากทิวเขาไหลลงสู่คูเมือง พื้นที่ด้านตะวันออกเป็นที่ลาดต่ำลงมาถึงแม่น้ำสุพรรณบุรี(แม่น้ำท่าจีน) และต่อไปถึงที่ราบลุ่มซึ่งมีหลักฐานว่า เคยเป็นทะเลมาก่อน

มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้าแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชุมชนโบราณในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลักฐานที่แสดงว่าอู่ทองได้ติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้ากับประเทศอินเดีย (สมัยราชวงศ์เมาริยะ-ศุงคะ พุทธศตวรรษที่ 3-4) พบสินค้าส่วนใหญ่เป็นประเภท ลูกปัด หินคาร์เนเลีย หินอะเกต ทั้งแบบเรียบและแบบที่ตกแต่งโดยการสกัดผิวและฝังสี (ETCHED BEADS) จำนวนมาก

ชุมชนโบราณในเมืองอู่ทองมีการติดต่อค้าขายกับอินเดีย ในสมัยอินโด-โรมัน (ศตวรรษที่ 6-9) ตรงกับสมัยราชวงศ์กุษาณะ-คุปตะอินเดียภาคเหนือ และสมัยราชวงศ์ศาตวาหนะ-อิกษวากุอินเดียภาคใต้ มีชาวโรมันมาตั้งถิ่นฐานในอินเดีย จึงพบสินค้าของอินเดีย โรมัน และสินค้าแบบอินโด-โรมัน (สินค้าเลียนแบบโรมัน) ในเมืองอู่ทองและบริเวณใกล้เคียง เช่น พงตึก จ.กาญจนบุรี

"โบราณวัตถุที่แสดงหลักฐานการแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวอินเดียคือ ลูกปัดชนิดต่างๆที่พบเป็นจำนวนมากในตัวเมืองอู่ทองและบริเวณใกล้เคียง ทำด้วยหิน แก้ว และทอง ลูกปัดเมืองอู่ทอง ส่วนใหญ่จะได้จากการขุดพบโดยบังเอิญ และพบ เหรียญโรมัน เป็นหลักฐานว่ามีการติดต่อค้าขายกับโลกตะวันตก"

ลูกปัดแก้วหลากสี ที่พบเป็น ลูกปัดโรมัน แบบมีแถบสีหลายสีสลับกัน (STRIPED BEADS) แดง ดำ ขาว เหลือง เขียว และแบบที่เรียกว่า ลูกปัดมีตา (EYE BEADS) พบแบบที่มี พื้นดำตาสีม่วง พื้นน้ำเงินตาสีขาว และพื้นขาวตาสีน้ำเงิน ลูกปัดแก้วหลากสีและลูกปัดแก้วมีตา มีแหล่งผลิตอยู่แถบเมดิเตอร์เรเนียน ในอาณาจักรกรีก อาณาจักรโรมัน อาณาจักรเปอร์เซีย

"การพบ ลูกปัดแก้วหลากสี และลูกกำปัดแก้วมีตา หรือโบราณวัตถุประเภทต่างๆ อาจสันนิษฐานได้ว่า ลูกปัดดังกล่าวมาจากเมืองท่าของอินเดีย ซึ่งเริ่มติดต่อค้าขายกับโลกตะวันตก ดังนั้น ลูกปัดแก้วหลากสีและลูกปัดแก้วมีตาจากโลกตะวันตก จึงหลั่งไหลเข้ามายังเมืองท่าของอินเดีย และถูกส่งต่อมายังเมืองท่าต่างๆในดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองออกแก้ว (เวียดนามใต้)"

เมืองท่าโบราณที่มีการพัฒนาเป็น ศูนย์กลางของศาสนาพุทธคือ เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี (บริเวณภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย) และเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งในรัฐทวารวดี ส่วนเมืองท่าโบราณที่เป็นศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์คือ เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนามตอนใต้

การอภิปราย "ความจริงจากเมืองโบราณอู่ทอง"ของ ไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ นายอำเภออู่ทอง ประทีป เพ็งตะโก ผอ.สำนักโบราณคดีที่ ๒ สุพรรณบุรี ประยูร อสัมภิณพงศ์ ปธ.ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอู่ทองฯ พิสิทธิ์ ลีรัตนนุรัตน์ (พลอย อู่ทอง) ผู้ศึกษาเรื่องลูกกำปัดอู่ทอง โดยมี สุเทพ เกื้อสังข์ ผอ.สำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน อพท. เป็นผู้ดำเนินรายการ

พิสิทธิ์ ลีรัตนนุรัตน์ (พลอย อู่ทอง) กล่าวถึงประเด็นว่า ทำไมคนอู่ทองจึงเรียกเม็ดโลหะ เม็ดหินสีหรือเม็ดแก้วเล็กๆว่า ลูกกำปัด แทนที่จะเรียกว่าลูกปัดเช่นเดียวกับที่อื่นๆ นั่นเป็นคำเรียกแบบพื้นถิ่นอู่ทอง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ทุกคนเข้าใจและรับรู้ตรงกันโดยปริยาย หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวอู่ทองก็ว่าได้ ที่เมื่อเอ่ยคำว่า ลูกกำปัดทวารวดี แล้วย่อมจะหมายถึง "ลูกปัดแท้เมืองอู่ทอง" เท่านั้น

ภูธร ภูมะธน กล่าวถึง (1) มุมมองทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี พระพุทธศาสนาและลูกปัดที่อู่ทอง ว่าพุทธศาสนาแพร่หลายมาถึงดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 โดยมี แผ่นดินเผารูปพระสาวก 3 องค์อุ้มบาตร เป็นหลักฐานสนับสนุนเรื่องพุทธศาสนา ลัทธิที่นับถือกันมากคือ ลัทธิหินยานหลายนิกาย และดูเหมือนว่านิกายเถรวาทจะแพร่หลายกว้างขวางมาก เพราะพบพระธรรมจักรและจารึกคาถาธรรมที่เป็นภาษาบาลีอีกจำนวนหนึ่ง สำหรับลัทธิมหายานก็มีการนับถือด้วย

อาจารย์ณัฏฐภัทร จันทวิช ผู้เชี่ยวชาญแห่งกรมศิลปากร กล่าวถึง (2) ลูกปัดกับการประดับตกแต่งร่างกายของคนโบราณอู่ทอง ลูกปัดเป็นเครื่องประดับที่ผู้มีสุนทรียะให้ความสนใจมานับเป็นพันปี เพื่อเพิ่มความงามให้ผู้สวมใส่ ทำด้วยหินสี เปลือกหอย แก้วสี หรือสิ่งที่ประดิษฐ์คิดขึ้นมาได้ในขณะนั้น นอกจากจะใช้ประดับตกแต่งร่างกายแล้ว มีคติความเชื่อว่า ลูกปัดเป็นเครื่องราง ด้วยการตกแต่งลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความโชคดี อำนาจปกป้องคุ้มครองภัยต่างๆ ด้วย

ความเป็นมาของลูกปัดยังสรุปไม่ได้ว่ามาจากแห่งใด แต่เชื่อกันว่าชาวอียิปต์ซึ่งมีความรู้เทคนิคการทำแก้วอาจประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งทำกันแบบง่ายๆจากดินเผา ต่อมาทำ น้ำเคลือบเครื่องปั้นดินเผา ทำให้แข็งตัวเป็นก้อนและเกิดประกายแสงสวยงาม จึงนำมาสู่การทำเครื่องประดับลูกปัดในยุคแรก ต่อมาทำเลียนแบบหินมีค่าด้วยการผสมสีจากแร่ต่างๆ ลงในน้ำเคลือบแก้ว เช่น ผงมาลาไคท์ ผงลาปิสลาซูลิ

การศึกษาด้านโบราณคดีที่คลองท่อม (กระบี่) ควนลูกปัด (พังงา) แหลมโพธิ์ (สุราษฎร์ธานี) เมืองยะรัง (ปัตตานี) ได้พบวัตถุโบราณทำด้วยแก้ว คล้ายกับที่พบในอำเภออู่ทอง(สุพรรณบุรี) แสดงถึงความนิยมการใช้ลูกปัดเป็นเครื่องประดับทั้งในภาคกลางและภาคใต้ พบว่าลูกปัดขนาดเล็กเป็นที่นิยมและใช้มาจนถึงปัจจุบัน อาจเป็นไปได้ว่านิยมนำลูกปัดมาปักประดับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เช่นเครื่องแต่งกายของโนรา

ร้อยเอก บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ กาญจนบุรี กล่าวว่า (3) อู่ทองกับละแวกย่านนี้เมื่อสมัยโบราณ พุทธศาสนาจากภาคใต้น่าจะเริ่มเข้ามาแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตคนพื้นเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนถึงการยอมรับนับถือศาสนาพุทธในดินแดนภาคกลางถึงสุวรรณภูมิ การพบลูกปัดแก้วและลูกปัดหินจึงยืนยันการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มนับถือพุทธศาสนา ดังนั้น การแพร่กระจายตัวของลูกปัดจึงน่าจะมีความสัมพันธ์ควบคู่กับอิทธิพลทางพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย

ภาคกลางคืน งานเลี้ยงรับรองที่โรงแรมสองพันบุรี มีนิทรรศการและจัดแสดง"ลูกกำปัดอู่ทอง"และลูกปัดจากแหล่งต่าง ๆ สีสันอยู่ที่การนำลูกกำปัดของชาวอู่ทองมาประชัน ความงดงามและเสน่ห์ของลูกกำปัดอู่ทองโบราณแท้ โดยมี พัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ อดีต ผอ.ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมชาย ชมภูน้อย ผอ.ภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เกียรติมาร่วมงาน

ฟังปาฐกถาเกียรติยศ "อู่ทองกับลูกปัดที่อู่ทอง สองที่สุดของเมืองไทย" โดย รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ สำนักเมืองโบราณ กล่าวว่า เมืองอู่ทองและปริมณฑล คือบริเวณศูนย์กลางของรัฐหรือแคว้นสำคัญ ที่พัฒนาขึ้นในสมัยสุวรรณภูมิที่มีโบราณสถานวัตถุสนับสนุนมากกว่าที่อื่นๆ เพราะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคม ทั้งจากเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียมายังฝั่งทะเลจีนในอ่าวไทย เป็นศูนย์กลางที่จะติดต่อทางทะเลไปยังบ้านเมืองตะวันออก

นอกจากนั้นเมืองอู่ทองเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางบกที่ผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาทางซีกตะวันออกเข้าลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสักไปยังที่ราบสูงโคราชในลุ่มน้ำมูล-ชีและแม่น้ำโขงอีกด้วย อีกสิ่งหนึ่งจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในเขตเมืองอู่ทองและปริมณฑล ก็คือได้พบร่องรอยของคนที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา อันแสดงให้เห็นถึงการเป็นสังคมนานาชาติได้มากกว่าที่อื่นๆ

"ในบรรดาเมืองโบราณทั้งหลายในประเทศไทย เมืองอู่ทองคือเมืองที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในยุคต้นประวัติศาสตร์ แม้ว่าในสมัยหลังจะโรยร้างไปแล้วก็ตาม แต่ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองซึ่งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณที่ดำรงอยู่สืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้มีผู้คนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาตั้งถิ่นฐานในลักษณะที่เคยเป็นชุมชนใหญ่บ้างเล็กบ้าง จนกระทั่งในปัจจุบันได้พัฒนาเป็นเมืองในระดับอำเภอสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี"

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยและตั้งข้อสันนิษฐานว่า อู่ทองคือเมืองสุพรรณบุรีเก่าที่ปรากฏชื่อในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ทรงคิดว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้สร้างพระนครศรีอยุธยา ผู้เป็นพระราชบุตรเขยของกษัตริย์ผู้ครองเมืองสุพรรณบุรีนั้นเคยครองเมืองนี้ต่อจากพ่อตา เมื่อเกิดโรคระบาดจึงทิ้งเมืองไปสร้างพระนครศรีอยุธยา เหตุนี้สมเด็จพระรามาธิบดี 1 จึงมีอีกพระนามว่า "พระเจ้าอู่ทอง"

วันที่สอง ชมพื้นที่ประวัติศาสตร์และโบราณคดีอู่ทอง ซึ่งจะพัฒนาเป็น"เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงพุทธศาสนาและลูกกำปัดอู่ทอง" โดยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ประกอบด้วย 1. วัดเขาดีสลัก บนยอดเขาประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองนูน 108 มงคลและปริศนาธรรม องค์มหาเจดีย์ศรีทวารวดี และชมวิวทิวทัศน์มุมสูงของเมืองอู่ทอง

2. วัดเขาทำเทียม เชื่อกันว่าเพิงผาหน้าถ้ำเป็นที่พำนักของอัครสาวกและใบเสมาหินตำนาน"บุษยคีรี"ปฐมอุโบสถในแผ่นดินสยาม 3. วัดเขาพระศรีสรรพเพชญาราม สักการะองค์หลวงพ่อสงฆ์ รอยพระบาทครอบด้วยมณฑปวิจิตร 4. วัดเขากำแพง เคยเป็นปล่องภูเขาไฟ ไม้โบราณประจำถิ่น พระพุทธรูปหยกขาว 5. วัดเขาถ้ำเสือ การพบ กรุพระถ้ำเสือ ป่าจันทน์ขาว ป่าสุพรรณิการ์ ส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วขุนเขา

ประเด็นเรื่อง"พระพุทธศาสนาในอู่ทองและลูกกำปัดอู่ทอง" ยังคงมีความสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายต้องร่วมมือกันฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ทั้งความรู้ใหม่และการตกผลึกองค์ความรู้ต่างๆ อันจะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาต่อไป