หนึ่งราตรี...ที่อภัยภูเบศร

หญิงไทยรายงาน

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดกิจกรรมโครงการ "หนึ่งราตรี...ที่อภัยภูเบศร" ด้วยการตกแต่งประดับประดา ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ด้วยแสงสีอย่างตระการตา พร้อมกับชมนิทรรศการ "สุนทรียะ อภัยภูเบศร" โดยกิจกรรมจัดถึง 14 กุมภาพันธ์ 2557 จึงเรียนเชิญร่วมกิจกรรมต่างๆ ณ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี

ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นอาคารสองชั้นแบบก่ออิฐถือปูน มีความกว้าง 18.60 เมตร ความยาว 38.40 เมตร สถาปัตยกรรมแบบบาโร้คตะวันตก ตามบริเวณซุ้มประตู หน้าต่าง เสา ขื่อ หรือคาน ตกแต่งด้วยปูนปั้นสีขาวบนพื้นสีเหลือง ทำเป็นลวดลายพรรณพฤกษานานา หลังคาทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องสี่เหลี่ยมลอนเล็ก สั่งมาจากประเทศฝรั่งเศส กลางหลังคาเป็นโดมขนาดใหญ่ ปลายยอดมีเครื่องบอกทางลม ทำจากโลหะรูปไก่

กรมศิลปากรประกาศ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2533 โดยมีคุณค่าในฐานะอาคารอันเก่าแก่ ที่งามสง่าทางด้านสถาปัตยกรรม ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2542 ได้รับการยกย่องจาก สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เป็นอาคารด้านการอนุรักษ์ดีเด่น และที่สำคัญเสมือนเป็นตัวแทน ในด้านความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ และความเสียสละของ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์)

ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ย้ายจากเมืองพระตะบองในกัมพูชา เข้าปลูกสร้างบ้านเรือนในจังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาปี 2452 มีดำริให้สร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ด้วยปรารถนาใช้รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กรณีที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมายังมณฑลปราจีนบุรีอีกครั้ง หลังจากเสด็จฯครั้งแรก ปี 2451

วันที่ 24 มิถุนายน 2509 ปรับเปลี่ยนมาเป็น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเดิม จัดให้เป็นตึกอำนวยการ พร้อมมีการดัดแปลงชั้นล่าง ทำเป็นห้องตรวจโรค ห้องจำหน่ายยา และห้องผ่าตัด ขณะที่ชั้นบนรับคนไข้หญิง ส่วนเรือนคนไข้ชายแยกต่างหาก มีเตียงรับคนไข้ 50 เตียง พร้อมกับมีบ้านนายแพทย์ บ้านพักพยาบาล เรือนพักคนงาน โรงซักฟอก โรงประกอบอาหาร ที่เก็บศพ ปัจจุบันตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นอกจากเป็นโรงพยาบาล หรือที่ประชุมสัมมนา ยังเป็น พิพิธภัณฑ์การแพทย์ไทยอภัยภูเบศร

โดยทำการเก็บรักษาและรวบรวมตำรายาโบราณ ตลอดจนสมบัติของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อใช้ในการศึกษา ค้นคว้า พัฒนา และถ่ายทอดวิถีการดำเนินชีวิต ตลอดจนการถ่ายทอดด้านวัฒนธรรม การดูแลรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย ในสมัยของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งตำรับตำรายาโบราณเหล่านี้ เป็นเครื่องมือสื่อสารบอกเล่าเรื่องราว ในด้านวัฒนธรรมของการดูแลสุขภาพ ด้วยการแพทย์แผนไทย ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า "เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ดำริให้สร้างตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในปี 2452 ด้วยความปรารถนาว่า จะใช้รับเสด็จสนองพระคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในกรณีที่พระองค์เสด็จฯมามณฑลปราจีนบุรีอีกครั้ง หลังจากที่เสด็จครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2451 แต่มาสิ้นรัชกาลของพระองค์เสียก่อน อย่างไรก็ตาม ปี 2455 ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังรับการเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

...วันนั้นคนโบราณเล่าขานกันว่า ตามบริเวณตัวตึก-กำแพงเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีความสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ทั้งมีธงทิวประดับประดาสวยงามตา เราก็หวังเสมอว่า ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จะมีความสวยงามอย่างเมื่อครั้งเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ตกแต่งให้สวยตระการตา โดยเราโชคดีได้นักออกแบบไฟ อาสาช่วยตกแต่งแสงไฟให้"

ปัจจุบัน ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2538 เป็นศูนย์ที่รวบรวมอนุรักษ์ ทั้งตำราไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย หรือการแพทย์พื้นบ้าน สำหรับโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดรักษาโรค มีทั้งการนวด อบประคบ และฝั่งเข็ม รวมถึงการแปรรูปสมุนไพรไทย เป็นเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง

ด้านการแพทย์แผนไทย มีส่วนผสมผสานต่างๆที่ยากแก่การสื่อสารเข้าใจ จึงผนวกศิลปะกับการแพทย์แผนไทย เกิดเป็นนิทรรศการ "สุนทรียะ อภัยภูเบศร" จากฝีมือการสร้างของ อรัญ วานิชกร ณ ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สื่อสารถึงนวัตกรรมการแพทย์แผนไทย ซึ่งมีความหมายอันเป็นเอกลักษณ์ ของการแพทย์แผนไทยและประเทศไทย

สุนทรียะ อภัยภูเบศร การเผยแพร่ผลงานวิจัย "ภาพลักษณ์การแพทย์แผนไทย : การออกแบบสู่ความเป็นศูนย์กลางอาเซียน" ด้วยการแพทย์แผนไทยนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่การดำรงชีวิตของชาวไทยในอดีต มีวัฏจักรการเกิด แก่ เจ็บ และหายไปจากวิถี โดยการแพทย์แผนไทยในปัจจุบันนั้น กลับมาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ขณะที่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในรูปแบบการแพทย์แผนไทย ก็นับวันจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ จากแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภค หรือการถวิลหาที่แตกต่างทางวัฒนธรรมโลก

ต่อเมื่อได้สัมผัสกับผู้ชำนาญ หน่วยงาน และประชาชมการแพทย์แผนไทย ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างซาบซึ้งในคุณค่าภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งมีปัญหาเป็นช่องว่างด้านการออกแบบ จึงทำการบูรณะการข้ามศาสตร์ ระหว่างการออกแบบและแพทย์แผนไทย เพื่อช่วยให้ภาพลักษณ์ได้พัฒนายิ่งขึ้น แล้วสอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ หรือการบริการด้านแพทย์แผนไทย สู่การดูแลสุขภาพอาเซียน

อรัญ วานิชกร เสริมว่า "...นิทรรศการ สุนทรียะ อภัยภูเบศร มีอัตลักษณ์เป็นค่าสมมุติฐาน ประกอบด้วยดิน น้ำ ลม และไฟ รวมถึงเฉลว หม้อยา ลูกประคบ ใบไม้สมุนไพร ผดุงครรภ์ การอบสมุนไพร ท่านวด ฤาษีดัดตน เป็นกระบวนการวิจัยและพัฒนา ที่ใช้ด้านการออกแบบเป็นเครื่องมือ ในการเสาะหาองค์ความรู้ แม้แต่ประเทศในอาเซียน ยังไม่มีการสร้างภาพลักษณ์ มีเพียงประเทศแถบยุโรป ที่นำภาพลักษณ์ไปสู่แอพพลิเคชั่น

...สำหรับการแพทย์แผนไทย มีภูมิปัญญาและวัฒนธรรมมากมาย รวมถึงสัญลักษณ์ที่น่าศึกษา สามารถนำสู่การออกแบบร่วมสมัย จึงนำคีย์เวิร์ดมาเป็นภาพสัญลักษณ์ต่างๆ ตัวอย่างการนำสัญลักษณ์มาหมุน แล้วเกิดเป็นภาพลักษณ์ใหม่ๆขึ้น หรือทำเป็นสัญลักษณ์นูน สื่อสารความแตกต่างด้านความหมาย สำหรับให้คนตาบอดได้สัมผัส

...ภาพสัญลักษณ์และองค์ประกอบ มีลักษณะเรียบง่าย หรือเป็น เวคเตอร์ กราฟฟิค (Vector Graphic) โดยทำการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ หรือเป็นนูนสูงและนูนต่ำ และเป็นองค์ประกอบลอยตัว ช่วยให้ผู้ที่มีข้อจำกัดการมองเห็น สามารถใช้เพียงการสัมผัส เพื่อการรับรู้ในความแตกต่าง และนำไปใช้บริการได้อย่างถูกต้อง

...ความสำคัญการแพทย์แผนไทย มีข้อกำหนดการออกแบบ แบ่งตามสาขาดังนี้ 1. เวชกรรมไทย 2. เภสัชกรรมไทย 3. ผดุงครรภ์ไทย และ 4. หัตถเวชไทย ซึ่งภูมิปัญญากับการออกแบบหรือศิลปกรรม เป็นของที่ควรจะมาคู่กัน ดั่งคำที่ว่า ศิลปวัฒนธรรม ที่มีมาช้านาน แต่ช่วงหลังมาแยกจากกัน ศิลปะกลายเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ แต่หากนำมารวมกันใหม่ จะเป็นการบูรณะการเพื่อการสื่อสาร ที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน

...รวมถึงโทนสีที่มีความเฉพาะเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การดึงสีสันของดอกอัญชัน มาเรียกเป็น...สีน้ำเงินอัญชัน สีของดอกกระเจี๊ยบ เรียกเป็น...สีแดงกระเจี๊ยบ สีของไพรเรียกเป็น...สีเหลืองไพร หรือสีของใบบัวบก เรียกเป็น...สีเขียวบัวบก เพื่อทำให้เกิดอัตลักษณ์เฉพาะ ต่อเมื่อได้นำมาออกแบบด้านการแพทย์แผนไทย จะต้องทำให้ดูกลมกลืน

...นิทรรศการ 'สุนทรียะ อภัยภูเบศร' โลโก้งานและบอร์ดนิทรรศการ หรือ Prop ตกแต่ง ใช้องค์ประกอบที่ได้จากการวิจัย มาเป็นส่วนประกอบในการออกแบบ ส่วนทางด้านกรอบโลโก้และภาพอาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นลายเส้นสีเทา ซึ่งแสดงถึงวันสบาย วันพักผ่อน กับสุนทรียะศิลปะและการออกแบบ อาหาร เครื่องดื่มสมุนไพร และกิจกรรม..."

มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีผลิตภัณฑ์และการบริการทางด้านแพทย์แผนไทยมาอย่างยาวนาน ตลอดจนมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น สำหรับความต้องการใช้ฐานข้อมูลการออกแบบภาพลักษณ์ การแพทย์แผนไทยของหน่วยงาน คือการออกแบบป้ายสัญลักษณ์ การออกแบบตกแต่งสถานที่ ที่ให้บริการทางการแพทย์แผนไทยใหม่ เพื่อทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน

หากท่านใดมีความสนใจ เรียนเชิญเข้าเยี่ยมชม ณ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร หรือโทรศัพท์สอบถาม 0-3721-1289 ได้เลยครับ