19 รัตนสังฆราชาพระบิดา แห่งสังฆมณฑลไทย

ตอนที่ 11 . สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสา ปุสฺสเทโว รัตนสังฆราชาพระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม
เรื่องพิเศษสดุดี 100 พระชันษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
ช่างภาพ: 

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสา ทรงเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ทรงเป็นศิษย์หลวงในรัชกาลที่ 4 และเป็นที่ทรงเคารพรักและทรงพระราชศรัทธายิ่งของในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระฉายานามว่า สังฆราช 18 ประโยค อีกทั้งเมื่อสมัยเป็นสามเณร ทรงเป็นสามเณรเปรียญ 9 ประโยค รูปแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และยังทรงเป็นพระเถระผู้เป็นองค์ต้นวงศ์ของคณะธรรมยุตินิกายหนึ่งในสิบรูปอีกด้วย

สมเด็จพระสังฆราชสา ประสูติ ณ วันพฤหัสบดี แรม 8 ค่ำ เดือน 9 ปีระกา เบญจศก จุลศักราช 1175 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2356 เวลาราว 11.30 น. หรือตรงกับช่วงเวลาเพลพอดี ตรงกับแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงเป็นบุตรของนายจัน และนางศุข ในวัยเด็ก พระองค์ทรงเริ่มศึกษาเล่าเรียนกับบิดาที่นับว่าเป็นผู้ทรงภูมิทางศาสนาท่านหนึ่ง เล่ากันว่าโยมบิดาของพระองค์นั้นเมื่อครั้งบวชเป็นภิกษุ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการเทศน์มิลินท์และมาลัย แม้กระทั่งเมื่อลาสิกขาแล้วยังมีฉายาที่เรียกกันต่อมาว่า นายจันมิลินทมาลัย

ชีวิตบนเส้นทางสายสมณะของพระองค์ เริ่มจากในวัย 10 ชันษา ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดใหม่ ในคลองบางขุนเทียนบ้านหม้อ บางตานวสี แขวงเมืองนนทบุรี หรือปัจจุบัน คือ วัดนครอินทร์ จังหวัดนนทบุรี นั่นเอง ต่อมาจึงได้ทรงย้ายจากวัดใหม่บางขุนเทียน ไปประทับยังวัดสังเวชวิศยาราม เพื่อทรงศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและภาษาบาลีที่พระราชวังบวร กับอาจารย์อ่อน และโยมบิดาของพระองค์ ซึ่งเป็นอาจารย์บอกหนังสืออยู่ที่พระราชวังบวรนั่นเอง ทรงตั้งพระทัยที่จะสอบเปรียญธรรมให้ได้ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร

ดังนั้น ในวัย 14 พระชันษา ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม หลักสูตรปริญญาตรี ทรงแปลได้ 2 ประโยค จาก 3 ประโยค จึงยังไม่ได้เป็นเปรียญ และทำให้ต้องเข้าสอบใหม่ทั้งหมดในคราวต่อไป เนื่องจากในสมัยนั้น ผู้เข้าสอบจะต้องสอบผ่านการแปลให้ได้ครบทั้ง 3 ประโยคในคราวเดียว จึงจะถือว่าได้เป็นเปรียญตรี ถ้าสอบได้ไม่ครบ หากเข้าสอบครั้งต่อไป จะต้องเริ่มสอบใหม่ตั้งแต่แรก ในครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพ ทรงประสงค์จะอุปการะภิกษุสามเณรมิให้เกิดท้อถอยในการเข้าสอบ หากภิกษุรูปใดสอบแปลผ่านไปได้สองประโยคแล้ว ก็จะทรงรับไว้ในพระอุปการะ เพื่อให้เข้าสอบแปลใหม่จนได้เป็นเปรียญ 3 ประโยค ดังนั้น สามเณรสาจึงมีผู้คนเรียกกันว่า เปรียญวังหน้า แต่นั้นมา

จากนั้นพระองค์ก็ทรงมุมานะในการทรงศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมให้หนักขึ้น ทรงเข้าถวายตัวเป็นศิษย์ภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ในครั้งที่ยังทรงพระผนวชและประทับอยู่ที่วัดสมอราย หรือวัดราชาธิวาส และต่อมาในปี 2374 เมื่อมีการเปิดสอบไล่พระปริยัติธรรมในสนามหลวงอีกคราวหนึ่ง เนื่องจากเวลานั้นไม่ได้มีการเปิดสอบทุกปีดังเช่นทุกวันนี้ ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุได้ 18 ชันษา ก็ทรงเข้าสอบพระปริยัติธรรมอีกครั้ง ในคราวนี้ทรงแปลพระปริยัติธรรมแบบปากเปล่าต่อพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระสังฆราช ตลอดจนพระเถระผู้ใหญ่ผู้เป็นเปรียญเอกอีกมากมาย แต่ในคราวนี้พระองค์ทรงแปลเปรียญ 9 ประโยคได้อย่างรวดเร็ว สร้างความทึ่งและคาดไม่ถึงให้กับคณะกรรมการผู้สอบไปตามๆกันทีเดียว ทรงสอบเป็นเปรียญเอกได้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณร และถือเป็นสามเณรเปรียญเอกรูปแรกของกรุงรัตนโกสินทร์

และต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพทรงสร้าง วัดบวรนิเวศ ขึ้นใกล้กับ วัดรังสีสุทธาวาส และต่อมาได้ผนึกรวมเข้าด้วยกันเป็นวัดเดียวกัน จากนั้นได้ทรงอัญเชิญภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ให้ทรงเป็นเจ้าอาวาส และเสด็จฯมาทรงครองวัดบวรนิเวศ ในปี 2375

ต่อมาในปี 2476 สามเณรสาก็ทรงผนวชเป็นภิกษุในคณะธรรมยุติ ณ วัดราชาธิวาส โดยได้รับพระฉายาว่า ปุสโส มี พระสุเมธาจารย์ (เกิด) เป็นพระอุปัชฌาย์ และภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ จากนั้นก็ได้ตามเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศด้วย และได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระอมรโมลี ในปี 2382 โดยที่นับว่าทรงอยู่ในฐานะพระเถระผู้ใหญ่ ผู้เป็นต้นวงศ์ของคณะธรรมยุต 1 ใน 10 รูป

พระอมรโมลี (สา) ดำรงอยู่ในสมณเพศมาได้นานระยะหนึ่ง จึงลาสมณเพศไป เล่ากันว่าเมื่อพระอมรโมลีลาสิกขาไปนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกริ้วมาก ด้วยพระอมรโมลี มิได้กราบทูลลาตามธรรมเนียมของพระราชาคณะที่ต้องปฏิบัติกัน พระองค์โปรดฯให้กรมการไปติดตามนำตัวมหาสากลับมา กรมการติดตามไปอยู่หลายแห่งทั้งที่บ้านมารดา และบ้านญาติผู้ใหญ่ จนกระทั่งได้พบมหาสา จึงนำตัวกลับไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั้น โปรดปรานมหาสามาก จึงทรงพระกรุณาโปรดฯให้อุปสมบทใหม่ ขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ 38 พรรษา

พระมหาสา ได้อุปสมบทใหม่ ในปี 2394 อันเป็นปีแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และในครั้งนี้ทรงได้รับฉายาว่า ปุสฺสเทโว และหลังจากทรงอุปสมบทเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ก็ทรงเข้าสอบแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้ง เพราะเมื่อลาสิกขาไปแล้วก็เท่ากับสิทธิ์ในการเป็นเปรียญนั้นหมดไปด้วย เมื่อทรงกลับมาครองสมณเพศอีกครั้ง ก็ทรงเข้าสอบแปลเปรียญใหม่ แล้วก็ทรงสอบได้เป็นเปรียญ 9 ประโยคอีกครั้งหนึ่ง นี่เองจึงเป็นที่มาของคำว่า เปรียญ 18 ประโยค มาในปี 2401 ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะที่พระสาสนโสภณ เล่ากันว่าพระนามที่พระสาสนโสภณ นั้น รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานให้ตามพระนามเดิม คือ สา ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่ในพระนิพนธ์ของ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดังนี้

พระสารสาสตร์พลขันธ์ (สมบุญ) เคยเล่าให้หม่อมฉันฟังว่า เมื่อทูลกระหม่อมจะทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชวัดราชประดิษฐ์ เมื่อยังเรียกกันว่า อาจารย์สา ให้เป็นพระราชาคณะ ทรงประดิษฐ์ราชทินนามเอานามเดิมของท่านขึ้นต้น แล้วต่อสร้อยว่า พระสาสนดิลก นาม1 พระสาสนโสภณ นาม 1 โปรดให้พระสารสาสตร์ไปถามว่าท่านจะชอบนามไหน ท่านว่า นามสาสนดิลกนั้นสูงนัก ขอรับพระราชทานเพียงนาม สาสนโสภณ ก็ได้ นามนั้นคนทั้งหลายเรียกกันว่าโดยย่อว่า "เจ้าคุณสา" นับว่าทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ เป็นรูปแรก และเป็นพระนามที่โปรดมาก

ถึงปี 2407 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริที่จะสร้างวัดขึ้นอีกแห่งให้เป็นวัดประจำพระนคร ตามธรรมเนียมที่มีมาแต่กาลก่อนที่มีวัดประจำเมืองอยู่ 3 วัด คือ วัดมหาธาตุฯ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์ จึงได้ทรงบริจาคที่ดินที่เป็นสวนกาแฟ อีกทั้งมีศาลาโรงทานที่ชาวบ้านใช้พบปะทำบุญร่วมกันเป็นประจำ และอยู่ไม่ห่างจากพระบรมมหาราชวัง เพื่อโปรดฯให้สร้างวัดขึ้น การก่อสร้างใช้เวลา8เดือน จึงแล้วเสร็จ จากนั้นจึงทรงพระราชทานนามว่า วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม แล้วให้นิมนต์เจ้าคุณสา จากวัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2408 โดยมีขบวนแห่ใหญ่โตพรั่งพร้อมด้วยธงทิว พิณพาทย์ และรถเข้าร่วมขบวนอีกหลายคัน เพื่อรับพระสาสนโสภณ จากวัดบวรนิเวศวิหาร มายังที่ประทับ ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเปลี่ยนตาลปัตรเป็นตาลปัตรแฉกพื้นแพรเสมอชั้นธรรมแด่พระองค์อีกด้วย นับว่าเป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง และแสดงถึงพระราชศรัทธา และความไว้วางพระราชหฤทัยยิ่งนักในพระสาสนโสภณ อีกทั้งในยามที่ทรงว่างจากพระราชกิจ ก็จะทรงพระแคร่คนหาม เสด็จฯออกทางประตูเทวาพิทักษ์เพื่อมาทรงสนทนาธรรมกับเจ้าคุณสาอยู่เนืองๆ ดังที่ในบันทึกของ นัดดา อิศรเสนา ณ อยุธยา เขียนเล่าไว้ว่า "สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงว่างพระราชกิจในเวลาราตรี มักจะเสด็จฯไปทรงคุยธรรมะกับพระสาสนโสภณ (สา) ในโบสถ์วัดราชประดิษฐ์ เป็นเวลาจนกระทั่งดึกดื่นค่อนคืน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี ทรงเล่าว่า เจ้านาย พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอเล็กๆที่ตามเสด็จไปพร้อมกับเจ้าจอมมารดา ต้องนอนหลับตากยุงอยู่บนแท่นสี่มุมโบสถ์วัดราชประดิษฐ์ จนกระทั่งเสด็จฯกลับ"

ในคราวที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2411 นั้น เมื่อพระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) นำพระราชดำรัสที่ทรงลาและขมาพระสงฆ์ไปอ่านในที่ประชุมสงฆ์ภายในพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐ์ สมเด็จพระสังฆราชสา ประทับนิ่งฟังด้วยน้ำตาไหล

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ ต่อมา สมเด็จพระสังฆราชสา ก็ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นที่ทรงพระราชศรัทธายิ่ง เข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 5 มาได้ 4 ปี ในปี 2415 ก็ทรงได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดมก็ยังคงใช้นามว่า พระสาสนโสภณ ที่พระธรรมวโรดม และในปี 2516 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ทรงพระผนวช โดยมี สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นพระอุปัธยาจารย์ และพระสาสนโสภณ ที่พระธรรมวโรดมก็ทรงรับหน้าที่เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความผูกพันกับพระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดมตลอดมาอย่างสม่ำเสมอ ดังในคราวที่เสด็จพระราชดำเนินมาสรงน้ำสงกรานต์ และประทับตรัสด้วยคราวละนานๆ ดังในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2419 "เสด็จพระราชดำเนินมาประทับตรัสกับพระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดมอยู่ประมาณ40 นาที แล้วจึงทรงสรงน้ำ และถวายผ้าไตร แก่พระสาสนโสภณในการสรงน้ำสงกรานต์ โดยท่านเป็นพระกรรมวาจาจารย์" รวมทั้งในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาก็ทรงเสด็จฯมาด้วยเช่นกัน "เสด็จฯมาถวายพุ่มขี้ผึ้งแลเครื่องสักการบูชา เครื่องจำพรรษาแก่พระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดม กับพระสงฆ์วัดราชประดิษฐฯ เสร็จแล้ว ประทับตรัสอยู่กับพระสาสนโสภณประมาณชั่วโมงหนึ่ง แล้วเสด็จพระราชดำเนินออกจากพระอุโบสถ"

มาในปี 2422 จึงได้รับโปรดเกล้าฯเลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และหลังจากนั้นราชทินนาม พระสาสนโสภณ ก็ว่างเว้นไม่มีการพระราชทานให้แก่พระเถระรูปใดอีกเป็นเวลานานถึง 21 ปี จึงได้ทรงพระราชทานราชทินนามนี้ให้กับ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อ่อน อหึสโก) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม รูปที่ 2 เป็นที่พระสาสนโสภณ เจ้าคณะรองฝ่ายธรรมยุตินิกาย ซึ่งนับแต่นั้น สมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ จึงได้เป็นของเจ้าคณะรองฝ่ายธรรมยุติกนิกาย มาจนทุกวันนี้

ครั้นถึงปี 2434 ในคราวพิธีมหาสมณุตมาภิเศกสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ต่อมาในปีเดียวกัน ก็ทรงพระกรุณาโปรดเพิ่มอิสริยยศ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (สา) ให้เป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ เพื่อให้มีอิสริยยศพิเศษกว่าสมเด็จพระราชาคณะแต่ก่อนมา โดยพระราชทานราชทินนามสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แต่ยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช อันเป็นการพระราชทานพระเกียรติยศเป็นอย่างสูงที่ถือเป็นกรณีพิเศษ

ครั้นต่อมาเมื่อ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงสิ้นพระชนม์ลง ในปี 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯสถาปนา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา) เป็น สมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 โดยเรียกการสถาปนาครั้งนี้ว่า "สถาปนาเพิ่มอิสริยยศ พระราชทานมุทธาภิเศก" โดยมิได้พระราชทานพระสุพรรณบัฏใหม่ แต่โปรดฯให้เชิญพระสุพรรณสุบัฏ ครั้งที่ตั้งเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มาตั้งสมโภชที่วัดพระแก้ว พระราชทานแต่ใบกำกับพระสุพรรณบัฏใหม่เท่านั้น นับเป็น สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในเวลานั้นทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา

เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชสา ทรงเป็นผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านการแต่งหนังสือ และการเทศนา ทรงมีผลงานพระนิพนธ์ต่างๆกว่า 100 เล่ม ทรงแปลพระสูตร ทรงรวบรวมพระสูตรและพระปริตรต่างๆ จัดพิมพ์เป็นเล่ม เรียกว่าหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง ทรงนิพนธ์หนังสือเทศน์ขึ้นไว้มากมาย เช่น หนังสือเทศนาสำหรับใช้อ่านในวันธรรมสวนะปกติ และในวันวิสาขบูชา คือพระนิพนธ์เรื่องปฐมสมโพธิย่อ3กัณฑ์จบ เรื่องจาตุรงคสันนิบาตกับโอวาทปาติโมกข์ สำหรับถวายในวันมาฆบูชา ที่วัดพระแก้ว ทรงนิพนธ์ปฐมสมโพธิแบบพิสดาร 10 กัณฐ์จบ ใช้เป็นหนังสือหลักสูตรนักธรรมตรี-โท-เอก มาจนปัจจุบัน ทรงผูกคาถาที่เขียนไว้ด้านล่างตราแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่า "สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา" แปลว่า "ความพร้อมเพรียงของชนผู้เป็นหมู่ ยังความเจริญให้สำเร็จ" นอกจากนี้ยังทรงนิพนธ์พระคาถาจารึกในตราอาร์มแผ่นดิน อันเป็นสัญลักษณ์แห่งราชอาณาจักร และยังปรากฏอยู่ในหน้าบัน กระทรวงกลาโหม

ในพระประวัติตรัสเล่าที่นิพนธ์โดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงนิพนธ์ไว้ว่า "กล่าวกันว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชสานั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดว่าเป็นผู้แต่งเทศน์ดี แต่ครั้งยังเสด็จดำรงอยู่ในผนวช ภายหลังเมื่อได้เป็นที่พระสาสนโสภณ ถ้าพระราชาคณะ หรือพระเปรียญจะถวายเทศน์ ต้องมาให้เจ้าพระคุณสมเด็จฯตรวจเสียก่อน ถ้าใครไม่ชำนาญในการแต่งเทศน์ก็จะทรงแต่งให้"

ด้านการเทศนา ทรงปฏิบัติหน้าที่ถวายพระมงคลวิเสสกถา ซึ่งเป็นเทศนาพิเศษอย่างหนึ่ง พรรณนาพระราชจรรยาของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ครั้งยังทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ ทรงเป็นผู้เทศนาถวายเป็นพระองค์แรก และเทศนาพิเศษนี้ถวายในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งถือปฏิบัติเป็นราชประเพณีสืบมาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันธรรมเนียมการถวายพระมงคลวิเสสกถา มีสมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้เทศน์ถวาย หรือจะทรงมอบหมายให้พระเถระรูปอื่นเป็นผู้เทศน์ถวายแทนก็ได้

ในปี 2431 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โปรดฯให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎก ที่แต่เดิมมักคัดลอกกันมาเป็นภาษาขอม จึงโปรดฯให้พระเถรานุระมาประชุมร่วมกับราชบัณฑิตตรวจชำระพระไตรปิฎก สมเด็จพระสังฆราชสาที่ขณะนั้นทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระพุทธโฆษาจารย์ ทรงเป็นผู้หนึ่งที่รับพระภารกิจหลักในการจัดการการสังคายนาครั้งนี้ มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกแล้วเสร็จ ในปี 2436 นับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทเป็นเล่มหนังสือ จากเดิมที่นิยมจารลงในใบลาน และเป็นครั้งแรกที่มีการจดจารึกเป็นภาษาไทย

สมเด็จพระสังฆราชสา ทรงเป็นอธิบดีสงฆ์ ปกครองดูแลกิจการพระศาสนาอย่างเต็มความสามารถอยู่เป็นเวลานานราวหกปีเศษ จึงทรงพระประชวรด้วยพระโรคบิดและพระโรคชรา ทรงสิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2442 ขณะมีพระชนมายุ 87 พรรษา และทรงครองวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม รวมเวลา 34 ปี นับจากนั้น ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ก็มิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดขึ้นสมเด็จพระสังฆราช ในรัชกาลของพระองค์จึงว่างจากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชต่อมาจนตลอดรัชกาล เป็นเวลาราว 11 ปี นับแต่ พ.ศ.2442 จนถึง พ.ศ.2453 จึงเป็นเรื่องที่ต้องจารึกอยู่ในความทรงจำของพุทธศาสนิกชนอย่างมิรู้ลืม เมื่อสมเด็จพระสังฆราชสา อยู่ในพระทัยของรัชกาลที่ 5 ตลอดชั่วนิจนิรันดร์....