รักสุดฟ้า

ประชาธิปก ปร.

ตำนานรักระหว่าง ร้อยโท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา กับ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี หรือ ท่านหญิงนา พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฐ์ ต้นราชสกุล สวัสดิวัตน์ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี เกิดขึ้นเมื่อ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี มีพระชันษาเพียง 8 ปี และเพิ่งผ่านพระราชพิธีเกศากันต์ (โกนจุก) ขณะที่ ร้อยโท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกฯ ได้เสด็จนิวัติลกรุงเทพมหานคร หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารจากประเทศอังกฤษ และมาประทับกับ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระราชชนนี เป็นครั้งคราว ทั้งสองพระองค์ได้พบกัน จากนั้น หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ก็คือ สุภาพสตรีที่ทรงสนิทสนมด้วยมากที่สุด

พระบิดาได้ถวายตัวท่านหญิงนา แด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ตามราชประเพณีของเจ้านายสมัยก่อนตั้งแต่เจริญพระชันษาเพียง 2 ปี เดิมประทับอยู่กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ณ พระตำหนักสวนสี่ฤดู พระราชวังดุสิต และเมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯย้ายมาประทับ ณ พระราชวังพญาไท ซึ่งโปรดเกล้าฯให้ทรงสร้างขึ้น ท่านหญิงนาได้ตามเสด็จมาด้วย โดยประทับอยู่บนพระตำหนักฝ่ายในติดกับห้องเสวย

ใน พ.ศ.2460 หลังจาก สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ทรงลาสิกขาจากการผนวช ณ พระตำหนักทรงพรต วัดบวรนิเวศวิหาร ได้กราบบังคมทูลพระกรุณา และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะเสกสมรสกับ หม่อมเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งขณะนั้นทรงมีพระชันษา 14 ปี พิธีอภิเษกสมรสพระราชทานจัดขึ้น ณ วังศุโขทัย ถนนสามเสน ส่วนพระราชพิธีอภิเษกสมรส จัดให้มีขึ้นที่พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461

การอภิเษกสมรสในครั้งนี้ ถือเป็นพระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งแรกหลังจากการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ สำหรับสถานที่ประทับ คือ วังศุโขทัย นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสร้างให้ในบริเวณคลองสามเสน นอกจากนี้ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนา หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ขึ้นเป็น หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระวรชายา

สองปีต่อมา สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปทรงรักษาพระองค์ในยุโรป เนื่องจากทรงมีพระโรคประชวรเรื้อรังนับตั้งแต่ทรงผนวช ครั้นหายประชวรแล้ว มีพระประสงค์จะทรงศึกษาวิชาการทหารชั้นสูงต่อ ทั้งเพื่อให้พระชายาได้ทรงมีโอกาสศึกษาภาษาฝรั่งเศสให้ได้ผลดี จึงได้มีพระราชหัตถเลขากราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ศึกษาในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จนถึง พ.ศ.2467 ทั้งสองพระองค์จึงเสด็จนิวัติพระนคร

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ซึ่งทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชพระองค์เดียวที่เหลืออยู่ ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อมา โปรดเกล้าฯสถาปนา หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระวรชายา ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และสถาปนาพระอิสริยยศเป็น พระอัครมเหสี โดยสมบูรณ์ตามพระราชกำหนดกฎหมายและพระราชประเพณี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีพระองค์แรก ที่มีเอกอัครมเหสีเพียงพระองค์เดียว โดยไม่มีพระสนมหรือเจ้าจอม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จึงทรงเป็นพระมเหสีพระองค์แรกตามแบบยุโรปในประเทศไทย ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงประทับเคียงข้างพระราชสวามีในทุกโมงยาม แม้แต่ในห้วงแห่งความทุกข์ยากแสนสาหัส

เมื่อคณะราษฎรเข้ายึดอำนาจ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี อยู่ในระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล มีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาเชิญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนพระนครเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินที่คณะราษฎรได้สร้างขึ้น

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสถามความเห็นจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่พระนคร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งทรงมีพระอุปนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มีน้ำพระทัยนักกีฬามาแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงได้กราบบังคมทูลอย่างไม่ลังเลพระทัยในทำนองว่า "หากจะต้องเข้าไปตายก็ไม่เป็นไร ต้องมีศักดิ์ศรี ต้องมีสัจจะ"

สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลาหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองมิได้สงบแต่อย่างใด เกิดกบฏบวรเดชขึ้น ในวันที่ 11 ตุลาคม 2476 แต่ไม่สำเร็จ ทรงมีพระราชดำริว่าสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากผู้ก่อการปฏิวัติเป็นเชื้อพระวงศ์ ดังนั้น ในวันที่ 10 ธันวาคม 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ไปทรงเจริญทางไมตรีกับประเทศทางยุโรป และได้ทรงรับการผ่าตัดและรักษาพระเนตรที่อังกฤษด้วยเลย โดยได้ทรงเช่าคฤหาสน์หลังหนึ่งไว้เป็นที่ประทับในมณฑลเซอร์เรย์ พระราชทานชื่อว่า บ้านโนล

ในที่สุดเมื่อเกิดการขัดแย้งกันระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับรัฐบาลในหลายเรื่อง โดยเฉพาะรัฐบาลไม่ได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ ไม่ตรงกับพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 จึงทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ

ภายหลังจากพ้นตำแหน่งพระมหากษัตริย์ และพระอัครมเหสี ทั้งสองพระองค์ทรงใช้พระชนม์ชีพอย่างสามัญชน โดยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงมีพระราชหฤทัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเป็นอย่างยิ่ง เสด็จฯไปทรงประทับยังพระตำหนักแกลนพามเม้นต์ มณฑลเซอร์เรย์ ทรงวางพระองค์เยี่ยงคหบดีชนบท ทรงใช้เวลาว่างไปกับการจัดสวน แต่พระพลานามัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่แข็งแรง เมื่อทรงประชวรหนักขึ้น จึงทรงซื้อพระตำหนักใหม่ที่มณฑลเคนท์ ชื่อว่า เวนคอร์ต ซึ่งเป็นพระตำหนักที่เล็กง่ายแก่การดูแลกว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รุนแรงขึ้น ต้องทรงย้ายที่ประทับไปที่พระตำหนักคอมพ์ตัน มณฑลเซอร์เรย์

ครั้นถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน มณฑลเซอร์เรย์ ด้วยพระชนมพรรษา 48 พรรษา และมีการจัดพิธีถวายพระเพลิง ณ สุสาน Colders Green ในวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2484

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงจัดการเรื่องพระบรมศพและถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการภายใน ในวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2484 นับเป็นงานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ไทยที่เรียบง่ายที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทยมา ไม่มีพระเมรุมาศ ไม่มีเสียงประโคมย่ำยาม ไม่มีแม้แต่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม เป็นช่วงเวลาที่โทมนัสกับการสูญเสียพระสวามีอย่างสุดซึ้งของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เพราะทั้งสองพระองค์ทรงมีกันและกันตลอดมา

ในปี 2492 รัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จนิวัติกรุงเทพฯ พร้อมกับ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลตามโบราณราชประเพณี แต่เวลานั้นพระตำหนักศุโขทัยที่ประทับได้กลายเป็นกระทรวงสาธารณสุขไปเสียแล้ว สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ได้เชิญเสด็จสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี มาประทับที่วังสระปทุม อีก 2 ปีต่อมา จึงเสด็จแปรพระราชฐานไปที่ตำหนักสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี ในปี 2493 เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าเป็นทำเลที่มีความสวยงาม และเงียบสงบต้องตามพระราชอัธยาศัย อีกทั้งระยะทางไม่ไกลจากตัวเมืองเกินไป ทรงดำเนินกิจการสวนบ้านแก้ว มีพระราชประสงค์ที่จะให้วังสวนบ้านแก้วทำการเกษตรให้เป็นตัวอย่าง ทรงพัฒนาเสื่อจันทบูรณ์ จนกลายเป็นที่รู้จักไปทั่ว ในปี 2511 ทรงตัดสินพระทัยขายวังสวนบ้านแก้วแบบถูกๆให้กับกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับเป็นวิทยาลัยครูจันทบุรี

ในบั้นปลายพระชนม์ชีพที่เหลือเพียงความทรงจำซึ่งทรงมีต่อพระสวามีผู้จากไป สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จสู่สวรรคาลัย ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ด้วยพระหทัยวายโดยสงบ ณ พระตำหนักศุโขทัย รวมพระชนมายุ 79 พรรษา